เรื่องย่อจากนิยาย – War of the Spark: Ravnica ACT 2


เรื่องราวก่อนหน้า —> ACT 1

Chapter 28 – 32 รวมพลังเคลียร์เควส!

                เจซใช้เวทล่องหนคุ้มกันจากศัตรูและมองเห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง ตั้งแต่จังหวะที่ดอมรี่โดนดูดสปาร์คออกไปรวมถึงเพลนส์วอล์คเกอร์ (ตัวประกอบ) คนอื่นๆ ที่ต้องมาตายโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วย เงื่อนไขของการสูบพลังนั้นไม่มีอะไรซับซ้อน ขอแค่จับตัวเพลนส์วอล์คเกอร์ไว้ได้เป็นอันจบ กิเดี้ยนป้องกันตนเองโดยใช้พลังอมตะทำให้ทหาร Eternals แตะต้องตัวไม่ได้ ส่วนเทเฟรี่ก็ควบคุมเวลาให้ไหลช้าและจัดการกับศัตรูโดยไม่ให้สัมผัสถูกใคร วิชานี้ของเทเฟรี่นั้นช่วยคนไว้ได้มากที่สุดในหมู่พวกเขาทั้งหมดแล้ว เมื่อรู้ดังนี้ เจซออกคำสั่งให้ทุกคนถอนกำลังและถอยมารวมตัวกันที่สภาใหญ่ Azorius Senate House

ราลเข้าใจดีว่าสถานการณ์มันเข้าตาจนขนาดไหนแต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าทำไมเจซต้องเรียกให้มารวมกัน ณ ที่ประชุมกิลด์นี้ เพราะสฟิงซ์อดีตหัวกิลด์อิซปีเรียก็ยังตายเป็นหินแข็งทื่ออยู่ตรงจุดเดิม เป็นเหมือนเครื่องย้ำเตือนให้เห็นความร้าวฉานระหว่างกิลด์ต่างๆ  ว่าแล้วราลก็ไล่อัพเดตสถานะของกิลด์ต่างๆ อีกครั้งหลังการบุกรุกเริ่มต้น

Izzet League – ราลมาร่วมประชุมด้วยตนเองในฐานะหัวหน้ากิลด์พร้อมกับมหาดเล็กมารี (Chamberlain Maree) แม้ว่าปกติทั้งคู่จะไม่ค่อยกินเส้นกัน แต่ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก แถมพวกเขายังมีแผนไม้ตายสุดท้ายที่นิฟ มิซเซททิ้งไว้ให้สำหรับนำเสนอต่อทุกๆ กิลด์ อีก


Orzhov Syndicate – คาย่ามาร่วมในฐานะหัวหน้ากิลด์ออร์ซวอฟแต่จากการที่นางเว้นการเก็บหนี้และละเว้นโทษให้พวกวิญญาณทำให้คนในกิลด์ไม่พอใจมากและไม่ยอมให้ความร่วมมือ แต่หล่อนก็วางแผนไว้กับคนเผ่ายักษ์นามบิลากรู (Bilagru) ว่าถ้าโบลาสชนะแล้วเกิดตายกันไปค่อนโลกจะไม่เหลือคนให้เก็บหนี้ บิลากรูเห็นด้วยแล้วบอกว่าพวกผีและวิญญาณเก่าแก่พวกนี้คุมกิลด์มานานพอละ ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนการปกครองเสียทีเพราะกระบวนการเก็บหนี้ก็ทำโดยทหาร โดยระดับหัวหน้าที่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งนั้น


Simic Combine – โวเรล (Vorel) รับคำสั่งจากวันนีฟาร์ให้เข้าร่วมประชุม ราลไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้หัวหน้ากิลด์เปลี่ยนจากเซกาน่า (Zegana) เป็นวันนิฟาร์แล้ว โวเรลอธิบายว่าวิถีของวันนิฟาร์เหมาะกับการทำศึก และเป็นผู้นำที่เหมาะสมกว่า ราลได้แต่คิดในใจว่า แล้วก่อนที่เรื่องทั้งหมดจะเกิด พวกซิมิคเตรียมตัวทำศึกกับใครละเนี่ย?


 Boros Legion – ออเรเลียเข้าประชุมด้วยตนเอง แต่ก็ไม่วายส่งแววตาแค้นเคืองมายังราลเมื่อเห็นซากหินของอิสปีเรีย ราลเข้าใจดีเพราะเขาก็คิดว่าเขาเองก็มีส่วนผิด แม้ว่าคนผิดหลักๆ คือวราสก้านั่นแหละ


House Dimir – หัวหน้ากิลดิเมียร์ ลาซาฟผู้ไร้รูปคงอยู่ในห้องประชุมนี้เช่นกันแต่ไม่รู้ว่าปลอมเข้ามาเป็นคนไหน ลาซาฟรู้ดีว่าโบลาสเป็นตัวขัดแข้งขัดขาเขาทำเอาธุรกิจยุ่งเหยิงไปหมด อย่างว่าล่ะนะ ใครจะไปจ้างสายลับนักฆ่ากันเล่า ถ้าทั้งโลกตายกันเหี้ยนหมดแล้ว


Cult of Rakdos, Golgari Swarm, Gruul Clans – หลังจากที่เฮคาร่า ทูตของแรคดอสเองถูกสังหาร จ้าวอสูรก็เมินเฉยไม่ส่งตัวแทนมาอีก แล้วมาตอนนี้วราสก้าหายตัวไปกับดอมรี่ที่พึ่งตายไปหมาดๆ พวกโกลการี่และเผ่ากรูลที่ปราศจากผู้นำก็กำลังโกลาหลกับปัญหาภายใน ไม่มีใครมาร่วม

 

Selesnya Conclave – หัวหน้ากิลด์ทรอสตานี่ ดรายแอดสามร่างยังหลับใหลอยู่และไม่ยุ่งเกี่ยวใดๆ ตามเดิม ราลแอบคิดว่าที่วิหารวิตูกาซี่โดนทำลายไป (นิสสาปลุกเป็นวิญญาณธาตุแต่ถูกก้อดซอมบี้รุม) จะทำให้พวกเขาตื่นตัวแล้วออกมาต่อสู้ แต่เปล่าเลย ยิ่งทำให้ม้วนหางหลบเข้าไปป้องกันตัวเองแน่นหนากว่าเดิม


Azorius Senate – หัวหน้ากิลด์ตอนนี้คือโดวิน บาน ซึ่งชัดเจนแล้วว่าทำงานให้กับโบลาสเหมือนวราสก้า ไม่มาร่วมประชุมตามคาด ตอนนี้กำลังซ่อนตัวอยู่ในหอคอยสักหอหนึ่งในสามของนิวพราฟว์และดำเนินการให้ Immortal Sun ทำงานอย่างต่อเนื่อง ลาวิเนียกับพวกคณะกรรมการอาโซเรียสรุ่นเก่าที่ตัดสิทธิ์โดวินออกจากการเป็นผู้นำแล้วมาร่วมประชุมแทน แต่อย่างว่า ด้วยระบบการปกครองของอาโซเรียส อำนาจผูกขาดตามกฎหมายยังเป็นของโดวินอยู่ดี


                ตัวเลขไม่เข้าท่าอย่างมาก เกือบครึ่งกิลด์อยู่ในสภาพไม่ให้ความร่วมมือ แถมผู้มีอำนาจประจำกิลด์จริงๆ ยังมากันไม่ถึงครึ่ง แผนการที่นิฟ มิซเซททิ้งไว้ต้องให้ทุกกิลด์ร่วมมือกันร้อยเปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพลนส์วอล์คเกอร์ทยอยเข้ามารวมตัวกันยังที่ประชุมสภาเพื่อฟังว่าจะทำยังไงกันต่อไปดี


                “พวกเราต้องรีบไปแล้ว” กิเดี้ยนบอก “ยิ่งเราโอ้เอ้ที่นี่นานเท่าไร ความเสียหายจากกองทัพของโบลาสข้างนอกนั่นก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น เพราะงั้นเจ้าตั้งสติให้ดี สูดหายใจลึกๆ แล้วเรียบเรียงความคิดซะ จะได้เรียกทุกคนให้เข้ามาฟังแผนการเสียที”

                เจซพยักหน้าแล้วเดินออกไป–ก่อนจะหยุดเพื่อหันมาพูด “เจ้าเป็นเพื่อนที่ดีนะ กิเดี้ยน ไม่รู้ว่าข้าเคยบอกเจ้ารึยัง”

                กิเดี้ยนหัวเราะเบาๆ “ข้ามั่นใจว่าเจ้าไม่เคยพูด แต่เอาจริงๆ ข้าก็ไม่เคยบอกกับเจ้าเหมือนกัน น่าขายหน้านิดหน่อยนะที่มาชิงพูดไปก่อนข้า…เจ้าเพื่อนยาก”


                หลังจากทุกคนเจอหน้าทักทาย (และเขม่นกัน) พอหอมปากหอมคอ เจซเริ่มอธิบายว่ามีภารกิจ 6 อย่างที่ต้องแบ่งกันทำ


ภารกิจที่ 1: ปิดสัญญาณ Beacon ที่เป็นตัวดึงให้เพลนส์วอล์คเกอร์มาที่ราฟนิก้า

                เจซถอนหายใจแล้วกลับมาอธิบายต่อ “พวกเราต้องปิดตัวปล่อยสัญญาณซะ ซึ่งตอนนี้มันอยู่ภายใต้การคุ้มกันของกองกำลังอิซเซทและอาโซเรียสที่หอคอยส่งสัญญาณ ตามชื่อของมันนั่นแหละ การจะบุกไปถึงที่นั่นอาจจะยากหน่อยแต่ปัญหาหลักๆ ก็คือตัวส่งสัญญาณเองที่ถูกสร้างมาด้วยระบบป้องกันแน่นหนาเพื่อไม่ให้โบลาสปิดมันเองได้”

                “เยี่ยมแท้” แองกราธ โจรสลัดครึ่งคนครึ่งวัวส่งเสียงฟืดฟาด “พวกเอ็งนี่ช่างโง่ติดกับดักของไอ้มังกรไปหมดทุกอันเลยนะ”

                ฮวทลี นักรบจากอิคซาลานพูดตอกกลับจากอีกฝั่งของห้อง “โง่เหมือนที่เจ้าก็โผล่มาติดที่นี่เหมือนกันสินะ?”

                แองกราธคำราม–แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก กิเดี้ยนคิดในใจว่าเขาชักจะชอบฮวทลีคนนี้ขึ้นมาซะแล้ว


ภารกิจที่ 2: ทำลาย Immortal Sun เพื่อให้เพลนว์วอล์คเกอร์สามารถหนีออกไปได้

                เจซบรรยายต่อเนื่อง “ปัญหาที่สอง The Immortal Sun เมื่อตัวปล่อยสัญญาณเรียกเพลนส์วอล์คเกอร์มาที่ราฟนิก้า เจ้าดวงอาทิตย์นั่นทำหน้าที่ขังเราเอาไว้ เพราะฉะนั้นเราต้องปิดมันซะ ไอเทมนี้ทำงานอยู่ไม่ไกลเท่าไร น่าจะข้างในหนึ่งในสามหอคอย นิว พราฟว์ และคุ้มกันโดยหัวหน้ากิลด์คนใหม่ของอาโซเรียส โดวิน บาน ซึ่งมันเป็นลูกสมุนของนิโคล โบลาสด้วย”


                กิเดี้ยนเหลือบมองที่ชานดร้า ดวงตาของนางลุกโชนด้วยเพลิงอัคคีแต่ดูเหมือนว่าหล่อนเองก็พยายามควบคุมอารมณ์ไม่ให้พลุ่งพล่านมากไปกว่านี้


ภารกิจที่ 3: ทำลาย Planar Bridge จากฝั่งอามอนเคต

                “สาม ประตูพิภพ Planar Bridge จากอามอนเคตทำให้กองทัพอีเทอร์นอลส์ไหลเข้ามาในราฟนิก้าเรื่อยๆ และฆ่าเพลนส์วอล์เกอร์ที่ถูกดึงเข้ามาให้ติดกับและขังไว้ที่นี่ เราต้องปิดตายประตูนี้ซะ แต่มันจะทำได้จากทางอามอนเคตเท่านั้น”


                ซามุทร้องทักขึ้น “งั้นจะทำยังไงล่ะ? ข้าพยายามเพลนส์วอล์คกลับไปอามอนเคต แต่ไอ้ Immortal Sun นั่น–”

                เจซยกมือขึ้นปรามไว้พลางพูด “ข้ารู้ แล้วเราก็รอจัดการปัญหาที่สองให้เสร็จก่อนไม่ได้ด้วย เพราะฉะนั้นเราจะใช้ประตูพิภพเองนั่นแหละ…เพื่อข้ามย้อนกลับไปที่อามอนเคต”

                จาย่ากระแอมไอเสียงดัง “ระหว่างที่พวกซอมบี้เดินสวนสนามออกมาเนี่ยนะ? ฟังดูเป็นแผนฆ่าตัวตายชั้นเยี่ยมเลยนะเจ้าหนุ่ม”

                เจซส่งยิ้มกลับไป “จริงๆ เรามีแผนเตรียมไว้แล้วล่ะ ให้มันเป็นแค่แผนฆ่าตัวตายชั้นกลางๆ หน่อยก็พอ”

                “ข้าเอาด้วย” ซามุทตอบ


       

ภารกิจที่ 4: สังหาร ลิเลียน่า เวส ที่กำลังควบคุมทหารซอมบี้ Eternals อยู่

                “ปัญหาที่สี่ ลิเลียน่า เวส เห็นได้ชัดว่าหล่อนใช้เวทมนต์บงการผีดิบอีเทอร์นอลส์ให้โบลาสอยู่ พวกเราต้องจัดการให้นางทำอย่างนั้นไม่ได้อีก…ตลอดกาล”

                กิเดี้ยนสะดุ้งขึ้นทันทีเมื่อได้ยินชื่อของลิเลียน่าพ่วงเข้าไปในรายการภารกิจของเจซ แม้ว่าตัวเขาจะปฏิเสธไม่ได้ก็ตามว่ามันจำเป็นขนาดไหน เขาได้แต่ปิดปากเงียบไม่พูดอะไรออกมา


ภารกิจที่ 5: ปกป้องชาวราฟนิก้าจากอันตราย

                กิเดี้ยนก้าวออกมาข้างหน้า “ยังมีอีกปัญหาหนึ่งที่เราต้องทำนั่นคือการช่วยปกป้องชาวราฟนิก้า เพราะเรื่องทั้งหมดจะไม่เกิดขึ้นหากโบลาสไม่ได้หิวโหยอยากได้ดวงไฟแห่งเพลนส์วอล์คเกอร์ของพวกเรา”


ภารกิจที่ 6: เกลี้ยกล่อมให้กิลด์ที่เหลือมาร่วมมือและทำตามแผนของนิฟ มิซเซท

                “ยังมีอีก” ซาเรคพูดขึ้น “พวกเราต้องฟื้นคืนสนธิสัญญาแห่งกิลด์โดยรวบรวมทั้งสิบกิลด์เข้าด้วยกันอีกครั้ง หากปราศจากพลังของกิลด์แพค (Guildpact) เราไม่มีทางต่อกรไอ้มังกรตนนี้ได้หรอก”


                “เจ้าลองไปแล้วนี่” โวเรลตะโกนพลางชี้ไปที่ซากหินของอิสปีเรีย “ดูผลลัพธุ์ซะสิ อิสปีเรียต้องมาตาย แถมวันนี้เจ้าจะตามตัวแทนจากทั้งสิบกิลด์ยังไม่ได้เลย ขนาดราฟนิก้ากำลังเข้าตาจนถึงขั้นนี้แล้ว! เจ้าเอาอะไรมาคิดว่าจะสามารถฟื้นคืนสนธิสัญญาแห่งกิลด์ได้?”

                เสียงเซ็งแซ่ลุกฮือขึ้นอีกครั้งในห้องจนกลายเป็นเสียงตะโกน แต่ราลเสริมน้ำเสียงของเขาด้วยพลังเวทจนมันดังสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ “ข้าก็ไม่มั่นใจหรอกว่าเราจะทำได้ แต่เราจำเป็นต้องลองดูสักตั้ง มังกรจิตอัคคีทิ้งแผนการขั้นสุดท้ายเอาไว้ ซึ่งมันก็ถือว่าจนตรอกแล้วจริงๆ–”

                “จนตรอกซะยิ่งกว่าแผนก่อนหน้านี้อีกงั้นรึ?” โวเรลซักต่ออย่างไม่อยากจะเชื่อ

                “จะว่าไปก็ใช่” ราลยอมรับ “แต่มันอาจเป็นหนทางรอดเดียวของเรา”


ภารกิจที่ 7: เมื่อทำทุกอย่างได้หมด ถึงจะสามารถจัดการนิโคล โบลาสได้

                เพลนส์วอล์คเกอร์บางคนเริ่มไม่มั่นใจว่าจะสู้ไหวและเสนอทางออกให้ซ่อนตัวแล้วค่อยหนีไปตอนโบลาสพอใจแล้ว หรือไม่ก็ยอมแพ้ขอความเมตตา โวเรลโกรธมากเพราะที่ราฟนิก้าเป็นแบบนี้ก็เพราะพวกเพลนส์วอล์คเกอร์นี่แหละ เลยทำท่าพูดต่อว่าจะบังคับให้พวกเพลนส์วอล์คเกอร์ทุกคนยอมแพ้แล้วส่งๆ ให้โบลาสกินอิ่มซะจะได้จบเรื่อง มันพอแล้วก็ไปเสียที


                วิเวียน รีด เอ่ยขึ้นอย่างคับแค้น “โบลาสไม่รู้จักคำว่าพอ”

                ซามุท ที่น้ำเสียงเศร้าหมองไม่แพ้กันพูดเสริม “นั่นคือเรื่องจริง”

                “ก็ได้ๆ” โวเรลเปลี่ยนใจ “แต่จงรู้เอาไว้ ถ้าหากพวกเจ้าเพลนส์วอล์คเกอร์หลบหนีหางจุกตูดซ่อนตัวในขณะที่ราฟนิก้าล่มสลาย จะไม่มีชาวเมืองหรือกิลด์ไหนปรานีแน่ๆ”

                กิเดี้ยนกำลังตกอยู่ในภวังค์ของความคิด ความเป็นจริงที่โวเรลพูดว่าเพลนส์วอล์คเกอร์เป็นต้นเหตุในความหายนะของราฟนิก้านั้นเสียดแทงใจดำอย่างยิ่ง เขาหันไปหาเจซแล้วพูดแบบไม่คิด “หรือพวกเราควรจะยอมแพ้ไปซะ”

                เจซทำหน้าเคืองทันที

                ซามุทก้าวออกมาก่อนแล้วเอ่ย “กิเดี้ยน จูร่า จิตใจที่ต้องการเสียสละของเจ้านั้นสูงส่งยิ่งนัก แต่อย่าลืมว่าอามอนเคตต้องเผชิญกับชะตากรรมเยี่ยงไร” หล่อนหันกลับไปหากลุ่มคนพลางพูดต่อ “โบลาสทิ้งให้โลกของข้าย่อยยับไม่มีชิ้นดี กระทั่งตอนนี้ผู้คนที่เหลือรอดเพียงหยิบมือเดียวก็ต้องกระเสือกกระสนที่จะเอาชนะเหล่าอสุรกายที่มันทิ้งไว้ฆ่าพวกเรา โบลาสไม่ปล่อยให้ราฟนิก้าเหลือสภาพเดิมอย่างแน่นอน”

                “โบลาส ไม่ รู้ จัก พอ!” วิเวียนตะโกนย้ำ “ไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่อีกเลยในภพของข้าที่สกาล่า (Skalla) เพราะฝีมือมัน วันนี้ไอ้มังกรจะต้องตาย”

                เสียงร้องเห็นด้วยค่อยๆ ทะยอยดังขึ้น–ตามด้วยเสียงของคนที่ไม่เห็นด้วยตามมาติดๆ การประชุมเริ่มกลายเป็นความยุ่งเหยิง

                ลาวิเนียตะเบ็งเสียง “ที่แน่ๆ ถ้าเรามัวแต่ทะเลาะกันเอง ไม่มีทางที่จะชนะโบลาสได้หรอก”

                ออเรเลียตะโกนแข่ง “ทุกคนฟัง! ราฟนิก้าจะต้องไม่เผชิญชะตากรรมเดียวกันกับอามอนเคตและสกาล่า!”

                กิเดี้ยนที่ขณะนี้ยังไม่ค่อยมั่นใจเท่าไร รู้สึกได้ว่า อาจานี่ กำลังมองเขาจากทางด้านข้าง มนุษย์สิงโตยื่นมือส่งให้ กิเดี้ยนจับแน่นพลางเดินลงจากแท่นปราศรัย อาจานี่พูด “จงจำคำสาบานของเจ้าไว้ คำปฏิญาณแห่งเกทวอช การยอมแพ้ไม่ใช่คำตอบ สหายเอ๋ย นักธนูนั่นพูดถูกแล้ว และเจ้าเองก็รู้เรื่องนี้อยู่แก่ใจ สันดานอย่างโบลาสไม่มีวันที่จะเพียงพอ หรือแม้แต่แสดงความเมตตาปรานี มันมองสิ่งเหล่านี้เป็นความอ่อนแอ และหากเราพยายามจะทำเช่นนั้นก็มีแต่ยิ่งทำให้มันลำพองใจ”

                กิเดี้ยนรับฟังแล้วพยักหน้า เขาเดินแหวกเข้าไปกลางฝูงชน ทั้งระหว่างเพลนส์วอล์คเกอร์และสมาชิกกิลด์อื่นๆ เมื่อเขาเอ่ยปากขึ้น ทุกๆ คนต่างเงียบฟัง “ตอนนี้ที่พวกท่านรับรู้ถึงตัวตนของเรา ข้าไม่ถือโทษอะไรหรอกหากจะคิดว่าความสามารถในการเดินทางข้ามภพต่างๆ มันก็เป็นแค่ของอ้างของพวกเราเพลนส์วอล์คเกอร์ให้หนีเอาตัวรอดไว้ก่อน แต่พวกเรากลุ่มเกทวอชได้ให้คำสัตย์สาบานไว้แล้วว่าเราจะอยู่ ที่ผ่านมาเรามีตัวเลือกทางออกง่ายๆ เสมอ และนั่นแหละที่ทำให้เราหลงคิดไปว่าพวกเราเหนือกว่าคนอื่นๆ แต่ตอนนี้พวกเรามายืนเคียงบ่าเคียงไหล่กัน พร้อมกับตัวเลือกทางออกที่ถูกแย่งชิงไปแล้วเรียบร้อย ตอนนี้ตัวเลือกมีเพียงจะสู้หรือไม่สู้เท่านั้น”

                เขาชักดาบออกจากฝักโดยตั้งใจให้เกิดอารมณ์ร่วมและชูมันสูงขึ้นไปบนอากาศ “นี่คือดาบทมิฬแบล๊คเบลด (Blackblade) มันเคยสังหารมังกรโบราณไปแล้วหนึ่งตัวและมันก็จะสามารถทำลายโบลาสได้เช่นกัน ด้วยดาบเล่มนี้ ข้าขอสาบานว่าจะช่วยเหลือภพนี้เอง ใครพร้อมจะสู้ร่วมกับข้าบ้าง?”

                คำพูดของเขาปลุกใจฝูงชนในห้องซึ่งทยอยกันเข้ามาล้อมรอบตัวเขา อาจานี่วางมือหนึ่งไว้บนไหล่ของกิเดี้ยน ซึ่งท่วงท่าเรียบง่ายนั่นเป็นเสมือนชนวน ให้คนอื่นๆ จากทั่วทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเพลนส์วอล์คเกอร์หรือชาวราฟนิก้าต่างเอื้อมมือออกมาเพื่อสัมผัสตัวนักรบหนุ่ม–หรือหากเอื้อมไม่ถึง ก็แตะคนที่อยู่ด้านหน้าไปเรื่อยๆ เพื่อส่งต่อไปจนถึงตัวเขาราวกับจะซึบซับความมุ่งมั่นและจิตใจอันเด็ดเดี่ยวนี้เอาไว้


                ช่างเป็นช่วงวินาทีที่น่าตื่นตานัก กิเดี้ยนรู้สึกได้ถึงโทรจิตของเจซส่งเข้ามาในสมอง จอมเวทพลังจิตยังยืนอยู่บนแท่นปราศรัยตามเดิมแต่เขากำลังยิ้มและมองมาที่กิเดี้ยน

                ข้าไม่รู้ว่าเจ้าทำเรื่องแบบนี้ได้ยังไง เจซส่งความคิดผ่านเข้ามา แต่โคตรดีจริงๆ ที่เจ้าทำมันได้


Chapter 33 – 49

                หลังจากที่ทุกๆ คนแบ่งหน้าที่กันหมดแล้วก็แยกย้ายกันไปปฏิบัติการ เนื้อเรื่องช่วงนี้จะสลับไปมาทีละตอนๆ ค่อยๆ เล่าเรื่อง แต่แอดจะสรุปเหตุการณ์ให้เห็นภาพตามง่ายๆ ครับ


กลุ่มช่วยเหลือประชาชนราฟนิก้าและต่อสู้กับกองทัพหลัก นำโดย กิเดี้ยน

                กิเดี้ยนนำทัพเพลนส์วอล์คเกอร์ออกไปช่วยกันต้านพวกซอมบี้ Eternals มีผู้คนล้มตายทั้งซ้ายและขวาแถมเพลนส์วอล์คเกอร์บางคนยังถูกดูสปาร์คไปอีกทำให้พวกที่เหลือเริ่มหวั่นๆ และถอนตัวออกไปโจมตีจากระยะไกลแทน มีเพียงแองกราธและฮวทลีที่ยังต่อสู้อย่างห้าวหาญในแนวหน้า ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยกินเส้นกัน แต่ทั้งคู่ก็รู้ดีถึงฝีมือของกันและกัน ไม่ปล่อยให้พรรคพวกตายง่ายๆ แองกราธเหวี่ยงโซ่วงกว้างทำลายผีดิบ จังหวะที่แรงผ่อนเปิดช่องว่าง ฮวทลีก็จะเข้ามาป้องกันต่อเนื่องทันที นอกจากนั้นยังมีคนอื่นๆ ที่กิเดี้ยนพึ่งเคยเจออย่าง ดาฟเรียล ใช้มนต์ดำพลังอสูร The Wanderer ลึกลับที่มีพลังสะท้อนการโจมตีกลับหาศัตรูได้ และมีคู่แค้นอย่างโซรินกับนาฮิรี่ที่มัวแต่สู้กันเองไม่สนใจข้าศึก


                God Eternal โรนาส เทพจงอางในร่างผีดิบนำทัพบุกถล่มเมือง พวกก้อดสามารถดูดสปาร์คจากเพลนส์วอล์คเกอร์โดยที่ร่างไม่สลายไปได้ (ปกติเมื่อทหาร Eternal สูบสปาร์คออกไป ร่างของมันจะลุกไหม้เป็นจุณก่อนที่ดวงวิญญาณพร้อมสปาร์คจะลอยเข้าหาโบลาสบนบัลลังค์) กิเดี้ยนเข้าประจันหน้าตรงๆ โดยใช้เวทเกราะอมตะป้องกันตัวไว้ทำให้ Eternals ไม่สามารถสัมผัสเขาตรงๆ ได้ โรนาสพยายามบีบกิเดี้ยนให้แหลกคามือแต่ไม่เป็นผล ถูกดาบแบล๊คเบลดแทงทะลุลูกตาสิ้นท่าไปหนึ่งศพ


            

กลุ่มปิดเครื่องส่งสัญญาณ Beacon Tower นำโดย ราล

                ราลและมารีเข้าไปถึงห้องเครื่องแต่ไม่สามารถปิดเครื่องส่งสัญญาณได้เพราะมันถูกสร้างมาให้ทำงานแบบไร้จุดอ่อน วิธีเดียวที่ราลจะทำได้คือดูดพลังงานของเครื่องออกให้หมด ถ้าไม่มีพลังงานเหลือ เครื่องส่งสัญญาณก็หมดสภาพ ราลดูดพลังงานกระแสไฟฟ้าปริมาณมหาศาลผ่านตัวเขาเข้าเครื่องบรรจุไฟฟ้าที่สะพายไว้ข้างหลัง แต่ไม่ว่าจะทำไปขนาดไหนเครื่องก็ไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนกำลังลง ราลดูดเข้ามาจนไฟฟ้ารั่วออกมารอบๆ โชคดีที่เขาเห็นซอมบี้ก้อดเคฟเนทบินอยู่ด้านนอกพอดีจึงซัดคลื่นไฟฟ้าใส่มันไประลอกหนึ่ง ทำเอาแขนมันสะบั้นไปข้าง ราลที่อ่อนแรงลงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องทำต่อไปเรื่อยๆ


                ข้าต้องทำให้ได้

                เขาลงมือดูดพลังงานจากเครื่องปล่อยสัญญาณต่อ

                นี่มันคงต้องใช้เวลาสักหน่อย แต่จะได้ผลอย่างแน่นอน เครื่องยนต์จะหมดพลังและหยุดทำงาน ไม่ต้องมีเพลนส์วอล์คเกอร์ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรถูกเรียกมาโดนเชือดในราฟนิก้าอีก ทำแค่นี้คงหยุดโบลาสไม่ได้หรอกแต่คงพอจำกัดขีดพลังของมันไว้ได้บ้าง จำกัดปริมาณสปาร์คที่มันจะดูดกินเข้าไป นั่นคืออย่างน้อยสุดที่ชั้นจะทำได้แล้ว


กลุ่มเจรจาชักชวนกิลด์ที่เหลือ นำโดย คาย่า  (ตอนหลังราลตามสมทบ)

                เริ่มจากไปชักชวนพวกเซเลสเนียก่อน ทหารอารักข้าเผ่าเซนทอร์อดีตสมาชิกกรูลเป็นพ่อทูนหัวของแรทพอดีทำให้เกลี้ยกล่อมเข้าพบได้ง่าย เว้นแต่นิสสาซึ่งเขาขอว่าไม่ให้เข้าไป เอมมาร่าออกมาต้อนรับและโชคดีที่ดรายแอดทั้งสามตื่นจากการหลับ พร้อมกับรับรู้ถึงมหันตภัยที่โบลาสนำมาแล้วจึงประกาศว่ากิลด์เซเลสเนียจะเข้าร่วมศึกด้วย


                คณะทูตเดินทางไปต่อหาพวกกรูล ซึ่งตอนนี้เหลือบอโบริกมอสเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดแทนหลังจากที่ดอมรี่ เรดพึ่งตายไป โดยมี แกน ชอคต้า ผู้เป็นพ่อของแรทคอยสนับสนุน ทีแรกเจ้ายักษ์ตาเดียวกำลังโมโหและพอเห็นคาย่ามาก็ยิ่งหัวร้อนเพราะมันโทษว่าที่มันต้องเสียตำแหน่งครั้งที่ผ่านมาเพราะไปร่วมประชุมแบบไม่เป็นท่าที่พวกราลและคาย่าจัดขึ้น ระหว่างที่กำลังถกเถียงกันดุเดือด แม่ของแรทก็ตะโกนบอกเผ่ากรูลว่าแรทมาที่นี่ด้วย ตอนแรกไม่มีใครเห็นเลยว่านางอยู่ไหน (เพราะความสามารถส่วนตัว คนมองข้าม) จนเมื่อพ่อสั่งให้ตะโกน แรทจึงส่งเสียงว่าอยู่ทางนี้ ทุกคนจึงเห็นว่าแม่ลูกกำลังกอดกันอยู่ ดูเหมือนแรทจะได้รับความเอ็นดูเป็นพิเศษในหมู่เผ่ากรูล และเมื่อนางเอ่ยปากขอให้รวมกำลังกันจัดการโบลาส พร้อมกับกระซิบอะไรบางอย่างข้างหูบอโบริกมอสจนทำเอาเจ้ายักษ์ปักหลั่นหน้าแดงเขินอาย เผ่ากรูลก็ยอมร่วมมือแต่โดยดี

                ราลตามมาสมทบเมื่อทั้งหมดรุดหน้าไปที่โครอสด้า (Korozda) ฐานของกิลด์ใต้พิภพโกลการี่ รองหัวหน้าจากแต่ละเผ่ากำลังอยู่ในภาวะตึงเครียดจากการที่วราสก้าหายตัวไปและพึ่งมารู้กันว่า มาซิเรค อดีตมือขวาของวราสก้าชาวเผ่าแมลงครอล์เป็นลูกสมุนรับใช้โบลาส


แม้ว่ามาซิเรคจะรับโทษตายไปแล้วแต่ตำแหน่งหัวหน้าก็ยังว่างอยู่ ซึ่งตัวหลักๆ ของโกลการี่ต่างก็พร้อมที่จะขึ้นแทน ทั้งวาโรลส์ ทรอลสุดเถื่อน สตอเรฟ ลิชผู้ทรงพลัง และโดยเฉพาะอิโซนี่ เอลฟ์ชาแมนที่คอยชิงตำแหน่งนี้จากวราสก้ามาตลอด แต่สุดท้าย วราสก้าเพลนส์วอล์คกลับมากลางที่ประชุมท่ามกลางความแปลกใจของทุกๆ คน แน่นอนว่าเหล่าลูกน้องไม่มีใครกล้าหือทันทีที่นางกลับมา ราลยังเจ็บแค้นจากการทรยศอยู่แต่ก็จำเป็นต้องยอมรับตามสถานการณ์ แต่ก็ไม่วายชาร์จพลังกระแสไฟฟ้ารอไว้ตลอดเวลา


                เป้าหมายสุดท้ายคือกิลด์แห่งจ้าวอสูรแรคดอส เป็นไปตามที่ราลคิดไว้ว่าแรคดอสคงไม่ให้ความร่วมมือสืบเนื่องมาจาก เฮคาร่า ซึ่งทำหน้าที่ทูตตัวแทนกิลด์ถูกวราสก้าหักหลังสังหารระหว่างทำภารกิจ แรคดอสถามว่าทูตของตนอยู่ไหน ราลและคาย่ามองไปทางวราสก้าซึ่งยังปิดปากเงียบ แต่ทันใดนั้นเองที่ โทมิค วโรน่า (Tomik Vrona) ปรากฏตัวขึ้นพร้อมร่างไร้วิญญาณของ เฮคาร่า และบอกว่าเขานำหล่อนมาคืนสู่กิลด์ที่ๆ หล่อนควรจะอยู่ เอ็กซาว่า (Exava) แม่มดโลหิตเบอร์สองนำศพเข้าไปเก็บไว้ในสุสานของ ริกซ์ มาดิ (Rix Madi) แรคดอสประกาศแล้วว่าจะไม่ยุ่งกับแผนการอะไรอีกของนิฟ มิซเซท แต่ระหว่างที่ทุกคนกำลังจะกลับอย่างเคร่งเครียดนั้นเอง…


                ราล โทมิค วราสก้าและคาย่าต่างมองหน้ากันเองเพื่อคิดหาวิธีที่จะพูดอะไรสักอย่างเผื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นี้ได้ แต่สุดท้ายแล้วก็ค่อยๆ เดินห่อไหล่ทยอยก้าวออกมาห่างจากบ่อลาวา

                คาย่าหันไปเห็นเทโยที่มองทางแรทพลางพูดถาม “แค่นี้เองเหรอ? เราจะยอมแพ้กันแบบเนี้ยนะ?”

                แต่แรทไม่ได้ฟังคำพูดเขาเลย นางกำลังเพ่งสายตาใจจดใจจ่อไปยังช่องทางออกจากสุสานต่างหาก  คาย่าหันตามไปแล้วก็ต้องอ้าปากค้าง

                “รีบไปไหนกันอ่ะ เพื่อนฝูง?” เสียงของเฮคาร่าดังขึ้นเมื่อหล่อนย่างเท้ากรีดกรายออกมาจากห้องมืดนั่น

                ราล วราสก้าและโทมิคกำลังจะออกจากห้องไปอยู่แล้ว ทั้งหมดหยุดกึกแล้วกลับตัวมาทันที

                “เฮคาร่า?” ราลพูดด้วยน้ำเสียงงุนงง

                “เอ่อ ก็ใช่สิยะ” หล่อนตอบพลางยักไหล่

                “เจ้า ไม่ได้ตายไปแล้วเรอะ?” วราสก้าพูดต่อด้วยน้ำเสียงงุนงงไม่แพ้กัน

                “อาฮะ ก็ประมาณนั้น คิดถึงชั้นมั้ยล่ะ?”

                “มากกว่าที่เจ้าคิดซะอีก…สหายข้า” ราลตอบ การที่ต้องมาพูดตรงๆ แบบนี้ทำให้เขารู้สึกจั้กจี้เหมือนกัน แต่ช่างมันปะไร

                “พอเหอะ” เฮคาร่าเอ่ย “เจ้าทำข้าอายหมดแล้วเนี่ย ล้ออออเล่นเว้ยย! ข้าเคยอายซะที่ไหน จะทำตัวมุ้งมิ้งขนาดไหนก็ทำไปเถอะ อาจจะดูทุเรศลูกตาไปบ้างแต่นะ บางทีมันก็ห้ามกันไม่ได้นี่เนอะ?”

                วราสก้าที่ดูเจ็บปวดยิ่งกว่าราลหลายเท่าพูดต่อ “ข้าติดค้างคำขอโทษกับเจ้า เฮคาร่า ข้าไม่น่าทรยศความไว้ใจที่เจ้ามีต่อข้าเลย”

                “มันก็เหี้ยน่าดูนะ แถมการตายนี่มันก็แย่สิ้นดี แต่ดูสิ ทุกอย่างออกมาลงตัวโอเคดีนี่นา จะคืนชีพมาเป็นแม่มดโลหิตได้ยังไงถ้าหากไม่ตายเสียก่อนสักรอบ จริงมั้ย?”

                “เธอเป็นแม่มดโลหิตแล้วเหรอ?” แรทถามขึ้นอย่างทึ่งใจ

                แต่ราลไม่ได้ยินที่แรทพูดแล้วก็พูดดังกลบหล่อนเสียเอง “เจ้าช่วยเกลี้ยกล่อมให้แรคดอสยอมร่วม ‘ปฏิบัติการดิ้นจนตรอก’ นี่ได้มั้ย?”

                “โอ้ ชื่อเจ๋งชะมัด” แม่มดโลหิตคนใหม่เอ่ย “แต่ไม่ต้องกังวลหรอก ข้าจะเป็นตัวแทนลัทธิแห่งแรคดอสเอง จะให้ทำแผนการอะไรก็บอกมาได้เลยเจ้าเพื่อนยาก”

                “ใครบอกให้เจ้าทำได้” เอ็กซาว่าตะโกนลั่น “ท่านแรคดอสประกาศเอาไว้ชัดเจนแล้ว”

                “จริงอ่ะ? ก็เขาไม่ได้บอกอะไรชั้นซักคำนะ”

                “ก็ตะกี้เจ้าตายอยู่ จะไปฟังได้ยังไงล่ะ”

                “ก็ถ้าจะบอก มาบอกข้ากับตัวซิ”

                “ไม่จำเป็น เพราะข้ากำลังทำหน้าที่นั้นแทนท่านอยู่แล้ว”

                “แต่เจ้าไม่ได้เป็นหัวหน้า ไม่ได้เป็นหัวหน้าข้าซะด้วยซ้ำ เจ้ามันก็แค่แม่มดโลหิตอีกตน และเพราะตอนนี้ข้าก็เป็นแม่มดโลหิตเหมือนกัน ข้าว่าคงไม่ต้อมาทำตามคำสั่งเจ้าหรอกนะ เจ้าไม่ได้มีตำแหน่งเหนือข้าแล้วเอ็กซาว่า ตอนนี้เจ้าก็แบบ เอ่อ ประมาณว่าตำแหน่งข้างๆ ข้าน่ะ”


                “อีแม่มดสามหาว ข้าจะฆ่าแกตรงนี้อีกรอบ!” เอ็กซาว่ากระโจนใส่ กรงเล็บอาบเลือดนั่นพุ่งตรงหมายแทงทะลุลำคอ แต่เฮคาร่าก็ตีลังกาม้วนตัวกลับและเมื่อเท้าเหยียบพื้น นางเสกมีดโกนออกมานับไม่ถ้วนด้วยวิชาเดิมของแม่มดใบมีด และขว้างมันเข้าใส่เอ็กซาว่าจนบาดเจ็บ

                เฮคาร่าตะโกนเรียกแรคดอสที่ยังไม่ปรากฏกาย “ข้าจะไปช่วยเพื่อนๆ แล้วนะ ไม่ว่าอะไรใช่มั้ยบอส?”

                แรคดอสจอมมลทินยังเงียบอยู่

                “ก็ตามนั้น!” เฮคาร่าพูดพลางหัวเราะ “ไปกันได้เลย!” นางเดินนำขบวนออกไปโดยผ่านแรทที่ยืนอยู่ข้างๆ หญิงสาวหน้าเสียขึ้นมาทันที…ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ทำให้นางฟื้นคืนชีพกลับมาได้เปลี่ยนนางไปจนไม่สามารถมองเห็นแรทได้อีกต่อไป สำหรับคนที่ใช้ชีวิตโดยที่ผู้คนมองข้ามไม่สนใจมาตลอด การเสียเพื่อนแท้ไปอีกคนแบบนี้มันช่างปวดใจเหลือเกิน


กลุ่มทำลาย Planar Bridge จากฝั่งอามอนเคต นำโดย คาร์น

                คาร์น ซามุท ออบนิซิลิส และแด๊ค เฟย์เดน ข้ามมายังฝั่งอามอนเคตสำเร็จ ซามุทและออบลงมือสร้างความวุ่นวายจัดการกับพวกทหารซอมบี้ เมื่อเทซเซอเรทเข้ามาต่อสู้ แดคทำหน้าที่เบนความสนใจโดยใช้พลังควบคุมอาร์ติแฟค (ทีเด็ดของหัวขโมย) บังคับแขนเหล็กของเทซเอซเรทเองให้ต่อยหน้าเจ้านายมัน ในระหว่างนั้น คาร์นใช้พลังโลหะควบคุมโดรนจิ๋วที่ซาฮิลี่ให้มาละสั่งให้มันบินเข้าไปในส่วนหัวใจเหล็กชองเทซเซอเรทแล้วระเบิด ส่วนที่ควบคุม Planar Bridge พังลงไปและกองทัพ Eternals ไม่สามารถบุกเข้าราฟนิก้าต่อได้


                กลับกัน เทซเซอเรท มาแสดงความยินดีกับพวกเราซะนี่ “ยอดเยี่ยมมาก เจ้าพวกเพลนส์วอล์คเกอร์ ผลงานนี้คงทำให้แผนเจ้ามังกรเป๋ไปบ้างล่ะ”


                คาร์นคำรามกลับ: “อย่ามาแสร้งทำเป็นดีใจ; เจ้ากำลังจะแพ้แล้ว”

                “เชื่อเถอะน่าว่าข้ากำลังดีใจ ข้าไม่เสี่ยงเอาตัวเองไปขัดขวางโบลาสหรอก คนเก่งมักจะมองกันเองออก และข้าคงจะเป็นได้แค่ไอ้โง่คนนึงหากไม่ยอมรับความจริงว่ามันอันตรายขนาดไหน แต่ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะขยี้มันให้แหลกได้จริงๆ”

                “เพราะอะไร?”

                “เพราะเมื่อไม่มีมันมาคอยขัดแข้งขัดขา ไม่มีใครมีอำนาจมากพอที่จะมาขัดขวางข้าได้ อย่างที่บอก คนเก่งมักจะดูกันเองออก แล้วตอนนี้ข้าไม่เห็นจะมีใครเก่งพอสักคน”

                เขาหัวเราะร่าแล้วเพลนส์วอล์คข้ามไปภพอื่นด้วยสะเก็ดไฟเหล็กสีน้ำเงินวูบวาบก่อนที่ซามุทจะเข้าถึงตัว

                แด๊คได้แต่นึกเสียใจแทนภพใดๆ ก็ตามที่มันกำลังจะไปหา


                เมื่อเทซเซอเรทหนีไป ก้อดแดงฮาโซเรทปรากฏตัวและบอกว่ามีคนมาช่วยไว้ก่อนซึ่งก็คือ ซาร์คาน โวล (Sarkhan Vol) ซาร์คานได้ข่าวเกี่ยวกับโบลาสจึงมาที่อามอนเคตหวังว่าจะหาอาวุธสำหรับปราบมังกรโบราณได้ ฮาโซเรทมอบหอกคู่กาย อาวุธที่โบลาสเองเป็นคนสร้างขึ้นให้กับซามุท คาร์นย่อส่วนหอกเทพลงเพื่อจะนำกลับไปได้ เพลนส์วอล์คเกอร์ครึ่งอสูร ออบ นิซิลิส ได้จังหวะก็สละเรือบอกว่าที่มาอามอนเคตเพราะเขาตั้งใจจะหลบ Immortal Sun ไม่กลับไปสู้แล้ว แต่ก็ได้ซาร์คานมาร่วมทีมแทนแล้วกลับไปราฟนิก้าด้วยกัน


กลุ่มปิด Immortal Sun นำโดย ชานดร้า


                สองเพลนส์วอล์คเกอร์และหนึ่งชาวราฟนิก้า ชานดร้า ซาฮิลี่และลาวิเนียบุกเข้าไปในหอคอยแห่งนิว พราฟ โดวิน บานกำลังคุ้มกัน Immortal Sun อยู่และเยาะเย้ยว่า เดาไม่ผิดจริงๆ ว่าต้องเป็นพวกสามคนนี้ที่มา คนที่เป็นสมาชิกกิลด์อาโซเรียสและอีกสองที่เป็นชาวคาลาเดช ซึ่งมันก็บอกต่ออีกว่าเตรียม Thopter แบบสำหรับรับมือโดยเฉพาะเอาไว้แล้ว

                สุดท้ายต้องมาเสียท่าเพราะชานดร้าที่โดวินเห็นมาตลอดนั้นที่แท้คือลาซาฟแปลงร่างมา ในขณะที่ชานดร้าตัวจริงอยู่ข้างล่าง ปล่อยคลื่นเพลิงทำลายฐานที่ Immortal Sun ตั้งไว้จนพังไม่มีชิ้นดีและตัว Immortal Sun เองก็เอียงตกจากแท่นไป ลาซาฟขว้างดาวกระจายปักที่ตาของโดวินจนบอดไปข้างหนึ่งก่อนที่มันจะเพลนส์วอล์คหนีออกจากราฟนิก้าหลังจากที่ Immortal Sun หมดฤทธิ์


                กว่าที่ บาน จะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว เขาเงยหน้าขึ้นมองแต่ร่างของชานดร้าที่เขาเย้ยหยันมาจนถึงบัดนี้พลันหายไปเสียแล้ว ผู้ที่มาแทนที่คือจอมแปลงโฉมลาซาฟหัวหน้ากิลด์ดิเมียร์ที่กำลังใช้เครื่องพ่นไฟของพวกอิซเซทเพื่อความแนบเนียน ก่อนที่เขาจะตั้งตัวทันและคำนวนความเป็นไปได้ต่างๆ ใหม่ ลาซาฟซัดอาวุธ–ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่บูกไฟอย่างที่บานเตรียมตั้งรับไว้ แต่เป็นดาวกระจายสองชิ้นที่สร้างจากโลหะพิเศษและทะลวงผ่านมนต์ป้องกันของโดวิน ปักเข้าไปที่ตาขวาของเพลนส์วอล์คเกอร์ชาวเวเดวเคนอย่างจัง

                ดวงตาที่ดับวูบ เลือดที่ไหลอาบใบหน้า โดวิน บาน ร้องตะโกนอย่างทรมาน


กลุ่มลอบสังหารลิเลียน่า นำโดย เจซ         


                เจซนำทีมสังหารลิเลียน่าโดยเป็นคนควบคุมการปฏิบัติการ สั่งงานผ่านโทรจิตกำกับเทเฟรี่ จาย่าและวิเวียน โดยซุ่มโจมตีจากบนหลังคา อาคารและหอคอยหลายๆ จุดพร้อมกัน การบุกจะต้องสอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อให้มั่นใจว่าลิเลียน่าต้องตาย แผนเริ่มต้นที่เทเฟรี่ใช้เวทย์กาลเวลาควบคุมการไหลของสรรพสิ่งรอบๆ ตัวนางให้ช้าลงเพื่อลดปฏิกิริยาตอบโต้ ตามด้วยจาย่าที่เปิดฉากโจมตีด้วยเปลวอัคคีบีบอัดความร้อนสูงเป็นลิ่มๆ พุ่งทะยานเข้าใส่ แต่ไม่เป็นผล เพราะวิญญาณผีร้ายเผ่าโอนัคเคะที่เฝ้าคุ้มกันอยู่ในผ้าคลุมห่วงโซ่คอยออกมาป้องกันไว้ วิเวียนตามยิงธนูอีกระลอก ซึ่งก็โดนวิญญาณผีออเกอร์ปัดทิ้งกระเด็นไป แต่ธนูของวิเวียนเป็นแบบพิเศษ ดวงจิตของสัตว์ป่าที่สิงอยู่กลายร่างเป็นหมาป่าเข้าขย้ำแขนข้างหนึ่งของลิเลียน่า


เมื่อการโจมตีเริ่มเป็นผล ทั้งสามก็กระหน่ำยิงไม่หยุดยั้ง ลิเลียน่าทั้งปัดป้อง ทั้งถูกแทง ถูกเผา แต่นางก็ใช้เวทย์ความตายเนโครแมนซีสูบพลังจาก Eternals บริเวณใกล้เคียงมาเติมพลังรักษาบาดแผลของตน สุดท้าย โบลาสสังเกตุเห็นว่าสมุนของตนกำลังจะเพลี่ยงพล้ำจึงยื่นมือเข้าช่วยโดยการยิงคลื่นพลังเวทของตนกลับคืนใส่เหล่าเพลนส์วอล์คเกอร์บ้าง ถล่มหอคอยและอาคารบ้านเรือนที่ซุ่มยิงอยู่จนพังต้องหนีหังซุกหัวซุน เทเฟรี่ชะลอเวลาให้ซากปรักหักพังร่วงตกมาช้าลงทำให้พลพรรคเกทวอชหนีกลับมาได้ เจซหันกลับไปเห็นลิเลียน่าที่ค่อยๆ ฟื้นตัวกับโบลาสที่ระวังมากขึ้นก็รู้ว่าคงไม่มีโอกาสที่สองอีกแล้ว เขาคิดในใจว่าภารกิจล้มเหลว แต่อีกมุมหนึ่ง เขากลับโล่งอกอย่างประหลาดเช่นกัน


                หมอนั่นพยายามจะฆ่าชั้น ไม่ได้เข้ามาคุย มาห้าม ไม่ได้มาเกลี้ยกล่อมให้หยุด ไม่แม้กระทั่งคิดจะทำให้ชั้นหมดสติต่อสู้ไม่ได้ หมอนั่นกะจะมาเช็คบิลฆ่าชั้นจริงๆ

                ก็แน่ละ ส่วนหนึ่งในตัวหล่อนยอมรับอย่างไม่มีข้อกังขา

                ทำไมชั้นต้องมาคาดหวังว่าจะได้รับความเมตตาหรือความเข้าใจจากเพื่อนๆ แสนรักพวกนี้ด้วย? และเพราะเหตุผลเดียวกันนี่แหละ ทำไมชั้นจะต้องไปเมตตาพวกมันด้วย?

                แต่กระนั้นเอง อีกส่วนหนึ่งของนางก็รู้ดีว่าเจซและคนอื่นๆ มีทางเลือกน้อยเต็มทีหากพวกเขาต้องการจะยับยั้งวินาศกรรมครั้งนี้

                โบลาสไม่มีทางเลือกกอะไรให้ชั้น และนั่นทำให้ชั้นไม่เหลือทางเลือกอะไรสำหรับพวกเขาเลย…

                ความคิดส่วนที่สาม ลึกลงไปในห้วงความคิด เชื่อว่าตนเองนั้นสมควรตายชดใช้กรรมแล้ว

                ชีวิตของชั้นจะยังมีอะไรเหลืออีกล่ะหลังจากเหตุการณ์นี้จบลง? มันจะมีวันจบลงจริงๆ รึเปล่า? หรือว่าชั้นจะต้องอยู่เป็นขี้ข้า เป็นของเล่นให้โบลาสไปอีกชั่วกัลปาวสาน? บางทีชั้นน่าจะปล่อยให้พวกนั้นฆ่าทิ้งตายไปซะดีกว่า


                แล้วก็ส่วนสุดท้าย–ลึกลงไปอีกในก้นบึ้งของหัวใจ–เสียน้ำตาให้กับการสูญเสียชายคนหนึ่ง ซึ่งครั้งนึงรู้ว่าคนๆ นี้เคยรักนาง และก็ยังเป็นผู้ชายคนนึงที่ ไม่แน่นะ นางก็อาจเคยรักมาก่อนก็เป็นได้…


คืนชีพ นิฟ มิซเซท

                เมื่อกลุ่มของราลและคาย่าที่ทำหน้าที่เจรจากับกิลด์อื่นๆ ให้มาเข้าร่วมรบสำเร็จ ตัวแทนของแต่ละกิลด์ก็ทยอยเข้ามารวมตัวกันเพื่อทำพิธีชุบชีวิตนิฟมิซเซทขึ้นมาในฐานะ Living Guildpact ผู้คุมกฎคนใหม่แห่งราฟนิก้า พร้อมพลังสำหรับต่อกรกับนิโคลโบลาส

                นิสสาเป็นคนเริ่มและเป็นศูนย์กลางของ Leyline ในราฟนิก้าที่มารวมกัน ท่ามกลางซากปรักหักพังที่ไม่นานมานี้เองเคยเป็นโถงแห่ง Guildpact ตัวแทนของทั้ง 10 กิลด์จับมือประสานพลังให้มานาไหลเวียน คาย่า ราล ลาวิเนีย วราสก้า เอ็มมาร่า บอโบริกมอส ลาซาฟ วันนิฟาร์ เฮคาร่า และ ออเรเลีย สีของมานาทั้ง 5 ไหลผ่านร่างทุกๆ คน แต่พอพิธีกรรมจะลุล่วง ก้อดซอมบี้เคฟเนท ก็บินโฉบลงมาขัดขวาง ทั้งหมดอยู่ในสภาพไม่พร้อมต่อสู้.งเป็นโชคดีที่ เทโย แสดงพลังของนักบวชโล่ สร้างม่านพลังขนาดใหญ่ขึ้นมารับกำปั้นการโจมตีของเคฟเนทเอาไว้ ไม่นาน นิฟ มิซเซทก็กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาและต่อสู้กับผีดิบเทพ นิฟมิซเซทพ่นไฟหลอมละลายร่างของเคฟเนทสิ้นซาก แต่ตัวเขาเองที่พึ่งรับพลังมาหมาดๆ ก็ร่วงลงไปฟุบหมดสภาพเช่นกัน ท่ามกลางความตกใจและผิดหวังของคนที่รายล้อมอยู่


                เรื่องราวจะเป็นยังไต่อไป ติดตามอ่านได้ในบทสรุป ACT 3 ครับผม!        

Facebook Comments
กลับขึ้นไป