Under the Cover of the Fog – ภายใต้หมอกปกคลุม

เสียงหึ่งของแมลงวันสอดแนมปีกเงินบินคว้างอยู่ข้างๆ หูซึ่งผมต้องอดกลั้นสุดขีดเพื่อระงับใจไม่ให้เผลอไล่ปัดมันออกไป ใครก็ตามที่ใช้เวทควบคุมมันอยู่นี่ถือว่าทำงานได้ชุ่ยมาก น่าจะไม่พ้นพวกนักเวทบังคับจิตชั้นปลายแถว ดูเหมือนว่ามันเอาแต่จ้องหน้าผมซะตาเยิ้มแทนที่จะช่วยกันค้นหาลังลำเลียงอาวุธตามหน้าที่ของมัน ช่วงแรกๆ ที่ผมเริ่มมาทำงานในท่าเรือแห่งนี้ก็ยังเจอไม่ค่อยเยอะเท่าไรหรอก แต่เดี๋ยวนี้ ไม่มีสักวันเดียวที่ผมจะจบงานตอกบัตรออกโดยไม่ไปสะดุดเจอลังส่งสินค้าที่มีพวกค้อนสงครามประดับอัญมณี ชุดเกราะรบสลักลายด้วยกระดูก หรือกระทั่งมีดสั้นอาบยาพิษ บรรยากาศตึงเครียดแบบนี้พลอยทำให้ผมคิดว่าอะไรร้ายๆ กำลังจะเกิดขึ้นในราฟนิก้า แต่กิลด์ดิเมียร์นั้นไม่ได้คาดหวังให้ผมใช้หัวคิดถึงเรื่องพรรค์นั้นหรอก พวกเขาคาดหวังให้ผมแค่ทำงานสายลับแฝงตัวแบบนี้โดยไม่ให้ถูกจับต่างหาก ลังไม้เรียงกันเป็นโหลอยู่สูงเหนือหัวขึ้นไปเบียดเสียดเยียดยัดกันอยู่ในช่องทางเดินแคบๆ อย่างกับเขาวงกต งานของผมมันง่ายเอาซะมากๆ เลย—ชะแลงงัดฝา แงะมนต์ผนึกคุ้มกันกล่องออกให้มากพอที่เจ้าแมลงวันจะบินเข้าไปวนข้างในได้ เมื่อมันครบรอบบินออกมา เราก็เดินหน้าจัดการกับลังต่อไป…เพียงแต่ครั้งนี้ แสงสะท้อนแวบวาวข้างในมันค่อนข้างจะเตะตาผมอยู่เสียหน่อย

“บัตเทรส เซ้าธ์ วิสกี้” ฉลากข้างขวดแปะไว้อย่างนั้น แล้วราวกับสัญชาตญาณสั่ง แป้บเดียววิสกี้ขวดนั้นก็เข้ามาอยู่ในมือผมเรียบร้อยแล้ว ของแพง มีระดับแถมบ่มอย่างได้ที่ในถังซึ่งตัวไม้ถูกลักลอบตัดมาจากป่าของพวกเซเลสเนียที่มีอายุร่วมพันๆ ปี ผิดศีลธรรมงั้นรึ? ก็อาจจะ แต่ราคางามไหมล่ะ? แน่นอนที่สุด สมน้ำหน้าพวกมันซะอีกที่ไม่ยอมผนึกลังพวกนี้ด้วยมนต์แรงๆ แมลงวันสอดแนมส่งเสียงเรียกร้องให้ผมรีบไปต่อ แต่สายไปเสียแล้ว ในหัวของผมมีแต่ภาพเหรียญทองหลายซิโน่กองพะเนินหากฉกเอามันไปขายได้ ไอ้ขวดยาวเรียวนี้มันช่างฟิตเข้ารูปพอดีกับช่องกระเป๋าของเสื้อโค้ทยาวที่ผมกำลังสวมอยู่ ไม่มีทางที่ใครจะรู้ ทันใดนั้นเจ้าแมลงผิวปากวี้ด ผมรีบเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วพลันรู้สึกได้ถึงเสียงย่ำเท้ากำลังเดินปรี่มาทางนี้ เสียงที่ผมควรจะมีสมาธิแอบฟังอยู่ตั้งแต่แรก  อ่อนหัดจริงๆ เมอเร่ต์ อ่อนหัดมาก หมอกย่างกรายเข้ามาหนาแน่นบดบังให้ร่างของผมไม่อาจถูกมองเห็น ในชั่วอึดใจนั้นเอง ผมเสียบขวดกลับเข้าช่องที่ถูกหนุนด้วยเส้นฟางกันกระแทกของมันแล้วรีบปิดฝาลังคืนลงอย่างนิ่มนวล และรีบทำตัวไม่ให้มีพิรุธใดๆ ทั้งสิ้น

“อะฮ้า! เมอเร่ต์!” หัวหน้าของผม กริมบลี้ วอธิส ส่งเสียงลั่นพร้อมสองแขนที่กำลังกอดอกผาย เขาคู่นั้นใหญ่โค้งงอเกือบจะครูดเข้ากับกล่องไม้ที่ตั้งซ้อนเรียงรายทั้งสองข้าง เขาเป็นชายเผ่ามิโนทอร์ครึ่งคนครึ่งวัว ทั้งบ้าพลังบ้างานอย่างแท้จริง “กำลังหาตัวอยู่พอดี”
“ครับหัวหน้า?” ผมตอบพยายามหลบสายตาและทำตัวให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม อยากจะล่องหนได้ซะจริงๆ
“หมอกมันลงมาหนามากแล้ว ข้าก็มีผู้ลงทุนอยากจะมาดูท่าเรือนี้ซะด้วย แกจัดการเคลียร์มันให้ที”
“ให้วอริคทำไม่ได้หรือครับ?” ผมถามกลับ หมอกเล็กๆ น้อยๆ น่ะไม่มีปัญหาหรอก แต่ทั้งๆ ที่ฝึกมาตลอดทั้งปีแล้ว ผมยังไม่มีสมาธิแกร่งพอที่จะเป่ามันให้หายไปทั้งอ่าวได้หรอก ขนาดเวทหลอนฝันร้ายหรือลบความจำของพวกดิเมียร์ผมยังทำแทบไม่ได้เลย สำหรับหน้าที่สายลับแล้วผมมันก็มีดีแค่ใช้ชะแลงสุดแสนชั่วร้ายอันนี้งัดกล่องเท่านั้นแหล่ะ

 

Wall of Mist | Art by: Tianhua X

 

“วอริคมันไปข้างนอก ไอ้เบนเดอร์ด้วย มีเหลือแต่แกตอนนี้” หัวหน้ามองผมหัวจรดเท้า เสียงฮึดฮัดพ่นออกทางรูจมูก “ซวยชะมัด”
“แหม ขอบคุณที่ไว้ใจนะครับ”
“ไว้ใจแบบนี้ล่ะเป็นไง…ถ้าแกเคลียร์มันไม่เสร็จ วันนี้ก็ไม่ต้องเอาค่าแรง?”
“จัดการเดี๋ยวนี้เลยครับหัวหน้า” ผมบ่นอุบ รู้งี้น่าจะฮุบเอาขวดนั่นมา ไม่มีทางเลยที่ผมจะทำให้หมอกหนาระดับนี้หายไปภายในวันเดียว ใบเก็บหนี้ก็กองเป็นภูเขา ทั้งเมียมั้งลูกก็กำลังหิว หมดไปอีกวันกับค่าจ้างกระจอกๆ แล้วหนี้ท่วมมากขึ้น ผมลากสังขารตัวเองไปยังปลายสุดของท่าเรือพร้อมกับตั้งสติเชื่อมต่อกับพลังเวทที่อยู่รายรอบตัว ผมออกแรงดึงสุดชีวิต ดูดเอากระแสเวทเหล่านั้นเข้ามาเหมือนสูดหายใจเอาเศษแก้วเข้าตัวแล้วก็ปลดปล่อยพลังออกไป ประจุคลื่นบางอย่างในตัวผมส่งเสียงระรัวดั่งฟ้าร้องกึกก้องในโสตประสาท หมอกหนาหมุนเป็นวังวนเล็กน้อยซึ่งแม้ทำได้เพียงเคลื่อนออกไปแค่ราวๆ ครึ่งทางของแม่น้ำ แต่ก็มากพอที่จะเผยให้เห็นเรือใบปราดเปรียวของกิลด์ซิมิคที่มีใบเรือเป็นทรงก้นหอยแล่นผ่านผืนน้ำ มนุษย์เงือกสองคนว่ายรักษาระยะคู่กันมากับเรือ ตัวที่นำอยู่หันมาทางผมพร้อมกับแยกเขี้ยวขู่แล้วก็ใช้มือพังพืดข้างหนึ่งประคองท้องเรือไว้ ไม่กี่วินาทีต่อมา เรือใบก็ค่อยๆ เลือนหายไปกับแรงกระเพื่อมสีเขียวฟ้ามรกตที่แทบจะแยกไม่ออกจากแม่น้ำที่เต็มไปด้วยคลื่นซัดสาดนั่นเว้นเสีย แต่ว่าจะเพ่งมองอย่างถี่ถ้วนที่สุด

กริมบลี้ วอธิสใช้กีบกระทืบพื้นเสียงดังพลางระเบิดเสียงหัวเราะลั่นดังพอๆ กับแตรสัญญาณเตือนภัยหมอก “เมื่อกี้ไม่เห็นอะไรใช่มั้ยครับ?” เขาเอ่ย แล้วหันหน้าไปหานักลงทุนที่มาดูงานพร้อมกับฉีกรอยยิ้มกว้างเจ้าเล่ห์จากสองมุมปาก “หมอกปกคลุมแบบนี้แหล่ะคือจุดขายสำหรับพวกเรือแบบนี้ที่แล่นผ่านมาทำธุรกิจ ซึ่งคุณลูกค้าจะรู้เองว่ามันกำไรทั้งนั้น พรุ่งนี้ผมจะพาคุณไปดูให้ทั่วท่าเรือเองแต่สำหรับคืนนี้ เราไปดื่มฉลองให้กับจุดเริ่มต้นของมิตรภาพใหม่กันก่อน!” กริมบลี้ วอธิสใช้มือที่แน่นไปด้วยขนหน้าตบหลังผู้ลงทุนเพื่อเร่งให้เขาเดินผ่านไปโดยไม่วายที่จะหันมามองผมด้วยสายตาเพชรฆาตราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

 


 

สองเท้าของผมย่ำบนพื้นเปียกชื้นในอาพาร์ตเม้นอย่างแผ่วเบา พยายามเลี่ยงที่จะไม่เหยียบใบไม้แห้งที่กองเป็นเนินตามมุมห้อง ห้องแบ่งเช่าพักอาศัยแน่นขนัดพร้อมหลังคาแหลมชี้ขึ้นข้างบนของพวกมันนั้นดูคลับคล้ายคลับคลากับปากปีศาจเปิดกว้างที่มีเขี้ยวเรียงเป็นแถว ที่ตรงนี้แสงอาทิตย์ไม่เคยส่องเข้ามาถึง ไม่เลยแม้แต่ครั้งเดียว หมู่บ้านคีย์โฮลมันไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอก แต่บางครั้งบรรยากาศแสนหดหู่นี้ก็ทำให้ผมท้อแท้เหมือนกัน

ผมชะเง้อมองลอดหน้าต่างเข้าไปในห้องที่อยู่สูงขึ้นไปอีกเก้าชั้น ห้องครัวจิ๋วของเราดูราวกับว่าโดนคาถามหาพิโรธเล่นงาน ถ้วยชามวางระเกะระกะ บ้างคว่ำบนโต๊ะ บ้างนอนอยู่บนพื้นไหนจะยังมีช้อนชาเรี่ยราดอยู่บนเคาน์เตอร์อีก ทาชิกำลังกระเตงทารกน้อยไว้ตรงสะโพกในขณะที่หล่อนกำลังปลุกเสกผ้าพันแผลรักษาจากส่วนผสมของแอร์โรว์รูทและเครื่องเทศหมูป่าสำหรับเอาไว้ขายในตลาด หล่อนง่วนกับงานตรงหน้าอยู่ภายใต้แสงไฟสลัวที่ส่องสว่างจากเทียนไขแท่งเดียวที่ลอยอยู่กลางอากาศซึ่งดูใกล้กับผ้าคลุมของนางไปซะหน่อยแบบหวาดเสียวๆ—มันเป็นผ้าคลุมสีเขียวที่มีใบไม้สีทองลงลายปักอยู่โดยรอบ ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่งมันเคยเข้ากับรูปร่างของเธอได้ดีกว่านี้

ผมหมุนลูกบิดประตูแล้วก้าวเข้าไปในห้อง ขนาดกิลด์ดิเมียร์คงไม่มีอะไรอันตรายเท่ากับดักที่วางเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นห้องของผมด้วยซ้ำ ตัวต่อไม้หลายชิ้นนอนนิ่งพร้อมทิ่มแทงเท้าเปล่าด้วยขอบมุมแหลมคม เครื่องระนาดติดล้อทำจากกระดูกซี่โครงที่พร้อมจะลื่นแล้วทำให้คอหักได้ทุกเมื่อ ผมเดินหลบกับดักเหล่านี้ไปอย่างเคยชินและเตรียมพร้อมที่จะบอกข่าวร้ายให้ภรรยาฟัง

“เมอเร่ต์! ในที่สุดก็มาซะที” ทาชิพูดขึ้นอย่างฉุนเฉียว หล่อนยัดเด็กทารกเข้ามาในอ้อมแขนของผม เขาอายุเกือบจะหนึ่งขวบแล้วแต่ก็ยังเอาแต่ใจวุ่นวายราวกับพึ่งเกิดซะไม่มีผิด ตัวของเขานั้นเบาหวิว จมูกมีน้ำมูกไหลย้อยมาไม่หยุด แค่อุ้มไว้สองสามวินาทีมันก็เปื้อนปกเสื้อผมเป็นคราบหมด

“พ่อคะ!” ซอชเช่ ลูกสาวคนโตของผมวิ่งแจ้นเข้าหาศีรษะของหล่อนกระทุ้งเข้าท้องน้อยเข้าอย่างจัง ผมทนเจ็บพลางฝืนยิ้มออกมา

“ซอชเช่ ลูกน่าจะเข้านอนแล้วไม่ใช่เหรอ?” ผมถาม

“หนูอยากเจอพ่อนี่นา”

“วันนี้อยู่กับแม่เค้าแล้วเป็นเด็กดีรึเปล่า?”

“อย่างกับฝันร้าย” เมียรักพูดเสียงแหบแห้ง “ทำขวดรากแก้วของต้นมัตติแตกไปขวดหนึ่ง เสียของไปหมดเลย! แล้วจะหาเงินที่ไหนมาซื้อคืนละเนี่ย? ไหนจะค่าน้ำมันตะเกียงอีก ชั้นจะได้ไม่ต้องมายืนหลังค่อมกับไอ้เทียนบ้านี่ทั้งวัน? แล้วค่าข้าวลูกล่ะ?”

“เมื่อวานก็เอาแอปเปิ้ลกลับมาบ้านตั้งโหลนึงแล้วไง” ผมเตือนหล่อน หวังลึกๆ ว่ามันจะช่วยชะลอคำถามต่อไป ค่าแรงวันนี้อยู่ไหน? งานที่ท่าเรืออาจจะเป็นแค่ฉากบังหน้าของสายลับก็จริง แต่เรื่องเงินมันก็ต่างหาก เงินเท่านั้นที่จะช่วยประคองให้ครอบครัวอยู่ต่อไปได้

“มันของเหลือทั้งนั้นเมอเร่ต์ ของเศษๆ จากตลาด เด็กทารกกต้องกินแล้วก็กิน นี่ก็ยังไม่โตขึ้นเลยซักนิด เขาต้องกินอาหารจริงๆ พวกที่มีสารอาหารจากร้านผักร้านขายของชำ อะไรก็ได้ที่กินแล้วอิ่มน่ะ!”

“หนูก็อยากกินอิ่มเหมือนกัน!” ซอชเช่ตะโกนพลางตบท้องของตน “แม่ด้วย!”

“ไปนอนได้แล้ว!” ภรรยาของผมขึ้นเสียงแล้วเจ้าตัวน้อยก็เดินเตาะแตะจากไป ซอชเช่มุดเข้าไปในซอกประจำของหล่อนข้างๆ เตาผิงที่ไร้เปลวไฟแล้วก็ฝังตัวเองลงในผ้าห่มขาดๆ พร้อมกับมนต์ให้ความอบอุ่นที่ถูกร่ายปกคลุมทั่วกายให้เหมือนขนแกะหนานุ่ม

“ผม…” ผมอ้าปากจะพูด แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ผมสังเกตุได้ว่าหน้าของเมียซูบตอบลงไปขนาดไหน ผมพูดไม่ออกเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่คอหอย “ผมไม่ได้—”

“ไปหาอาหารมาซะเมอเร่ต์ จะทำยังไงก็ช่าง ชั้นไม่สน” หล่อนดึงเจ้าตัวน้อยออกไปจากแขนของผมแล้วก็เริ่มปรุงสมุนไพรบนโต๊ะต่อ

ผมยืนนิ่งงันไปครู่หนึ่ง พยายามสรรหาร้อยแปดเหตุผลมาอธิบายว่าชีวิตของผมดำเนินมาถึงจุดนี้ได้ยังไง หมอกค่อยๆ คลืบคลานเข้ามาผ่านช่องว่างใต้ประตูหน้า หมุนล้อมปกคลุมรอบตัวผมราวกับความเศร้าหมองที่ล่องลอยอยู่ตามถนนด้านนอกได้ไหลเข้ามายึดครองพื้นที่ข้างในบ้าน ข้างในตัวผม

 


 

ขโมยของจากร้านขายของชำไม่ได้ง่ายเหมือนหยิบฉกอะไรจากย่านสลัมแถวคีย์โฮลเลย แถวนี้มันก็ไม่เลวหรอก เฮ้อ! ดูเหมือนผมจะมีบอดี้การ์ดส่วนตัวซะด้วย เดินตามติดมาข้างหลังห่างไปสักห้าก้าวเห็นจะได้พร้อมรอยยิ้มกว้างฉาบบนใบหน้า ผมพยายามสลัดเขาให้หลุดโดยการเดินขึ้นเดินลงผ่านแถวชั้นวางอาหารตั้งแต่พายเนื้อกวางบดละเอียด ตะกร้าผลไม้นานาชนิดแล้วก็ถังขยะที่มีตัวหนอนชอนไชยั้วเยี้ยอยู่สักสิบสองสายพันธุ์เห็นจะได้ แต่ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน เจ้าหน้าที่ดูแลตลาดก็ยังตามประกบติด ดูท่าใบหน้าพร้อมรอยแผลเป็นที่สื่อความหมาย “อย่ามายุ่งกับข้า” ในแผงลอยแถวสลัมคีย์โฮลจะมีความหมาย “หัวขโมย” สำหรับย่านที่หรูหราอย่างที่นี่

 

Art by: Wesley Burt

 

ผมผละออกมาจากร้านมือเปล่าแต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโชคหรือเปล่า ผมได้ยินเสียงหัวเราะลั่นที่พลอยทำให้ขนลุกเอาซะทุกที ผมเงยหน้ามองขึ้นข้างบนและเห็นกริมบลี้ วอธิสกับเพื่อนนักลงทุนของเขากำลังออกมาจากอพาร์ตเม้นท์สูงขึ้นไปอีกสี่ชั้น—อาคารนั้นช่างใหญ่โต ดูฟู่ฟ่าและลงอาคมชำระล้างไว้อย่างหนักเพื่อทำให้มันต้านทานรอยขูดขีดเขียนบนฝาผนังได้ทุกรูปแบบ ผมก็พอจะรู้ว่าเขาอาศัยอยู่แถวๆ นี้ แต่ไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าบ้านเขาจะมีระดับเสียเหลือเกิน แสงจากตะเกียงน้ำมันส่องสว่างฝ่าความมืดสะท้อนกับตราสัญลกษณ์ที่ทำจากเงินซึ่งประดับประดาอยู่บนแผ่นหินขัดเงาสีแดง

ผมเฝ้ามองดูผู้คนพลุกพล่านเดินผ่านประตูโค้งของย่านตลาดจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ตัวอินดริกร่างยักษ์เดินอุ้ยอ้ายบนถนน ปากของมันถูกครอบไว้ด้วยเวทมนต์หลายแขนงจนผมได้ยินเสียงของมันหายใจดังฟืดฟาดจากที่ผมยืนอยู่ คนงานเป็นขโยงเกาะอยู่ตามเชือกที่พาดผ่านอานของมันเพื่อเดินทางกลับไปยังบ้านในย่านห่างไกล ภาพปกติของชั่วโมงเร่งด่วน ยามรักษาการณ์ในชุดเกราะเต็มยศยืนประจำที่เช่นกันพยายามดูแลให้การจราจรต่งๆ ของเมืองเป็นไปอย่างถูกกฏหมาย ผมเบียดตัวชิดเข้าไปในเงามืดและทันทีที่ผมแน่ใจแล้วว่าหัวหน้ากำลังเดินตรงไปที่ผับ ผมก็แอบย่องเข้าไปในบ้านของเขา เวทมนต์ผนึกแม่กุญแจนั้นแน่นหนามาก มากเกินกว่าที่ผมจะพังมันออกได้ แต่สำหรับพวกมิโนทอร์ พวกมันสมองทึบเกินกว่าจะคิดว่าอย่างพวกมันจะตกเป็นเหยื่ออยู่แล้ว ผมอ้อมไปทางด้านหลังของตึกแล้วกระโจนขึ้นไปบนระเบียง และตามที่คาดเอาไว้ หน้าต่างนั้นไม่ได้ล้อค

 

Art By Carl Critchlow

 

ผมดอดเข้าไปข้างใน เงียบเชียบเหมือนหมอก ฝ่าเท้าแทบจะไม่สัมผัสพื้นกระเบื้องเซรามิคราคาแพงนั้นเลย ความหวาดกลัวกัดกินจิตใจของผมไปด้วย แน่ละว่าผมเคยจิ๊กของตามตลาดมาบ้าง ล้วงกระเป๋ามานิดๆ หน่อยๆ แต่ผมยังไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน ผมเกือบจะหันหลังล้มเลิกขณะที่นึกถึงใบหน้าผิดหวังของอาจารย์หลังจากที่ผมล้มเหลวมาตลอดหกเดือนที่จะใช้เวทดึงความทรงจำจากคนออกมา “บางทีเจ้าอาจไม่เหมาะจะอยู่กิลด์ดิเมียร์” หล่อนบอก จริงๆ ก็ไม่ได้บอกตรงๆ หรอกนะ หล่อนยัดคลื่นความคิดเข้ามาในสมองของผมง่ายราวปอกกล้วยเข้าปาก แม้แต่ตอนนี้ ความคิดนั้นก็ยังคาอยู่ที่เดิม ผมสะบัดความคิดนั้นออกไป พ่อของผมเคยเป็นสปายแถมลุงป้าของผมอีกสามคนก็เช่นกัน วิชาย่องเบามันอยู่ในสายเลือดของตระกูลอยู่แล้ว ผมต้องทำได้สิ!

หลังจากเดินเข้ามาได้สักเดี๋ยวผ่านช่องทางเดินแคบๆ ผมก็มาถึงยังห้องครัว น้ำมันตะเกียงลุกไหม้อยู่ที่ความแรงต่ำสุด เพียงพอที่จะให้แสงสว่างอบอุ่นสีส้มเหลืองสลัวๆ ในห้องนี้ ตรงกลางห้องนั่น บนเคาน์เตอร์มีตะกร้าขนมปังอยู่ ผมหยิบขนมปังมาแถวหนึ่ง มันช่างอวบแน่นฟูหนักราวๆ อิฐก้อนหนึ่งในอุ้งมือ นี่แหล่ะเหมาะเลย แต่บังเอิญจริงๆ ที่อะไรบางอย่างบนชั้นวางของซึ่งทำจากลวดข้างๆ ตะกร้านั้นแหล่ะที่ดึงความสนใจของผมไป ขวดน้ำยาอมฤติอีลิคเซอร์เป็นสิบๆ ขวด ผมดึงขึ้นมาขวดหนึ่งรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวทำจากแก้วหนาคุณภาพดี “อีลิคเซอร์แห่งสมาธิ” ฉลากเหล็กข้างขวดบอกเช่นนั้น ของเหลวสีน้ำเงินสะท้อนระยิบระยับราวกับถูกอาบไว้ใต้แสงจันทร์ ขนมปังมันก็ดีอยู่หรอก อย่างน้อยคืนนี้มันก็จะทำให้ครอบครัวของผมอิ่มท้อง… แต่นี่ แค่อีลิคเซอร์ไม่กี่หยดก็สามารถเปลี่ยนชีวิตของเราได้แล้ว ผมสามารถเสริมพลังเวทให้แข็งแกร่งขึ้น พิสูจน์ตัวเองให้พวกที่ท่าเรือเห็น ทำให้กิลด์ดิเมียร์ต้องก้มหัวนับถือ ขอแค่ไม่กี่หยดเท่านั้นเอง เจ้านายผมไม่มีทางรู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้น

 

Art By Zoltan Boros & Gabor Szikszai

 

ผมบิดจุกขวดออกแล้วกลิ่นก็ลอยคลุ้งขึ้นปะทะจมูก… กลิ่นอ่อนๆ นุ่มนวลเหมือนผ้าฝ้ายจากผ้าห่มที่พึ่งซักใหม่ ผมอ้าปากออกแล้วเอียงขวด

หนึ่งหยด

สองหยด

แล้วก็ซ้ำอีกหยดกันเหนียว แต่ก่อนที่หยดสุดท้ายนั้นจะสัมผัสปลายลิ้นของผม ไฟในห้องก็สว่างโร่ ตาของผมเบิกกว้างแล้วอารามตกใจทำให้เจ้าน้ำยาอีลิคเซอร์หกรดทั่วไปหมด ไหลย้อยลงตามคางบ้าง เปรอะไปตามเสื้อโค้ทยาวบ้าง ผมยืนนิ่ง ตัวแข็งทื่อราวกับเป็นรูปปั้นหินเมื่อสาวมนุษย์วัวคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง ดวงตาของหล่อนหรี่จนแทบจะปิดพร้อมกับที่ม้วนผมติดอยู่หลายชิ้นบนศีรษะ นางสวมชุดคลุมนอนที่ยาวลงมาจนถึงกีบ ผมไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าทั่วทั้งราฟนิก้าแห่งนี้ยังจะมีคนยินยอมพร้อมที่จะตื่นนอนมาเห็นหน้ากริมบลี้ วอธิสทุกๆ เช้า สายลับขนานแท้คงไม่พลาดที่จะศึกษาต้นทางดูเรื่องเล็กน้อยพวกนี้หรอก ผมจะหลอกตัวเองไปเพื่ออะไร? ผมมันไม่ใกล้เคียงกับคำว่าสายลับสักนิด แค่หัวขโมยยังจะเป็นแทบไม่ได้เลย

 

 

หล่อนหาววอดจนผมสามารถมองเห็นฟันทุกซี่ในช่องปากเปื้อนน้ำลายนั่น ไม่มีอะไรที่ดูเป็นอันตรายอยู่ข้างในแต่ผมมั่นใจว่าหล่อนหักคอผมเป็นสองท่อนได้ถ้าคิดจะทำ ผมยืนค้างอยู่ตรงนั้นโดยไม่มีอะไรปิดกั้นแม้แต่น้อย ไม่กล้าแม้แต่จะคิดใช้เวทมนต์ดึงม่านหมอกมากำบังกาย หล่อนดูเหมือนกำลังครึ่งหลับครึ่งตื่นซึ่งพนันได้เลยว่าคงเป็นสภาพนี้ต่อไปอีกไม่นาน นางเดินไปยังเคาน์เตอร์ฝั่งตรงข้ามแล้วก็ดึงเอาชามเหล็กออกมาใบนึง เติมหญ้าและข้าวโอ้ตไปจนเต็มจากนั้นก็ใช้มือหยิบชามนั้นขึ้นพลางย่างสามขุมตรงมาทางผม

แต่เจ้าน้ำอมฤติ ผมรู้สึกได้แล้วถึงผลของมัน ทั้งความคิด ทั้งสติที่เคยกระจัดกระจายตอนนี้หลอมรวมเป็นก้อนเดียว กล้ามเนื้อที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าตนเองมีนั้นเริ่มกระตุกรัว ปลายนิ้วของผมเรืองแสงจางๆ แล้วเวทมนต์คาถาที่เกือบจะหลงลืมไปหมด บัดนี้กลับมาจ่ออยู่ที่ปลายลิ้นรอแค่ผมร่ายมันออกไป ผมรวบรวมพลังเวทในกายแล้วพลันจิตใจของนางก็เปิดอ้าออกประดุจแผนที่ ผมจัดการกระตุกตรงนี้นิดตรงนั้นหน่อยเท่านั้นแหล่ะจู่ๆ ผมก็กลายเป็นเหมือนไม่มีตัวตน ณ. ช่วงเวลานั้น หล่อนอยู่ห่างจากตัวผมไปไม่กี่คืบ เคี้ยว เคี้ยว แล้วก็เคี้ยวอาหารอยู่กับที่…ปากอ้ากว้าง สายตาเหม่อลอย

 

Unexplained Disappearance | Art by: Izzy

 

ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเริ่มถาโถมเข้าใส่ผม ผมทำน้ำยาอีลิคเซอร์สิ้นเปลืองไปมากเหลือเกิน ผมน่าจะต้องไปขอโทษ เสนอให้จ่ายเงินคืน แต่เราไม่มีปัญญาจะไปจ่ายหนี้ก้อนใหญ่อย่างนั้นได้หรอกโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยค่าแรงต่ำเตี้ยเรี่ยดินที่สามีหล่อนจ่ายผมอยู่ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะจ่ายเมื่อไร อีกอย่าง ถ้าหากกิลด์ดิเมียร์รู้ว่าผมฝีมือกระจอกขนาดนี้ในฐานะสปาย ผมคงถูกอุ้มไปเก็บแน่นอน การที่ผมอยู่เงียบๆ แบบนี้คือสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้วล่ะถึงแม้ว่าจะต้องยืนตรงนี้มันทั้งคืนก็ตาม ผมกลั้นลมหายใจพลางกอดขนมปังแถวนั้นไว้กับอกราวกับว่ามันเป็นเส้นชีวิต และโล่งใจที่อย่างน้อยมันก็จะพอประทังลูกน้อยให้หายหิวลงได้บ้าง

 


 

คลื่นพลังเวทระเบิดออกจากปลายนิ้วของผม หมอกทึบตรงหน้าถูกปัดเป่าสลายไปจนพ้นทางและถือเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ตั้งแต่ผมทำงานที่ท่าเรือนี้ที่จะได้เห็นแม่น้ำเส้นนี้ในแบบโล่งกว้างอย่างสุดสายตา วิวมันก็ไม่ได้สวยเท่าไรหรอก—น้ำโคลนขุ่นคลั่ก ปนเปื้อนไปด้วยขยะและวัชพืชน้ำเป็นย่อมๆ ผมอดคิดไม่ได้ว่าการที่ท่าเรือดูลึกลับๆ สักหน่อยนั้นน่าจะเป็นผลดีต่อกริมบลี้ วอธิสซะมากกว่าตอนนี้ที่นายทุนคงเห็นทุกๆ อย่างได้ชัดเจนแล้ว มันไม่ได้เป็นท่าเรือที่ดีขนาดนั้นซะเท่าไหร่ แต่ก็ช่างมันเถอะ ไม่ใช่ปัญหาของผมอยู่แล้ว

ด้วยพลังที่เติบโตมากขึ้นขนาดนี้ ผมเริ่มรู้สึกกระสับกระส่ายอยากจะแสดงให้พวกคนงานที่ท่าเรือได้เห็นเสียจริงๆ แยนติส ชาวเวียชิโน่มนุษย์ครึ่งคนครึ่งกิ้งก่าผู้มีมือไม้คล่องแคล่วเหมาะกับการทำงานประเภทสับเกียร์ดึงคันโยกกำลังบังคับปั้นจั่นอยู่ แต่มันเคยใช้ลิ้นสัตว์เลื้อยคลานสองแฉกนั่นด่าและลบหลู่ดูหมิ่นผมมาก่อน ฉะนั้นควรต้องเอาคืนเสียบ้างให้สาสม ผมพยายามนึกย้อนถึงเวทฝันร้ายที่เคยเรียน ที่ผ่านมาคาถานี้ไม่เคยจะได้ผลอะไรนอกจากออกมาเป็นควันคลุ้งจางๆ แต่ตอนนี้ แยนติสเหมือนมีริบบิ้นออกมาจากหัวสมองรอให้ผมกระตุกชักใยอย่างง่ายดาย พลังมันกำลังคุกรุ่นก่อตัวในร่างของผม รวดเร็ว รุนแรง ชนิดที่ผมแทบจะควบคุมเอาไว้ไม่ได้ แยนติสส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนพยายามต่อกรกับความน่าสยดสยองอันไร้ตัวตนต่างๆ นาๆ ตรงหน้ามัน เครนที่ไร้คนบังคับเหวี่ยงออกไปทางซ้ายแล้วลังไม้ก็ร่วงลงพื้นกลิ้งเข้าหากริมบลี้ วอธิสที่กำลังยืนอยู่ตรงขอบของท่าเรือพร้อมกับนักลงทุนของเขา หัวหน้ามนุษย์วัวเห็นกล่องที่ตรงดิ่งเข้ามา เห็นแยนติสที่กำลังบ้า และดันมาเห็นเสี้ยวสุดท้ายของคาถาฝันร้ายที่ถูกปล่อยออกมาจากปลายนิ้วผม เขาตะโกนลั่นพลางผลักนักธุรกิจคนนั้นลงไปในแม่น้ำอย่างเฉียดฉิว ตัวเขาเองก็จวนเจียนจะกระโดดหลบลงน้ำเกือบไม่ทันก่อนที่กล่องนั้นจะกระแทกตรงจุดที่พวกเขาเคยยืนอยู่แล้วแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ

 

Art By Christopher Moeller

 

เสียงแก้วแตกดังสนั่น กลิ่นหอมเสียดจมูกของวิสกี้ชั้นดีคลุ้งทั่วบริเวณ แมลงวันสอดแนมส่งเสียงหึ่งข้างใบหูของผมอีกครั้ง ปีกจอยของมันกระพือรัว ดวงตาจ้องเขม็ง เยี่ยมไปเลย ไม่มีอะไรที่จะฉีกหน้ากากสายลับได้มากเท่าการทำลายลังสินค้าราคาร่วมพันซิโน่ ผมสะดุ้งสุดตัว โดนไล่ออกจากงานก็ยังพอรับได้อยู่หรอกแต่ถ้ากิลด์ดิเมียร์มาเคาะประตูบ้านผมเมื่อไรละก็ มีหวังได้โดนเก็บหายตัวไร้ร่องรอยเป็นแน่ ที่สำคัญพวกมันคงไม่เคาะประตูบ้านด้วยละมั้ง

ผมวิ่งกลับบ้านอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะวิ่งได้ พวกเราต้องรีบเก็บของแล้วรีบหนีจากหมู่บ้านคีย์โฮล ไม่แน่อาจต้องไปซ่อนตัวแถวๆ ย่านโกสต์ควอเตอร์เก่าหรือหลบภัยในซากวิหารมาโฮวาน่า ใช้ยอดต้นไม้พวกนั้นแทนบ้านใหม่ไปก่อน ผมหมุนลูกบิดประตูแรงเสียจนตัวล๊อคแตก เศษซากที่หลงเหลืออยู่ของมนต์คุ้มกันปลิวหายไปในอากาศ ทาชิยืนอยู่กลางห้อง มือหนึ่งอุ้มทารก ใบหน้าฉีกยิ้มกว้าง

“เมอเร่ต์! เมอเร่ต์! คุณต้องมาดูนี่เร็ว!” หล่อนชูเด็กทารกน้อยขึ้น เขาช่างสดใสเหลือเกิน สองแก้มยุ้ยน่าสัมผัส รอยยิ้มอันแสนบริสุทธิ์และดวงตาเป็นประกาย “เขาแข็งแรงมากๆ เลย ลองจับกล้ามเนื้อดูสิ ชั้นว่าลูกจวนจะเดินได้แล้วนะเนี่ย” ว่าแล้วหล่อนก็ดึงผมเข้าไปไกลและจรดริมฝีปากลงบนแก้มพร่ำบอกว่ารักผมมากขนาดไหนซึ่งทำให้ผมไม่มีโอกาสบอกหล่อนเลยว่าชีวิตของพวกเรากำลังจะเปลี่ยนไปมากมายขนาดไหน แถมไม่ใช่เปลี่ยนไปในทางที่ดีด้วย “ทุกๆ อย่างจะต้องเรียบร้อย” หล่อนว่า แต่สำหรับผมน่ะเหรอ ผมแค่จ้องตาไม่กระพริบไปที่คราบน้ำยาอีลิดซอร์สีน้ำเงินที่เปื้อนอยู่บนก้อนขนมปังซึ่งเจ้าตัวเล็กกำลังเขมือบลงไป มองประกายรัยิบระยับของมันที่สะท้อนบางๆ เข้ากับแสงจันทร์

เด็กทารกจามทีหนึ่ง พลันเทียนทุกเล่มในอพาร์ตเม้นท์ของเราก็ลุกติดไฟ

มีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น ผมไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย ไม่มีเวลาแม้แต่จะคิดเพราะตอนนี้มีเสียงทุบที่ประตูดังลั่น ผมทุ่มสุดแรงเกิดเพื่อยันประตูเอาไว้ กริมบลี้ วอธิสกำลังตะโกนโหวกเหวกอยู่ด้านนอกเรื่องที่เขารู้ว่าเหตุการณ์ที่ท่าเรือมีผมเป็นต้นเหตุ และเรื่องที่ผมทำลายสินค้าของเขาแถมทำให้นักลงทุนกลัวจนหัวหดอีกด้วย ลำพังประตูที่ตัวล๊อคพังไปแล้วแบบนี้คงหยุดเขาเอาไว้ได้ไม่นาน ผมกระซิบบอกให้ทาชิไปซ่อนในตู้พร้อมกับลูก ส่วนซอชเช่ ผมให้ลูกสาวไปมุดหลบใต้ผ้าห่มในซิกประจำของหล่อน แล้วตัวผมเองล่ะ?…มันไม่มีที่ซ่อนเหลือแล้วในห้องเช่ารูหนูนี้ แต่คงไม่สำคัญหรอกเพราะกีบยักษ์นั่นถีบทะลุประตูเข้ามาส่งผมลอยละลิ่วคางฟาดลงกับพื้น

มันกินเวลาครู่หนึ่งกว่าหมอกในหัวของผมจะจาง แต่ทันทีที่สติของผมกลับคืนมา ผมล้วงลึกเข้าไปหากริมบลี้ วอธิส พยายามที่จะดึงเส้นด้ายเวทมนต์เหล่านั้น ทำให้ตัวของผมหาไป ให้เขามองไม่เห็น แต่ก็เปล่าประโยชน์ ตอนนี้กริมบลี้ วอธิสยืนค้ำตัวผม คิ้วโก่งงอด้วยความโกรธสายตาจ้องเชือดเฉือนแหลมคมเหมือนสองเขาบนหัว        เศษไม้และวัชพืชจากแม่น้ำยังติดอยู่ตามตัวส่วนกลิ่นที่โชยมาก็เป็นส่วนผสมของน้ำเน่าและขนสัตว์ชื้นๆ

“แกติดหนี้ข้าอยู่ เมอเร่ต์!” เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องแล้วระเบิดเสียงหัวเราะราวกับว่าการที่ผมจะครอบครองของมีค่าสักอย่างนั้นมันยากที่จะเชื่อ “ข้ากะจะหักออกจากค่าแรง แต่สงสัยว่าจะต้องรออีกสามชาติกว่าที่น้ำหน้าอย่างแกจะชดใช้ราคาวิสกี้นั่นได้ แล้วข้าก็คิดว่ามาถลกหนังแกแทนดีกว่า แต่ดูไปดูมาแกก็พอจะมีของมีค่าอยู่เหมือนกันนะ”

หัวใจของผมบีบรัดแน่นไม่ยอมคลาย ผมสังเกตุเห็นแววตาของเขาที่มองลอดไปถึงห้องครัว

“ผมยอมทำทุกอย่าง” ผมบอกเขาไปพลางคุกเข่าลงกั้นระหว่างตัวเขาและตู้เก็บของ “จะให้เคลียร์หมอกทุกเช้า ทำงานสองกะ เมียผมด้วย! ให้เมียผมทำงานด้วยก็ได้ พวกเราจะช่วยกันจ่ายคืนทุกซิโน่ที่ติดค้างเลย ผมสัญญา”

“ข้าเห็นจากนอกหน้าต่างแล้วว่าไอ้เด็กนั่นทำอะไร ลูกเล่นกับเทียนพวกนั้น” กีบของเขาฟาดเข้าที่คางจนผมต้องอดกลั้นความเจ็บปวดเอาไว้ ดอกที่สองตามมาติดๆ ใส่ตรงซี่โครงจนตัวผมบิดงอเหมือนลูกบอล

เขาก้าวข้ามผมไปหยุดอยู่ที่ตู้เก็บของแล้วเปิดมันออก ทาชินั่งสะอึกสะอื้นอยู่ข้างในพร้อมกับทารกน้อยที่กำลังหลับอยู่แนบอก การที่ได้เห็นความเจ็บปวดของภรรยา เห็นลูกตกอยู่ในอันตรา มันทำให้ความโกรธของผมพลุ่งพล่านและก็ยืนหยัดขึ้นมาอีกครั้ง ผมเริ่มร่ายเวทมนต์…ก่อนหน้านี้มันเป็นงานที่หนักหน่วงเหมือนพยายามดูดน้ำผ่านหลอดที่รั่ว แต่บัดนี้พลังเวทไหลท่วมเข้าสู่ร่างผมราวกับแม่น้ำที่ไม่อาจถูกขวางกั้น

“เด็กแบบนี้น่าจะพอมีราคาอยู่บ้าง” กริมบลี้ วอธิสเอ่ยพลางพยายามแงะเด็กน้อยออกจากอ้อมแขนของเมียผม หล่อนทั้งดิ้น ทั้งกัด ทั้งตะโกนแล้วตอนนี้ทารกก็ลืมตาตื่นพร้อมกับกรีดร้องเสียงดัง

ปลายนิ้วของผมพริ้วไหวด้วยแสงเรืองรองแล้วเส้นด้ายแห่งจิตใจของหัวหน้ามนุษย์วัวของผมก็เปิดออก ผมดึง ทึ้ง และปั่นฝันร้ายสำหรับเขาโดยเฉพาะ สร้างสรรค์ขึ้นด้วยความกลัวจากก้นบึ้งของจิตใจ เป็นทีของกริมบลี้ วอธิสที่ต้องร้องตะโกนบ้าง เสียงหวีดร้องเสียดแก้วหูที่สะท้อนก้องอย่างพอเหมาะพอเจาะให้แก้วจากตะเกียงน้ำมันสั่นกระเพื่อม เขาตะลุมบอนกับศัตรูที่ไม่มีตัวตนตรงหน้า ขว้างหม้อ กระทะแล้วก็สะดุดเก้าอี้ล้มคว่ำลง เขาเดินสะเปะสะไปทั่วห้องแบบไม่ได้ดูเลยว่ากำลังไปทางไหน ประสาทผมตื่นตัวอีกครั้งหนึ่งเมื่อเขาเซใกล้เข้าไปกับกองผ้าห่มที่ซอชเช่ซ่อนอยู่ ไอ้กีบคู่นั้น…สมาธิของผมขาดไปชั่ววูบหนึ่ง แต่นั่นก็เพียงพอให้กริมบลี้ วอธิสดึงสติกลับมาจากฝันร้ายแล้วก็วิ่งตรงดิ่งไปคว้าตัวลูกชายของผมไว้

 

Smelt-Ward Minotaur | Art by: Wisnu Tan

 

ง่ายๆ แบบนั้นเอง ลูกชายของผมอยู่ในวงแขนของกริมบลี้ วอธิส หลังของเจ้าหนูแอ่นงอ ปล่อยเสียงโฮจ้าจนแทบจะฉีกร่างผมเป็นชิ้นๆ

“แกนี่มันไม่มีสมาธิเหมือนเดิมเลยนะ เมอเร่ต์” กริมบลี้ วอธิสดุด่าผม “ตอนนี้เราเสมอกันแล้ว”

“ส่งลูกผมมา—”

กริมบลี้ วอธิส ยกขาเขาข้างหนึ่งขึ้นสูง ชั่วพริบตานั้นผมอดไม่ได้ที่จะพิศวงไปกับกล้ามเนื้อแข็งแน่นกำยำนั่น แต่วินาทีต่อมา กีบเท้าของเขาก็ประทับลงบนปากของผมแล้วทั้งโลกก็เหมือนจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงด้วยความเจ็บปวด ผมใช้สองมือรองเลือดที่ไหลหยดลงมาไม่หยุดจากใบหน้าแต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่พอ ผมคงจะหมดสติวูบลงไปครู่หนึ่งเพราะวอธิสไปอยู่ที่ประตูเสียแล้ว พยายามมุดเอาเขาให้ลอดผ่านช่องประตูไปได้ในขณะที่ทารกน้อยกำลังดิ้นรนและภรรยาของผมเกาะแน่นอยู่ที่ขนฟูตรงหน่อย เขาสะบัดแรงๆ หนึ่งทีแล้วหล่อนก็ปลิวไปกระแทกเข้ากับโต๊ะข้างกำแพง ผมได้ยินเสียงอะไรบางอย่างหัก อะไรบางอย่างที่ไม่ใช่โต๊ะไม้เก่าแก่คร่ำครึนั่น

ผมรวบรวมสมาธิอย่างตั้งใจอีกครั้ง เพ่งจิตตัดเสียงตะโกนของลูกและเสียงครางอย่างน่าเวทนาของภรรยาออกไป ผมร่ายมนต์อีกครั้งพยายามสร้างบ่วงเชือกมารัดคอของหัวหน้าแต่ตอนนี้กระแสเวทมันไหลกระปริบกระปรอยเสียเหลือเกิน ไม่ว่าเขาจะสัมผัสถึงอะไรก็ตามในตอนนี้มันคงรู้สึกเหมือนแค่มีมือมาเกาที่ลำคอ เขากระแอมไอครั้งหนึ่ง ชายตากลับมาทางผมแล้วก็หัวเราะ

“เจอกันที่ท่าเรือพรุ่งนี้ล่ะไอ้สวะ อย่าลืมตื่นแต่เช้า—” ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ลมหายใจของเขาติดขัด ผมมองลงไปที่นิ้วมือ ยังทื่ออยู่เหมือนเดิม ไม่มีร่องรอยของเวทมนต์เหลืออยู่รอบตัวผมเลย แต่กริมบลี้ วอธิสถูกผมใช้จิตรัดคอแน่นอน ผมสังเกตุเห็นแววตาดุดันจากลูกน้อยของผม เขาแอ่นตัวอีกครั้ง เหวี่ยงสองแขนขึ้นฟ้าแล้วก็หายตัวไปทันที หายตัวไปเฉยๆ อย่างไร้ร่องรอย

“แกทำอะไรกับลูกของชั้น?” เมียผมตะโกนมือหนึ่งกุมซี่โครงที่หักอยู่

ซอชเช่ลูกสาวผู้กล้าหาญของผมโผล่พรวดออกจากที่ซ่อนแล้วก็ขว้างตัวต่อไม้ใส่วอธิส ชิ้นนึงเข้าเป้าเผ็งกลางหน้าผาก

“หยุดก่อนๆ! เดี๋ยวโดนน้อง!” ผมพูดพลางก้มลงกับพื้นพยายามจะมองให้ผ่านชุดคลุมของเด็กน้อย ผมลองเอามือกวาดไปตามแขนของหัวหน้าแต่ตรงนั้นก็ไม่มี ผมตื่นกลัวขึ้นมาทันที หรือว่าเขาจะทำร่วงลงไปแล้ว?

กริมบลี้ วอธิสเริ่มไอออกมาแล้วก็สูดหายใจอย่างหนักทันทีที่เขาได้สติ ตาแดงก่ำนั้นจ้องเขม็งมาที่ผม “เด็กนั่นอยู่ไหน?” เขาว่าราวกับเรื่องที่ทารกหายตัวนั้นเป็นฝีมือของผม

ผมโกรธมาก โกรธจนคิดอะไรไม่ออกแล้วซัดเขาเปรี้ยงหนึ่งเข้าที่ปลายคาง ไอร้อนพ่นออกจากรูจมูกแล้วดวงตาของเขาดูสงบลงเล็กน้อยเหมือนกับว่าผมได้ให้คำอนุญาตแล้วว่านี่จะกลายเป็นการชกตีกันจริงๆ เสียที ผมยกสองหมัดขึ้นแล้วเราก็ปล้ำกันพัลวัน ผมพยายามผลักเขาให้ออกไปทางประตูแต่เข้าก็ฝืนที่จะกลับเข้ามา ทันใดนั้นทาชิตะโกนชื่อเด็กทารกขึ้นซึ่งทำให้เราทั้งหมดชะงักอยู่กับที่พลางหันกลับไปจ้องตามเสียง

เจ้าเด็กน้อยนั่งอยู่กับพื้น แขนของเขามีรอยขีดข่วนในมือถือผลไม้สีม่วงรูปร่างคล้ายดาวแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน เขาเอามันยัดเขาใส่ในปาก ผิวที่มีรสขมนั้นทำให้ริมฝีปากเขาห่อย่น เด็กทารกปล่อยผลไม้ร่วงลงจากมือ เปลี่ยนเป็นท่าสี่ขาแล้วก็กำลังเริ่มคลาน กริมบลี้ วอธิสยื้อยุดที่จะผ่านผมไปให้ได้แต่ผมพยายามกดเขาเอาไว้ด้วยแรงทั้งหมดที่มี “ไปหาแม่!” ผมบอกกับเด็ก “ไปหาแม่เร็วเข้า!”

แต่เจ้าตัวเล็กก็ไม่ยอมฟัง แววตาของจับจ้องไปยังฝั่งตรงข้ามของห้องแล้วผมก็พลันเห็นรูปร่างที่คล้ายเงานั่งอยู่บนเก้าอี้โยกข้างๆ เตาผิงพวกเราเห็นกันทุกคนนั่นแหล่ะ เขานั่นเอง และผมถึงพึ่งรู้ตัวว่าเขาคงนั่งอยู่ตรงนั้นมาสักพักหนึ่งแล้ว เขาสวมใส่ชุดหนังคลุมลากยาวทำจากหนังของสัตว์อะไรสักอย่างที่น่าจะสูญพันธุ์ไปนานโขแล้ว… เขาดูองอาจแม้ว่าจะอยู่บนบัลลังค์กระจอกๆ อย่างเก้าอี้ไม้โยกของเรา พลังเวททั้งหมดจากในห้อง จากอพาร์ตเม้นท์ทั้งตึก หรือไม่แน่อาจจะทั่วทั้งละแวกนี้ดูเหมือนจะหลั่งไหลไปรวมที่เขา เหมือนกับหลุมดูดที่จู่ๆ ก็เกิดขึ้นมากลางทะเลสาบอย่างไม่ทันตั้งตัว ผมส่ายหัวพยายามสลัดความคิดบ้าบอออกไป หรือว่านี่จะเป็นลาซาฟ? ลาซาฟจอมวางแผน หัวหน้ากิลด์ดิเมียร์? กระดูกที่กำลังปวดร้าวทุกซี่ในกายผมอยากจะก้มหัวคำนับให้กับการมาครั้งนี้ แต่การทำแบบนั้นคงจะดูไม่ค่อยเป็นสายลับ หรือเก็บความลับได้มิดชิดซะเท่าไร

เด็กทารกชันตัวขึ้นอีกครั้งแล้วจู่ๆ เขาก็ยืนตรงด้วยสองขา… เอนเอียงเสียการทรงตัวเล็กน้อยก่อนที่จะก้าวเท้าแรกสั้นๆ เขายิ้มอยู่ครู่หนึ่งราวกับภูมิใจในความสำเร็จของตน จากนั้นก็ก้าวเท้าอีกก้าว อีกก้าว และอีกก้าวหนึ่งจนเกิดแรงส่งตามและถลาตัวเข้าไปในอ้อมแขนของลาซาฟ ลาซาฟอุ้มเด็กขึ้นมาวางไว้บนตัก

 

Lazav, the Multifarious | Art by: Yongjae Choi

 

“หนี้ที่เมอเร่ต์ติดค้างเจ้าอยู่จะถือว่าถูกจ่ายเต็มทั้งหมดจากการปิดธุรกิจในวันพรุ่งนี้” ลาซาฟบอกกับหัวหน้าของผม “และสำหรับเจ้า ห้ามข้องแวะติดต่อกับใครก็ตามในครอบครัวนี้อีก เข้าใจมั้ยคุณวอธิส?”

“แกคิดว่าแกเป็นใครวะ?” กริมบลี้ วอธิสพูดขึ้นพลางสูดลมหายใจเข้าเบ่งร่างกำยำนั้นให้ใหญ่โตขึ้นไปอีก หัวเอียงลงมาเล็กน้อยพร้อมกับสองเขาเตรียมประจัญบาน

“ไม่ใช่ใครทั้งนั้น” ลาซาฟตอบ เสียงของเขาแหบแห้งราวกระซิบ แต่น้ำเสียงกลับน่าเกรงขาม เขาสะบัดมือแล้วพลันทั้งห้องก็หมุนอย่างรวดเร็ว เวทมนต์ปะทุแสงสว่างสีเงินวูบวาบวนเป็นวงกลมรอบตัวบ้าน ผมเกาะกับพื้นแน่นรู้สึกราวกับว่าน้ำหนักของโลกทั้งใบกำลังบดขยี้ลงมาที่ปอด ห้องหมุนเร็วขึ้น เร็วขึ้นเรื่อยๆ—เฟอร์นิเจอร์สั่นสะเทือน กำแพงเขย่าลั่น หน้าต่างบิดรูปจนกระจกจะแตกออกจากกรอบ แล้วอึดใจต่อมาทุกอย่างก็หยุดกึกกับที่

ทั้งห้องนิ่งสนิทไปชั่วระยะหนึ่งแล้วกริมบลี้ วอธิสก็บ่นพึมพำ “โอเค ก็ได้ เอาตามที่ท่านว่าก็แล้วกัน” แล้วเดินกระเผลกอย่างงงๆ ออกไปจากบ้าน เกือบจะเซตกราวจับลงไปข้างล่างด้วยซ้ำ

“เยี่ยมมาก” ลาซาฟตอบพลางยิ้มให้ผมในขณะที่ลูกชายกำลังแทะกำปั้นของเขาอย่างมีความสุข “ทารกคนนี้จะทำให้พวกเราประหลาดใจได้มากพอๆ กับที่เจ้าทำให้เราผิดหวังเลย”

“ท่านเอาลูกข้าไปไม่ได้” ผมกัดฟันพูดด้วยความเคารพ ท่าทีหนักแน่น

“พวกเราไม่ต้องการทารกของเจ้า อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในแบบนั้น เขาจะยังคงได้อยู่กับพวกเจ้าต่อ เจ้าจะต้องเลี้ยงดูเขาตามที่สมควร แต่เพื่อเป็นการตอบแทนที่จ่ายหนี้ชดเชยไป พวกเราขอแค่เพียงจะส่งอาจารย์ฝึกสอนมาที่บ้านเจ้าเป็นการพิเศษเพื่อคอยดูแลการเล่าเรียนของเขา แน่นอนเราจะช่วยเหลือบริการค่าครองชีพเพื่อให้เจ้าสามารถดูแลเขาได้เป็นอย่างดีไม่ต้องลำบาก”

ผมอ้าปากค้างแล้วขยับตัวไปทางทาชิพลางดึงนางเข้าหาผมอย่างนุ่มนวล ผมพยายามขจัดความเจ็บปวดของหล่อนซึ่งเราก็ได้แต่นั่งมองหน้ากัน ตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น เราทั้งคู่ต่างคิดหาคำถามที่จะถามแต่สุดท้ายกลับไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา

“น้องชายหนูเป็นคนพิเศษหรือคะ?”ซอชเช่ถามออกมาด้วยความหวาดกลัว

ลาซาฟหัวเราะด้วยเสียงแหบแห้งอย่างกับใช้ก้อนหินขูดขัดเสียดสีเข้ากับกระดูกซี่โครง อะไรบางอย่างในสมองของผมบิดกลับไปมา ความคิดดั่งถูกหมอกเข้าปกคลุม แล้วอยู่ดีๆ พวกเราทั้งหมดก็พากันหัวเราะ ป้าทวดบีก็เหมือนกัน นางอุ้มทารกน้อยไว้บนตัก โยกตัวบนเก้าอี้ไม้นั่นแล้วก็หัวเราะอย่างมีความสุข ซอชเช่กำลังใช้ไม้ตีระนาดเป็นทำนอง ส่วนทาชิก็ง่วนอยู่ในครัวกำลังหั่นผลไม้สีม่วงรูปร่างพิลึกๆ ที่หล่อนคงได้มาจากตลาด ผมเดินไปยืนข้างๆ แล้วภรรยาก็ส่งยิ้มให้พลางเอาผลไม้ชิ้นหวานนั้นวางลงบนลิ้นของผม ระหว่างที่เคี้ยว กรามของผมรู้สึกเจ็บยังไงก็ไม่รู้เหมือนกับว่าโดนต่อยปากมายังงั้นแหล่ะ

“คุณไม่ว่าอะไรใช่มั้ยที่ป้าของชั้นจะมาอยู่กับพวกเราสักระยะหนึ่ง?” หล่อนถาม “จนกว่าหล่อนจะหาอะไรทำไปได้ รับรองว่าไม่มีปัญหาหรอก แล้วป้าก็จะได้ช่วยดูลูกๆ ระหว่างที่ชั้นยุ่งอยู่กับงานแบบนี้ไง”

“แน่นอน ไม่มีปัญหาหรอก ผมชอบท่านมาก” ผมตอบ “แต่หล่อนแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้สินะ? เป็นท่าทางคงภูมิความรู้ละมั้ง? แบบที่พวกคนแก่มีกันตามอายุน่ะ? ผมว่าป้าแกคงจะช่วยครอบครัวเราได้เยอะเลย”

 


 

ที่มา: https://magic.wizards.com/en/articles/archive/magic-story/under-cover-fog-2018-10-10

Facebook Comments
กลับขึ้นไป