The Illusions of Child’s Play: มายาภาพแบบเด็กๆ

***อาจมีเนื้อหาไม่เหมาะสมสำหรับผู้อ่านรุ่นเยาว์***

 

          ข้าแอบมองตัวสาวเจ้าผ่านหน้าต่างร้านขายอุปกรณ์มนต์ดำไสยศาสตร์ของนางโดยแทบจะยับยั้งหัวใจอ่อนไหวนี้ให้หยุดเต้นตูมตามไม่ได้ หล่อนก้มหน้าก้มตาง่วนอยู่กับงานบนโต๊ะ กำลังระบายสีหน้าตาคนลงบนหัวกะโหลกขนาดจิ๋วแล้วประดับมันไว้ตรงตัวของตุ๊กตาซึ่งสวมใส่ชุดสีฉูดฉาดซึ่งออกแบบด้วยฝีมือของนางเอง หนังดำขลับเส้นนั้นตัดออกมาได้ปราณีตกว่าชุดของนางเอกมือเฆี่ยน (The Scourge Diva) ชื่อดังนั่นเสียอีก แถมท่วงท่าเชื่อมเขาคู่แหลมให้ติดลงกับกะโหลกอย่างบรรจงนั้นช่างโหมกระพือให้ไฟอารมณ์ในใจข้าลุกโชนขึ้นอีก

          ครั้งนี้ต้องคุยกับหล่อนให้ได้ เจ้าโอลริชปีศาจตัวแสบที่บางครั้งข้าเองก็ไม่อยากนับเป็นเพื่อนนั่นบอกว่าจะถลกหนังของข้าเป็นชิ้นๆ หากเอาหุ่นต้องสาปกลับบ้านมาอีกตัวแทนที่จะขอชื่อนางมาให้รู้แล้วรู้รอดซะที

          ข้าสูดหายใจลึกพลางเดินข้ามถนนตรงไปที่ร้านโดยระหว่างทางเดินอ้อมหลบหมาคลั่งเฮลฮาวนด์สองตัวที่กำลังชักกะเย่อแย่งชิงกระดูกต้นขาของอาสาสมัครผู้น่าสงสารคนหนึ่งซึ่งคงหลงเข้ามาร่วมงานเฉลิมฉลองเมื่อคืน เนื้อหนังส่วนใหญ่โดนแทะเกลี้ยงไปเสียหมดแล้วซึ่งคนอื่นอาจจะมองไม่ออกหรอกว่าตรงนี้มีคนตายเป็นสิบๆ จากพิธีกรรมที่ตามมา นอกเสียจากว่าจะเพ่งดูรอยเปื้อนสีแดงๆ ที่ซึมอยู่ตามซอกหินบนพื้นให้ดีเท่านั่นแหล่ะ

          โคตรมันส์จริงๆ งานนี้

          “ไอ้คนนอกรีต!” ชายชราในชุดคลุมรุ่มร่ามสีขาวฟ้าที่กำลังยืนอยู่หน้าร้านตะโกนลั่น ข้าเหลียวหลังไปมองเพื่อเช็คดูว่าเขาพูดใส่ใครคนอื่นอีกหรือเปล่า

          “พวกปีศาจ! หัวขโมยวิญญาณ! ตัวล่วงประเวณี!” เขาเปล่งเสียงสลับสูงต่ำเป็นจังหวะพลางยัดใบปลิวโฆษณาสถาบันฟื้นคืนศีลธรรมและจริยธรรมที่พึ่งเปิดตัวใหม่ไม่ไกลออกไปเท่าใดนัก “บำบัดจิตใจของตนเองซะ! ยอมรับในวิถีของกฎหมายและระเบียบวินัยก่อนที่มันจะสายเกินแก้!”

          ข้าน่ะเคยถูกด่าด้วยคำที่แย่ยิ่งกว่านี้อีกเยอะ และถึงแม้ว่าส่วนใหญ่มันคือความจริงแต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะชอบเวลาที่พวกอาโซเรียสขี้โอ่มาพูดจากวนประสาทแบบนี้ตอนที่ข้ากำลังทำธุระส่วนตัวหรอกนะ ความทรงจำชีวิตในอดีตพลันหวนมาแว่บหนึ่งสมัยก่อนที่ข้าจะค้นพบลัทธิแห่งแรคดอส ก่อนที่ข้าจะหัดเบี่ยงเบนความโกรธเกรี้ยวเหล่านั้นมาเป็นพลังในการแสดง สมัยที่การหักกระดูกและฉีกผิวหนังผู้อื่นยังเป็นศิลปะแนวโปรดที่ข้าชอบทำ

          แต่ข้าฉุกสังเกตุได้ว่าหล่อนเองก็เหลือบมองผ่านหน้าต่างของร้านมาเหมือนกัน ข้ารีบลืมความคิดที่จะใช้เขาพุ่งกระแทกไอ้แก่นี่ให้ยับทันทีซะก่อนแล้วรีบสาวเท้าต่อเข้าไปในร้าน

          ข้าทำเป็นเลือกดูอะไรในร้านไปเรื่อย ส่งสายตามองหุ่นที่ถูกแขวนคอประดับร้านอย่างตื่นตาตื่นใจ กระทั่งตุ๊กตาสาปแช่งของนางยังดีกว่าที่อื่นๆ พลังเวทที่อัดอยู่ในตัวพวกมันเหมือนกำลังดึงดูดข้าเข้าไป ลูกกะตาที่ทำจากกระดุมนั้นจ้องลึกทะลวงเข้าไปถึงที่ๆ วิญญาณอยู่ ถ้าข้ามีสักดวงอ่ะนะ ข้าคลายเชือกคล้องคอมันออกแล้วหยิบพลิกไปมาเพื่อตรวจสอบรอยเย็บระหว่างที่แอบมองนางทางหางตาไปด้วย ข้าหยิบถ่านมาแท่งหนึ่งด้วยเพื่อให้ดูเนียนๆ ราวกับว่าอยากจะไปเขียนหน้าคู่อาฆาตแล้วเผามันให้ไหม้เป็นจุณเสียเต็มแก่

          ไม่ต้องเอาตุ๊กตาสาปแช่งแล้วโคโด! คำพูดของโอลริชลอยเข้ามาในหัว เขาไม่ได้พูดแบบนั้นซะทีเดียวหรอก มันมีคำด่าพ่อล่อแม่และคำหยาบอีกเป็นพรวน แต่ให้ตายเถอะ แล้วจะต้องให้ข้าทำยังไง? จะให้อยู่ดีๆ เดินเข้าไปชวนคุยเลยงั้นเหรอ?

          “มีอะไรให้ชั้นช่วยมั้ย?” หล่อนเอ่ยถาม นัยน์ตาดำมืดเหมือนยามราตรีพร้อมรอยเปื้อนสีแดงจากงานเฉลิมฉลองเมื่อคืนที่ยังติดอยู่บนใบหน้าของนางกว่าครึ่ง

 

Art by: Randy Vargas       

 

          “ข้า เอ่อ…อ่า..” ข้ายื่นตุ๊กตาและแท่งถ่านหาหญิงสาว “ข้าอยากจะซื้อพวกนี้น่ะ”

          หล่อนฉกเอาของทั้งคู่ออกไปจากมือ “อย่าเลย เจ้าน่ะเข้ามาที่ร้านนี้ทุกอาทิตย์มาเดือนกว่าแล้ว คราวก่อนที่เข้ามาเจ้าก็ซื้อแผ่นกระดาษสาปแช่งไปเป็นปึก ข้าต้องปลุกเสกมาแทนไม่รู้ตั้งเท่าไร! ขนาดเจ้าแม่ไลโซดายังไม่มีศัตรูคู่แค้นเยอะนาดนั้นเลย เจ้าต้องการอะไรกันแน่?”

          แนะนำตัวเองเข้าสิ หาเรื่องชวนคุย เจ้ามันเป็นปีศาจนะโคโด อกผายไหล่ผึ่งหน้าตึงเขาตั้งแล้วทำตัวแมนๆ หน่อย!

          “พวกเรา…” ข้าพูดตะกุกตะกัก “เจ้ากับข้า พวกเรา เอ่อ…” พวกเราเคยพบกันตามงานปาร์ตี้หลายครั้ง เคยคุ้มคลั่ง สำเริงสำราญในกามารมณ์และเคยทรมานสุดขั้วไปกับการแสดงแสนหฤหรรษ์ สำหรับชาวมนุษย์แล้ว นางเข้มแข็งมากทั้งกายและใจ ไม่เคยสะทกสะท้านหวั่นไหวไปกับนักกายกรรมแห่งความเจ็บปวด—พวกเขมือบเศษแก้ว พวกเดินตะลุยเพลิง หรือตัวตลกที่โยนหัวกะโหลกไฟลุกท่วม…แต่ความอดทนของหล่อนก็มาถึงขีดสุดเอาตอนที่มีออร์เกอร์ตัวหนึ่งคิดจะลากรถเข็นซึ่งมีปีศาจอิ้มพ์อยู่ข้างในเต็มไปหมดโดยใช้ตะขอสำหรับลากคล้องเกี่ยวเอาไว้กับขอบหนังตาล่างของมัน เห็นได้ชัดว่าคืนนั้นคงมีตัวอิ้มพ์ในรถเข็นเยอะไปหน่อยเพราะเมื่อเสียงโหยหวลของมันดังก้องไปทั่วลานปาร์ตี้ มือของนางก็เผลอมากุมเข้ากับมือข้าและไม่ได้ปล่อยห่างจากกันเลยตลอดทั้งคืน พวกเราทั้งดื่ม ทั้งเต้นรำ ทั้งจูบแล้วก็หัวร่องอหายเมื่อมารู้ว่าเราทั้งสองต่างใช้คำว่า ‘มายา’ แทนคำปลอดภัยเวลาทำกิจกรรมเหมือนๆ กัน “พวกเรา…” ข้าพยายามใช้สองมือแสดงท่าทางอุจาดๆ เพื่อบอกใบ้ให้นางรู้ถึงสารพัดสิ่งที่เคยร่วมกระทำ แต่หล่อนก็แค่หรี่ตามอง รอคอยให้ข้าพูดอะไรออกมาสักอย่าง

          “โอ้ เจ้าอสูรสองโหนก!” หล่อนอุทานขึ้น

          ข้าพยักหน้า แต่แล้วก็พลอยเห็นว่ามีคนอื่นกำลังเข้ามาในร้านและนางก็หันไปสนใจทางนั้นแทน กลิ่นสาบจางๆ ของมวลสารทำให้ข้าผงะ รูปร่างของเงาและบรรยากาศรอบๆ พลันผิดเพี้ยนไปราวกับไม่รู้ตัวว่าจริงๆ แล้วมันต้องคงสภาพเดิมเอาไว้อย่างไร ข้าหันหลังกลับไปและเห็นเนเตอร์บีสท์ตนหนึ่ง—ซากร่างที่เหมือนก้อนอัดแน่นจากหลายๆ สิ่งพร้อมท่อนแขนที่ยื่นออกจากช่วงลำตัวที่มีกระดูกสันหลังแปลกประหลาดอยู่ทั้งสองข้าง ด้านหน้าและด้านหลัง ดูๆ ไปแล้วส่วนศีรษะก็ไม่มีเหมือนกันแต่ข้ารู้ได้ทันทีว่ามันกำลังจ้องมองข้าอยู่แน่ๆ

 

Art by: Simon Dominic

 

          “เรายังไม่จบเรื่องกันนะ” หล่อนว่าพลางผละไปดูแลลูกค้าคนใหม่ นางเอาถุงผ้าหยาบที่อยู่บนเคาน์เตอร์ห้อยไปบนแขนทั้งสองข้างของมันจนเต็ม

          ระหว่างที่นางกำลังยุ่ง ข้าปลุกใจตนเองเรียกความกล้ากลับคืนมา ถ้าครั้งนี้พลาด ข้าคงไม่มีโอกาสต่อไปอีกเป็นแน่ คนสุดท้ายจากทั่วทั้งราฟนิก้าที่ไม่ควรไปยั่วน้ำโหเลยอย่างยิ่งก็คือจอมเวทย์สาปแช่งนี่แหล่ะ

          “บอกเจ้านายแกด้วยนะว่าขอให้สนุกกับเทศกาลคลั่งนี้ เอาให้แบบหยาบช้าโสมมสุดๆ ไปเลย!” นางว่าพลางโบกมืออำลาอสูรที่มีสองแผ่นหลังนั่นไปด้วยรอยยิ้ม วินาทีต่อมาใบหน้าหล่อนกลับมาบึ้งตึงอีกครั้งแล้วก็เดินโครมๆ กลับมาหาข้า

          “สวัสดี” ข้าพูดพลางยื่นมือให้จับ “ข้าชื่อโคโดแล้ก พวกเราเคยสนุกด้วยกันบ้างตามงานที่ผ่านๆ มา”

          นางมองข้าหัวจรดเท้าพลางเอามือกอดอก “ก็ว่างั้น เจ้าดูคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่ หน้ากากหนังสีแดง? ลูกตุ้มเหล็กสองข้างห้อยลงมาจากห่วงโซ่คล้องคอ?” หล่อนทำเสียงครางฮือในลำคอ “เจ้ารู้ใช่มั้ยว่านี่มันที่ทำงานของข้า?”

          “ไอ้ตัวนอกรีต!” เสียงของชายชราดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ตะโกนใส่อสูรเนเตอร์บรสท์ “พวกเศษซาก!”

          ข้าพยายามเมินเสียงของเขาแล้วใช้สมาธิกับคนที่อยู่ตรงหน้า “ข้ารู้ดีว่านี่มันไม่สมควรอย่างยิ่ง แต่ข้าแค่คิดว่าเรา—”

          “เจ้าคิดว่าเรามีสายสัมพันธ์ลับๆ บางอย่างที่กินแผ่เข้ามาในชีวิตส่วนตัวของพวกเรางั้นสิ?”

          แหม ถ้าพูดออกมาโจ่งแจ้งซะขนาดนั้นมันก็ฟังดูแย่จริงๆ นั่นแหล่ะ ข้ายิ้มแบบไม่ให้เสียฟอร์ม “คือ แถวๆ นี้มีร้านชื่อมอคเทิร์น ไม่ไกลเท่าไร คืนนี้…”

          “แล้วไง?”

          “ข้าอยากจะชวนเจ้ามาน่ะ ข้าเองมีโชว์การแสดงด้วย เป็นประมาณว่าอ่านกลอนบนเวทีต่อสาธารณชนประมาณนั้น”

          “ขอผ่านเลยละกัน คืนนี้เป็นคืนแรกของเทศกาลคลั่งแล้วข้าก็ทำตุ๊กตาสาปแช่งไม่ทันด้วย แต่ก็คงไม่มีความหมายอยู่ดีตราบใดที่ไอ้เบื้อกอาโซเรียสนั่นยืนตะโกนเย้วๆ อยู่หน้าร้าน ไล่ลูกค้าแบบนี้”

          “ทำไมเจ้าไม่ทำแบบ…แบบว่า…” ข้าชี้ไปที่ตุ๊กตาพลางทำเสียงระเบิดแล้วสั่นปลายนิ้วไหวๆ เหมือนสะเก็ดระเบิดตก

          “มันมีประกาศกฏหมายใหม่ขึ้นฟ้าเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผู้ใช้คาถาสาปแช่งใส่สมาชิกแห่งสภาอาโซเรียสต้องโดนลงโทษจำคุก เจ้านี่มันก็น่ารำคาญจริงแต่ข้าก็ไม่ขอเสี่ยงเสียร้านนี้ไปเพราะเรื่องนี้หรอกนะ”

          บางทีหล่อนอาจจะไม่กล้าเสี่ยงไล่ตะเพิดเขาไป แต่สำหรับตัวข้าไม่มีอะไรให้เสียอยู่แล้ว ข้าดึงเอากระดาษคำสาบมาแผ่นหนึ่งจากถังขยะพร้อมกับแท่งถ่านแล้วเดินตรงไปที่หน้าต่าง ตาเฒ่าจากกิลด์อาโซเรียสเปลี่ยนไปตะโกนใส่ออร์เกอร์คู่หนึ่งแทน เนินเขาเดริเซียน (Derision’s Peak) และบริเวณใกล้เคียงนี้ตกอยู่ในการควบคุมของแรคดอสมานานตั้งแต่ก่อนข้าจำความได้ซะอีก ซึ่งอย่างน้อยๆ ก็น่าจะหลายพันปีอยู่ แต่พักหลังนี้พวกอาโซเรียสเริ่มเข้ามาจุ้นจ้าน กว้านซื้อที่ดินราคาถูก ติดตั้งรอยแยกมิติสอดแนมทุกแห่งหนแล้วยังมีหน้ามาบ่นด่าเวลาการแสดงตามรายทางกระเด็นเข้าไปเลอะสนามหญ้าที่ตกแต่งซะสวยเก๋นั่นในแต่ละคืน บ้าบอเหลือเกินที่ต้องเห็นชุมชนของข้ามาตกเป็นเหยื่อความยุติธรรมและระเบียบวินัย

          ข้าสเก็ตช์ภาพชายคนนั้นอย่างรวดเร็ว ความสามารถด้านวาดรูปของข้าออกจะหยาบไปเสียหน่อยแต่ข้าสัมผัสได้ถึงกระแสของเวทมนต์ที่ไหลเอ่อออกมาจากแผ่นต้องสาปนั่นแล้วเชื่อมโยงภาพร่างเข้ากับบุคคลจริงๆ ด้วยเส้นด้ายล่องหน รูปวาดเริ่มเคลื่อนไหวเหมือนมีชีวิตพร้อมๆ กับลายเส้นที่ขยับสะท้อนตัวของคนจริงๆ ในขณะนั้นอย่างชัดเจน ข้าเคาะกระจกดึงความสนใจแล้วชายแก่ก็หันหน้ามา ข้าทาบแผ่นกระดาษไปชิดกับกระจก เขาคงไม่มีความรู้เกี่ยวกับแผ่นต้องสาปนี้เลยเพราะไม่มีปฏิกริยาใดๆ กับภาพสเก็ตช์ มันเป็นไสยศาสตร์แบบอ่อนๆ มักจะถูกใช้โดยพวกเด็กๆ เอาไว้แกล้งญาติพี่น้องหรือพวกพ่อแม่ที่ไม่ยอมตามใจ ผลของมันแค่ทำให้ปวดเสียดที่ศีรษะรุนแรงเฉียบพลันแค่สักหนึ่งหรือสองนาทีก่อนที่อาการจะหายเป็นปลิดทิ้ง ใครๆ ก็ทำได้ ง่ายดายแบบเด็กๆ

 

Art by: Wesley Burt             

 

          ชายแก่มองดูข้าฉีกแผ่นกระดาษลงมาเป็นทางตามแนวยาว รอยฉีกกินภาพวาดขาดเป็นสองเสี่ยง เขาใช้มือสองข้างกุมขมับแน่นพลางกรีดร้องสุดเสียง พอกระดาษขาดแยกลงมาถึงโพรงจมูก เขาก็มีอาการวิงเวียน มึนงง แล้ววิ่งเปิดแน่บหายลับไป

          “เป็นไงล่ะ” ข้าพูด “จัดการปัญหาเรียบร้อย”

          ท่าทางของนางดูไม่ค่อยประทับใจเท่าไรนัก “เออสิ แล้วอีกซักสิบนาทีพวกหน่วยจับกุมอาโซเรียสสักกองหนึ่งก็จะมาเคาะประตูหน้าร้านชั้นเนี่ย จะให้ทำมาค้าขายยังไงล่ะถ้าโดนจับไปขังที่คุกอุตเซค (Udzec)”

          ข้าได้แต่เฝ้ารอว่าเมื่อไรนางจะเอ่ยปากไล่ข้าไปให้พ้นเสียที จะได้ถึงคราวกลับบ้านและลืมประสบการณ์แสนห่อเหี่ยวใจนี้ซะ แต่ท่าทางของนางก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เจ้าหล่อนไม่ได้เอามือกอดอก ไม่ได้ดูฉุนเฉียวแล้ว อย่าเข้าใจข้าผิดนะ คือยังดูออกจะรำคาญๆ อยู่แต่มันดูเหมือนว่าเราเผชิญปัญหาด้วยกัน ลงเรือลำเดียวกันแล้ว

          “เจ้าต้องขายตุ๊กตาอีกกี่ตัว?” ข้าถามขึ้น

          “อีกสามสิบตัว ถึงจะเท่าทุนสำหรับอาทิตย์นี้”

          “ถ้าแค่นั้นเจ้าขายได้แน่คืนนี้ที่ร้านมอคเทิร์น เจ้าของคลับเป็นเพื่อนรักข้าเอง ข้ามั่นใจว่าเขาจะยอมให้เจ้าเปิดแผงขาย พวกหน่วยจับกุมไม่มีเวลามายุ่งวุ่นวายกับร้านละเมิดขายตุ๊กตาสาปแช่งหรอก ทันทีที่เทศกาลคลั่งมันเริ่มล่ะก็นะ”

          “จริงเหรอ?” หล่อนเลิกคิ้วปนเคลือบแคลงใจเล็กน้อย แต่ก็ยื่นมือนางมาจับ “ข้าชื่อซิต้า แน่ใจนะว่าเพื่อของเจ้าจะไม่รังเกียจ?”

          ซิต้านี่เอง ข้าได้ชื่อหล่อนแล้ว เจ้าปีศาจแสนกลเอ๋ย

          ข้าฉีกยิ้มออกกว้าง “ข้ากับโอลริชน่ะเป็นเหมือนครอบครัวเดียวกัน ไม่มีทางที่เขาจะปฎิเสธหรอก”

 


 

          “ข้าขอปฎิเสธ” โอลริชพูดพลางแอบมองลอดผ้าม่านสีแดงดั่งโลหิตบนเวทีออกไปยังพื้นหินที่ผู้ชมกำลังจะทยอยเข้ามารวมตัวกันในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ซิต้ายืนอยู่ใกล้ๆ ตะแกรงเตาผิงที่ไฟมอดไปหมดแล้ว ถุงผ้าหยาบยี่สิบกว่าถุงกองเรียงรายอยู่บนพื้นข้างๆ เท้า ด้านในเต็มไปด้วยตุ๊กตาที่นางทำขึ้นมาอย่างสุดฝีมือ “ข้าไม่มีทางโดนรวบเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเวทสาปแช่งหรอกโว้ย พวกอาโซเรียสมันพร้อมออกตระเวนเต็มกำลังคืนนี้เพื่อรอจับคนละเมิดกฎแน่ๆ”

          “แกไม่เคยกลัวพวกมันมาก่อนนี่หว่า แล้วที่แกเล่นงานตุลาการบาน (Dovin Baan) เมื่อหลายเดือนก่อนล่ะ อันนั้นมันเป็นตำนานไปแล้วนะรู้มั้ย”

          “เดี๋ยวนี้มันไม่เหมือนก่อนแล้วโคโด” โอลริช ปีศาจคลั่งตัวจ้อยวิ่งตะกุยไปบนพื้นด้วยแขนขาทั้งสี่ข้างไปทางห้องที่ดูคล้ายๆ ว่าจะเป็นโรงครัวสำหรับอาคารแห่งนี้

          “ข้าจะใช้เส้นให้เอ้า ข้าจะให้เจ้าได้แสดงที่วังริกซ์ มาร์ดิ (Rix Maadi)” ข้าตะโกนไล่หลังไป เขาหยุดพลางเอี้ยวตัวกลับมา ความฝันอันสูงสุดของโอลริชคือการได้แสดงในโถงใหญ่แห่งกิลด์ของเรา แต่การจะได้คิวเข้าไปเล่นนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เว้นเสียแต่ว่าผู้ชมหรือแฟนคลับมีมาเป็นหลักหมื่น เขาโผหลับเข้ามาในอ้อมแขนของข้าจนสายตาเราประสานกัน ทีนี้ล่ะเขาตั้งใจฟังข้าแล้ว “ข้าไม่ได้แสดงที่นั่นมาร่วมสองร้อยปีแล้ว แต่ข้ายังรู้จักหลายคณะอยู่ ข้าจะให้เจ้าได้แสดงบนเวทีหลักที่ลานเทศกาลเลย! ลองนึกภาพไอร้อนอบอ้าว กลิ่นฉุนของกำมะถันอัดแน่นในปอดเจ้าสิ ได้โปรดเถอะนะ…”

 

Art by: Deruchenko Alexander

 

         “ก็ได้ๆ แต่หล่อนต้องอยู่ในมุมเท่านั้น ส่วนเจ้า หาที่แสดงให้ข้าตรงหน้าท่านแรคดอสด้วยล่ะ!”

         “ท่านแรคดอสกับข้า พวกเราก็ซี้กัน เป็นเหมือนครอบครัวอยู่แล้ว…” ข้าบอก แล้วสิบวินาทีต่อมาก็เอาข่าวดีนี้ไปรายงานกับซิต้า

          ฝูงชนเริ่มหลั่งไหลกันเข้ามาไม่นานหลังจากที่หล่อนตั้งแผงเสร็จ ทำเลอาจจะไม่ดีนักแต่อย่างน้อยก็อยู่ไกลจากทางเข้ามากพอที่จะไม่เป็นเป้าสายตาจากพวกหน่วยจับกุมที่ผ่านไปมาด้านนอก ซิต้ายังดูเหมือนไม่ค่อยประทับใจในตัวข้าสักเท่าไรแต่นางก็ไม่ได้เผาตุ๊กตาผีสาปแช่งข้า อีกไม่ช้า นางก็จะได้ยินบทกวีที่ข้าแต่งซึ่งรับประกันได้ว่าต้องทำให้เกิดอารมณ์เป็นแน่…ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งน่ะนะ

โอลริชเริ่มเปิดฟลอร์ทักทายคนดูด้วยความทะเล้นของพวกปีศาจและตามด้วยมุขล้อเลียนนิฟมิซเซทแบบเหมือนตัวจริงอย่างกับแกะซึ่งรวมทั้งการพ่นไฟใส่เท้าเหล่าคนดูผู้น่าสงสารที่โง่พอจะมานั่งกันในแถวหน้าสุด ลีลาเขาดีมากคืนนี้ ความคิดที่ว่าจะได้ไปแสดงในริกซ์มาร์ดิคงเป็นแรงจูงใจชั้นเลิศ พวกนักแสดงชั้นกลางทั่วไปต่างหวังแบบนี้กันทั้งนั้น จะว่าอะไรพวกเขาก็ไม่ได้หรอกนะ ที่ริกซ์มาร์ดิ เสียงหัวเราะมันดังกว่า กลเม็ดท่วงท่าแพรวพราวกว่า เลือดสีแดงกว่า ข้นกว่าแถมยังหอมหวานกว่ามาก กี่คืนต่อกี่คืนที่ได้แสดงแล้วดื่มด่ำไปกับรางวัล ร่วมเสพย์ความสุขทางเนื้อหนังทุกแขนง ค่อยๆ สร้างชื่อเสียงสร้างกลุ่มผู้คลั่งไคล้ติดตามในกลกามคาวโลกีย์ผ่านการแสดง จนกระทั่งวันหนึ่งท่านแรคดอสก็สังเกตุเห็นว่าเริ่มมีแฟนคลับมากกว่าตัวท่านเองแล้ว

          เขาก็สังหารคนพวกนั้นไปสักครึ่งหนึ่ง

          หลังจากเหตุการณ์นั้น กลต่างๆ เริ่มแผ่วลง เสียงหัวเราะเริ่มมีขีดจำกัด ส่วนเลือดก็ค่อยๆ ไหลน้อยลงๆ เจ้าไม่มีสิทธิ์ทำอะไรได้หรอกนอกจากเก็บกระเป๋าแล้วออกมาหากินตามถนนในราฟนิก้า หากินกับการอ่านบทกลอนให้พวกคนเมาฟัง

          ข้าเดินขึ้นบนเวที สวมแว่นแล้วก้มลงมองกระดาษโน้ตยับยู่ยี่ในมือ เสียงกลองดังรัวขึ้นมาจากฉากหลัง ผิวหนังบางๆ ของมนุษย์ที่ถูกขึงจนตึงส่งเสียงโน้ตแหลมสูงสะท้อนก้องไปทั่วฟลอร์ ข้าเริ่มอ่านบทกลอนในมือ:

            โลหะ ห่วงโซ่ โลหิต มีดคม

            ลูกชาย ลูกสาว สามี ภรรยา

            ชีวิตร่วงไหลลงท่อ

            หากไร้หฤหรรษ์ ความเจ็บปวดมิก่อ

 

            ช่วงเวลาที่สูญหาย กว่าแรมปีที่ถูกขโมย

            เวลาผ่านล่วง แต่ดวงใจก็ยังคงโหย

            ข้างนอกของบ้านที่ความรักเคยอยู่

            บัดนี้ยมฑูตนั่งรอพร้อมพรมมาปู

 

          ผู้ฟังคนหนึ่งปรบมือแปะๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้ ข้าเงยหน้าขึ้นมองโดยหวังลึกๆ ว่าจะเป็นซิต้าแต่เปล่าเลย ฝูงชนบนฟลอร์กำลังสนุกกันจนลืมตัวไปกับเหล้าเอลล้นแก้วและการตั้งวงซุบซิบเมามันส์ ข้าดึงให้คนดูกลับมาสนใจได้แน่แต่คงต้องทำอะไรที่สุ่มเสี่ยงเอาซะหน่อย

          ข้าทำเสียงกลั้วลำคอน่ารังเกียจออกมาเพื่อดึงความสนใจ “นี่แน่ะ ข้าว่าพวกท่านก็คงสังเกตุเห็นไอ้ประตูมิติสอดแนมเต็มไปหมดเลยใช่มั้ยเดี๋ยวนี้ จู่ๆ ก็โผล่วูบาบออกมากลางอากาศแล้วพริบตาเดียวมันแว้บหายไปทันทีที่เรามอง ขนาดจะไปอึทั้งทียังอดคิดไม่ได้ว่าไอ้พวกจอมเวทพยากรณ์ของอาโซเรียสจะแอบดูรึเปล่าว่าเราเบ่งแรงขนาดไหนในส้วม แต่ถ้าจะว่ากันจริงๆ  ซุปข้นของโอลริชที่ไปแผลงฤทธิ์ในลำไส้นี่น่าจะเป็นความผิดอุกฉกรรจ์ถึงขั้นจับขังคุกได้เลยนะ!”

          “ซุปข้าไม่ได้มีปัญหาโว้ย ก็กินมันอยู่ทุกวันนี่ไง!” โอลริชตะโกนสวนมาจากข้างเวทีแต่ก็ช้าไปเสียแล้ว คนดูเริ่มหัวเราะและสนใจข้าขึ้นมาบ้าง

          “ก็กระเพาะแกมันหุ้มเหล็กไงล่ะเพื่อนยาก แถมเทคนิคการบังคับหูรูดของแกนี่มันก็หาใครเทียบไม่ได้!” ข้าชี้ไปยังปีศาจอีกตนที่นั่งอยู่ในแถวหน้าพร้อมกับช้อนที่จุ่มลงไปในถ้วยซุป “แต่สำหรับปีศาจอาภัพตรงหน้าข้านี่ เกรงว่ากฎบัญญัติอาโซเรียสวาระที่ 3435-T กำลังจะถูกละเมิดแล้ว…ใช้วัตถุระเบิดในที่แคบ ซึ่งที่แคบนั้นก็คือ…กางเกงในเขาไงล่ะ!!”

          ข้าสนุกสนานไปกับเสียงหวีดร้อง เสียงโห่หัวเราะคลุ้มคลั่ง ออเกอร์ตัวหนึ่งกระโดดพรวดจากเก้าอี้แล้วคว้าหมับเข้าที่เชิงเทียนห้อยหัวจากด้านบน มันแกว่งตัวไปมาด้วยท่วงท่านักกายกรรมซึ่งแม้ว่าผ้าพันรอบเอวหรูหราไม่ได้ช่วยให้การแสดงนั้นเป็นไปอย่างง่ายดายนักและเศษปูนจากเพดานก็ร่วงกราวลงมาพื้นด้านล่าง แต่สายตาทุกคู่ก็จดจ้องไปที่ลีลาอันพริ้วไหวนั้นด้วยความอัศจรรย์ อย่างน้อยก็จนกว่าเหล็กแหลมที่ฝังไว้ตรงหัวไหล่ของมันไปเกี่ยวเข้ากับช่องลวดลายของเชิงเทียน

          เมื่อผิวหนังฉีกขาด เจ้าออเกอร์ร่วงกลับลงไปยังที่นั่งตามเดิมพร้อมเสียงโอดครวญเจ็บปวดแล้วก็ยกเหล้าเอลเข้ามาซดเฮือกใหญ่เพื่อจะกลบเกลื่อนความอับอาย แต่กลิ่นของเลือดยังคงลอยคว้างอยู่ในห้องโถงซึ่งบรรยากาศผู้ชมที่เมื่อสักครู่พึ่งเริ่มเครื่องติด ตอนนี้อารมณ์ลุกโหมเป็นไฟกันหมดแล้ว

          “แล้วไหนจะกฎบัญญัติบนท้องฟ้าที่ออกมาติดๆ กันล่ะ มีรูนกฎหมายใหม่เปล่งแสงขึ้นมาเหนือนิวพราฟว์ (New Prahv) บ่อยจนท้องฟ้าข้างบนกิลด์มันสว่างยิ่งกว่าเทียนฉลองวันเกิดของท่านแรคดอสซะอีก มันสว่างจ้าเสียจนทำเอาพวกอาโซเรียสผิวไหม้เกรียมระหว่างทางไปทำงานหันหมดแล้ว!” ข้ายกมือขึ้นป้องใบหน้าราวกับกำลังจ้องมองไปยังพระอาทิตย์ “โอ้ยย! ผิวไหม้หมดแล้ว! แต่ใช่ว่าผิดแดงแจ๋แบบนี้จะไม่เซ็กซี่เสียหน่อย ข้าพูดถูกมั้ยเล่า?” ข้าโพสท่ายั่วยวนจนเสียงหัวเราะดังลั่นทั่วบริเวณ มีคนผิวปากแซวเสียด้วยซึ่งจะว่าผิดหวังก็คงไม่ได้เพราะมันมาจากซิต้านั่นเอง

 

 

          “อย่างที่รู้ๆ กันอยู่นะ คุกอุตเซคพึ่งเปิดไม่นานมานี้เอง โคตร อภิ มหา คุก” เสียงบู่โห่ไล่ดังขึ้นมาแทบจะทันที “ข้าเข้าใจๆ ใครมีมีญาติพี่น้องหรือคนรู้จักอยู่ในอุตเซคบ้างล่ะ?” ผู้ชมเกือบทั้งห้องพากันยกมือ “ข้าได้ข่าวว่ามันเต็มเอี้ยดหมดแล้ว นักโทษห้าหมื่นคนยัดกันอยู่ในแท่งหินนั่น แต่พวกเจ้ารู้ไหมว่ามีอะไรในราฟนิก้าที่แม่งทั้งแน่นจนล้นซะยิ่งกว่าอุตเซค ก็อีโก้ของโดวิน บานนั่นไงล่ะ!” ข้าแสร้งทำท่าเป็นจัดแจงเสื้อกั๊กนอก แล้วเดินหลังตรงเด่พร้อมกับขมิบก้นราวกับมีแท่งเหล็กแหลมร้อนจิ้มตูดอยู่ ข้าเชิดหน้าไปพลางชี้นิ้วไปที่คนนั้นคนนี้ที่นั่งชมพลางเลียนแบบเสียงหัวกิลด์อาโซเรียสให้เหมือนที่สุด “เอาเจ้าไปเข้าห้องขัง เอาเจ้านั่นไปเข้าห้องขัง และแกด้วย! จับทุกคนเข้าคุกให้หมด!” คนดูหัวเราชอบใจยกใหญ่ “พวกชาวเมืองอย่างเจ้าบังอาจหัวเราะเยาะข้างั้นรึ? ถ้าโดวินบานอยู่ห้ามใครหัวเราะเข้าใจมั้ย?!”

          ทันใดนั้นทั้งร้านเปลี่ยนไปเป็นเงียบเชียบราวป่าช้า ข้าชะเง้อมองไปด้านหลังและเห็นหน่วยจับกุมของอาโซเรียสยืนออกกันอยู่ตรงทางเข้า ข้าทำเสียงกระแอมในลำคออีกครั้งหนึ่งพร้อมกับใส่เกียร์ถอยหันไปแซะพวกเผ่ากรูลแทน เสียงหัวเราะกลับกลายมาเป็นฝืนๆ ไม่เหมือนเมื่อสักครู่ บรรยากาศภายในคลับเริ่มอึมครึมตึงเครียดแต่ข้าก็ทนแสดงให้จบรอบจนได้—ยี่สิบสามนาทีแห่งความทรมานล้วนๆ แต่คนดูเริ่มทยอยออกไปจนบางตาลงตั้งแต่ครึ่งทางแล้วล่ะ กระทั่งซิต้าเองก็ทำหน้าเหมือนจะอยากกลับเสียเต็มทน พอข้าปล่อยมุขชุดสุดท้ายเสร็จสิ้น ข้ารีบกลับไปรวบรวมสติที่ด้านหลังเวที พวกอาโซเรียสไม่เคยทำให้ข้าขนหัวลุกแบบนี้มาก่อน ถ้าเป็นเมื่อสักร้อยปีที่แล้ว พวกเราคงรวมหัวกันไล่ทหารพวกนั้นให้อายจนมุดหน้าหนีหางจุกตูดออกนอกร้านไปหมด แต่ช่วงสองสามเดือนมานี่มันมีอะไรบางอย่างเปลี่ยนไป เดี๋ยวนี้จะทำอะไรก็เกร็งไปหมด กังวลว่าจะโดนจับแม้กระทั่งทำเรื่องจิ๊บจ๊อยอย่างการใช้กระดาษคำสาป

          “ข้าเคยเห็นการแสดงที่ห่วยกว่านี้น่า” โอลริชกระโดดขึ้นมาเกาะไหล่พลางพูดปลอบประโลม เจ้าหมอนี่มันโกหกเก่งเป็นประจำอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยครั้งนี้ก็ทำให้ข้ารู้สึกดีมาได้บ้าง

 


 

         ข้าช่วยซิต้าหิ้วถุงกลับมาที่ร้านของนาง ตอนนี้น่าจะปลอดภัยขึ้นมาหน่อยหลังจากที่เทศกาลคลั่งได้เริ่มไปเต็มตัวแล้ว พวกโฆษกต่างเต้นระบำกันไปตามขบวนพลางเขวี้ยงสร้อยคอกระดูสันหลังชุบทองไปท่างกลางฝูงชน นักดนตรีออร์แกนบรรเลงเสียงเพลงเสียดแก้วหูด้วยทำนองที่เรียกว่าบทเพลงแทบไม่ได้ กลิ่นชวนคลื่นเหียนอาเจียนลอยคลุ้งตามถนนเกลื่อนไปหมด เสียงกระดิ่งพิฆาตดังแว่วมาเป็นระยะ—สัญญาณบ่งบอกถึงจำนวนดวงวิญญาณที่แรคดอสเก็บเกี่ยวไปในปีนี้ ข้าเมินกิจกรรมทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ตอนนี้ข้าไม่มีอารมณ์จะมาเฉลิมฉลองอะไรทั้งนั้น

          “นี่ข้าคิดไปเองรึเปล่า เหมือนเราเอาตุ๊กตาสาปแช่งกลับมาเยอะกว่าตอนเอาไปนะ?” ข้าถามซิต้า

          “ข้าขายไปสิบสองตัว แต่ตอนที่หน่วยจับกุมเข้ามาทุกคนก็ขอเรียกเงินคืนกันหมด ระหว่างที่เจ้าขึ้นแสดงข้าก็นั่งทำเพิ่มไปด้วย ต้องหาอะไรฆ่าเวลาทำหน่อยเข้าใจไหม?”

          “เจ็บจุก” นั่นแหละปิดจ้อบ ข้าคงจะไม่ได้เจอนางอีกต่อไปแล้ว อย่างน้อยๆ ก็ในตอนที่ถอดหน้ากาก เดินไปอีกสามช่วงตึกแล้วหล่อนก็จะออกจากชีวิตของข้าไปตลอดกาล

          “เฮ้ย ดูนั่นสิ” ซิต้าพูดพลางชี้ไปที่รอยขีดเขียนกราฟิตี้ที่ด้านข้างของร้านเครื่องหนัง: ไอ้กาก โดวิน แบน ไปอมไข่เดรคเน่าซะ “สะกด ‘บาน’ ก็ผิดซะงั้น หมอนี่มันอาจจะเป็นพวกชอบหักหลังไต่ขึ้นตำแหน่งก็จริง แต่ไหนๆ จะด่าใครสักคนแล้วหัดเขียนชื่อให้มันถูกซะบ้าง” ร่องรอยอักษรเวทยังสดใหม่อยู่ ซิต้าใช้พลังปรับตัวหนังสือจากสระ แ ให้เพิ่มเป็น า ตรงกลาง  “ดีขึ้นมั้ย?”

          “ก็พอได้นะ” ข้าตอบพลางเตะก้อนกรวดตามพื้น เราเดินกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาติดที่ขบวนพาเหรด แท่นรองที่ประดับประดาตกแต่งไว้อย่างสวยงามเคลื่อนผ่านถนนโดยมีอสูรร่างยักษ์คอยแบกมันเอาไว้ ตัวตลกหลายคนกระโดดหยองแหย็งไปตามกงล้อหนามเหล็กและกรงทรมาน ท่าทางของพวกเขาดูช่างร่าเริง ไม่แยแสต่อสิ่งใดทั้งๆ ที่หากพลาดเพียงก้าวเดียวนั่นหมายถึงความตายอย่างแน่นอน

 

Art by: Jonas de Ro

 

          ข้าเผลอตัวจ้องมองพวกมันนานเกินไปจนตัวตลกคนหนึ่งเพ่งสายตาตรึงเขม็งมาที่ข้าจนทำให้รู้สึกอยากอาสาออกไปร่วมด้วย ข้าก้าวขึ้นไปยืนบนแท่นแล้วตรงเข้าไปที่บันไดทรงชำรุดบิดเบี้ยวจะพังมิพังแหล่ของลูกกรงทรมาน ถ้าข้าเสียท่าร่วงตกลงไปหนามแหลมนับไม่ถ้วนรอทิ่มแทงข้าอยู่ น่าจะเป็นปลายอาบยาพิษซะด้วยเพราะเสียงร้องเจ็บปวดดังเท่าไรมันยิ่งเรียกเสียงเชียร์ได้มากเท่านั้น ซึ่งระดับเทศกาลคลั่งไม่มีใครจะมาทำตัวเจี๋ยมเจี่ยมอยู่แล้ว แต่ข้าเองก็ใช่ว่าจะเป็นอาสาสมัครหน้าใหม่อย่างที่ใครๆ คิดหรอกนะ ข้ากินอยู่มากับลูกกรงทรมานนี่มาร่วมพันปี ข้าโชว์ฟอร์มกระโดดม้วนตัวตีลังกาสองรอบแล้วจับราวหนึ่งไว้ ก่อนจะโหนตัวไปยังราวถัดไป เหวี่ยงร่างจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งในขณะที่พาตนเองสูงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งข้าพาตัวสูงมากเท่าไรราวเหล็กเหมือนโครงกระดูกนี้ก็ยิ่งสั่นไหวไม่ค่อยปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น งานเชื่อมก็ทำกันอย่างลวกๆ ส่วนเหล็กก็บางซะเหลือเกิน แต่ข้าก็พยายามไม่ว่อกแว่กแล้วรวบรวมสมาธิไปกับการแสดงตรงหน้า สำหรับท่าจบ ข้าก้มตีลังกาเหยียดข้าตั้งโดยใช้มือเดียวยันพื้นอยู่บนปากปล่องไฟที่กำลังพ่นพระเพลิงร้อนแรง แล้วจึงค่อยๆ ไต่กลับลงมาที่คนดูเบื้องล่างพร้อมเสียงเชียร์ปรบมือจากทุกสารทิศ

          หลังจากดมกลิ่นเหม็นไหม้ของผิวหนังข้าเองได้สักสิบวินาที ความอยากอาหารก็เข้ามาแทนที่ ข้ามองหาร้านขายของกินข้างทางแล้วสั่งเนื้อปีศาจอบน้ำผึ้งรมควันมาให้เราสองคนได้แบ่งกัน เนื้อมันเปื่อยนุ่มจนแทบจะลื่นหลุดออกจากกระดูก

          “เจ้าน่าจะแสดงแบบนั้นบ้างนะ” ซิต้าเอ่ยพลางขยับตัวเข้ามาใกล้ หล่อนใช้ลิ้นตวัดเลียซอสสีแดงออกจากปลายนิ้ว กำแพงระหว่างเราที่นางสร้างขึ้นดูเหมือนจะเลือนหายไปหมดแล้ว จริงๆ แล้วดีกว่าเลือนหายไปซะอีก หล่อนพูดจาเหมือนกำแพงนั้นไม่เคยมีอยู่เลย “เจ้าแสดงได้สุดยอดมาก”

          “ข้าเคยโชว์แบบนั้นมาบ้าง…เมื่อก่อนอ่ะนะ”

          นางเชิดสายตามองมาราวกับให้ข้าพร้อมยินยอมมอบหัวใจ แต่เสียงฝีเท้าหนักแน่นย่ำลงบนฟุตบาทด้านหลังมาขัดจังหวะเสียก่อน เราทั้งสองหันกลับไปและเห็นทหารอาโซเรียสนายหนึ่งกำลังตรงเข้ามาหา

          “หยุด อย่าขยับ!” เขาออกคำสั่ง “เจ้าถูกจับข้อหาฝ่าฝืนกฎระเบียบอาโซเรียสข้อ 3691-J…”

          ข้าปล่อยตุ๊กตาร่วงลงพื้นแล้วเอาสองมือไพล่หลังพลางเตรียมตัวรอให้เวทจองจำมาพันธนาการข้อมือ ไอ้กระดาษต้องสาปบ้าบอนั่นแท้ๆ นั่นมันแทบจะไม่ใช่เวทสาปแช่งเลยด้วยซ้ำ

          “…ข้อหาขีดเขียนทำลายอาคารสาธารณะ” เขาว่าต่อ “และกฎระเบียบอาโซเรียสข้อ 6342-P ข้อหาหลบหลู่ดูหมิ่นหัวหน้ากิลด์” ผู้จับกุมพูดต่อจนจบพลางผนึกแขนของซิต้าไว้ด้วยเวทมนต์รุนแรงแบบที่ใช้หยุดมนุษย์ยักษ์ได้เลย

          “นางไม่ได้ขีดเขียนตึกอาคารอะไรสักหน่อย” ข้าสวนกลับ “เอาจริงๆ มันมีคนวาดกราฟิตี้ไว้ก่อนแล้วแต่นางไม่ได้เป็นคนทำ นางแค่แก้คำผิดเท่านั้นเอง”

          ซิต้าจ้องข้าเขม็ง

         “ข้าจะบันทึกคำพูดของเจ้าเอาไว้ในฐานะพยานสำหรับรูปคดีเพื่อเอาผิดนาง ดีมากชาวเมืองเอ๋ย” ทหารอาโซเรียสย้ำกลับ

         ข้าสะดุ้งสุดตัว “แต่ว่า…มันไม่…” เท่านั้นแหละ ซิต้าก็หายไปจากชีวิตของข้า คราวนี้หายไปจริงๆ

 


 

         ทุกคนรู้ดีว่าอุตเซคไม่สามารถถูกเจาะเข้าได้จากภายนอกแต่โอลริชอ้างว่าเขารู้จักคนๆ หนึ่งซึ่งทำงานอยู่ข้างใน…หรืออย่างน้อยก็เคยทำงานอยู่ในนั้น ดูจากสถานการณ์แล้วนางคงจะถอนตัวเพราะผิดหวังในตัวพวกอาโซเรียสมากโขอยู่ บริเวณใกล้ๆ ท่าเรือแบบนี้ทำให้แยกไม่ออกเลยว่ากระท่อมหลังไหนเป็นที่ตกปลาหลังไหนเป็นที่พักของนาง กลิ่นควันธูปที่ลอยฟุ้งออกมาตามรอยปริแตกของฝาบ้านด้านข้างพอจะช่วยสยบให้กลิ่นเหม็นเน่าทุเลาลงบ้าง

 

Art by: Adam Paquette  

 

          เป็นไปดั่งสายน้ำ ป้ายไม้ผุเก่าตามสภาพเวลาและอากาศที่ห้อยลงมาจากฝั่งหนึ่งเขียนเอาไว้อย่างนั้น

          “เจ้าแน่ใจนะ?” โอลริชถามข้ามาเป็นครั้งที่สิบสองเห็นจะได้ “เพราะว่าเมื่อไรที่เราข้ามเขตนี้ไป เราหันหลังกลับไม่ได้แล้วนา”

          “ข้าจะทิ้งให้ซิต้าตายอยู่เฉยๆ ในคุกไม่ได้! ข้ารู้ว่านี่มันฟังดูเพ้อเจ้อมาก แต่ข้ารู้สึกได้ว่าวิญญาณเราเกิดมาเพื่อเป็นคู่กัน”

          “แกมีวิญญาณซะที่ไหน โคโด” โอลริชทำน้ำเสียงประชด “แต่ถ้านางมีความหมายต่อเจ้าถึงปานนั้นก็ลุยกันเลย”

          “โอลริช!” เสียงผู้หญิงดังขึ้นและเปิดประตูออกแค่พริบตาเดียวก่อนที่พวกเราจะเคาะประตู นางมีร่องรอยเหี่ยวยับย่นไปทั่ว ไม่ใช่รอยย่นของหญิงแก่แต่เป็นรอยยับตามผิวหนังที่เหมือนไม่รู้จะหยิบชุดไหนมาสวมใส่ให้พอดี หล่อนก้มลงนั่งยองๆ แล้วกอดรัดเจ้าปีศาจจิ๋วเข้าเฮือกใหญ่ อ้อมกอดที่ยาวนานเสียจนทำให้ข้าอดคิดไม่ได้ว่าทั้งคู่มีอดีตแบบไหนด้วยกัน?

          “ดีใจที่ได้เจอเจ้าอีกนะลูซินก้า นี่คือ—”

          “โคโดแล้กนี่เอง” หล่อนเอ่ยขึ้นทันควันพลางยื่นมือมาจับมือข้าและเขย่าแรงๆ “น่ายินดีเหลือเกินที่ได้เจอตัวเจ้าแบบเป็นๆ ซะที”

          นางพาพวกเราเดินเข้าด้านใน เก้าอี้สำหรับแขกสองตัวถูกจัดเตรียมเอาไว้แล้วโดยตัวหนึ่งมีเบาะนั่งเสริมเพื่อให้โอลริชได้อยู่ระดับความสูงเดียวกันกับเรา กล่องห่อกระดาษฟอยล์สีเงินวางนิ่งอยู่กลางโต๊ะ “เจ้าบอกนางว่าพวกเราจะมางั้นรึ?” ข้ากระซิบถามโอลริชแต่เขากลับส่ายหน้า

          “เจ้าเป็นยังไงบ้างล่ะ?” โอลริชเอ่ยถาม “ดูท่าว่าตกแต่งห้องใหม่ใช่ไหมเนี่ย?”

          “ก็ยุ่งพอตัว พวกโจรสลัดกิลด์ซิมิคคอยดักปล้นเรือมีเยอะมากช่วงนี้ เรือหนึ่งในสามที่ออกจากท่าไปไม่ได้กลับมา ข้าก็ถือว่าโชคช่วยสักหน่อย ได้บอกกัปตันว่าช่วงไหนถึงจะเหมาะออกเรือ เงินมันก็ไม่ดีมากนักหรอกแต่สติ สมอง สามัญสำนึกมันก็ชัดแจ๋วเหมือนลูกแก้วมากขึ้นล่ะนะเดี๋ยวนี้” หล่อนส่งยิ้มอย่างสุภาพ “ข้าก็อยากจะถามเหมือนกันว่าเจ้าล่ะเป็นยังไงบ้าง แต่…” นางใช้นิ้วแตะไปที่หน้าผากระหว่างคิ้วแล้วจึงเทบัตเทรส เซ้าธ์ วิสกี้ ให้พวกเราคนละแก้วก่อนจะหย่อนน้ำแข็งลงไปหนึ่งก้อนในแก้วของข้าก่อนที่จะได้ขอเสียอีก

          “ท่านเป็นจอมเวทพยากรณ์?” ข้าพูดขึ้นระหว่างที่กำลังซดเหล้า สาเหตุหลักๆ ก็เพราะไม่อยากให้นางได้มีจังหวะแย่งข้าพูดอีกแล้วก็เป็นดังที่คิด รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าหล่อน

          “ขอโทษทีนะ นิสัยเก่าแก้ไม่หายซะที ข้าต้องคอยเตือนตัวเองว่าบางครั้งคนอื่นๆ เขาก็ยังมีความสุขกับการคิดคำถามขึ้นมาในหัวก่อนที่ข้าจะตอบ แต่ตอนนี้ข้าฝีมือแกร่งกล้าขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก สภาอาโซเรียสไม่เคยผลักดันให้เราคิดถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ของศาสตร์การมองอนาคต พวกเขามีเจตนารมณ์ที่ดีแต่จิตใจที่เอาแต่หิวกระหายความยุติธรรมนั้นก็บางครั้ง…ออกจะทะเยอทะยานไปเสียหน่อย ยึดตามตัวบทกฎหมายทุกตัวอักษรแบบนั้นแทนที่จะยึดเอาไว้เป็นหลักปฎิบัติ ส่วนคำตอบของคำถามต่อไปของเจ้า ใช่แล้ว ใช่แล้ว สามสิบเจ็ดปี ข้าทนไม่ได้ที่จะต้องตามไปจับประชาชนที่ยังไม่ได้ลงมือกระทำความผิด แล้วก็เป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้น ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้ตั้งใจจะถามออกมาตรงๆ หรอกแต่ดูจากสีหน้าก็อ่านออกหมดแล้ว”

          หัวข้าหมุนคว้างไปหมดตามแทบไม่ทัน

          “ขอโทษๆ ข้าลืมตัวไปอีกแล้วสินะเนี่ย โธ่! ช่างมันเถอะ”

          โอลริชเชื่อใจนางแถมดูๆ แล้ววิชานางจะเป็นของจริง ดังนั้นข้าจึงใช้มือดันกองเงินออมที่ข้าสะสมมาข้ามโต๊ะไปหานาง มันก็ไม่ได้มีมากมายเท่าไร ขนาดนักกวีฝีมือดียังแทบจะอดอยากไส้แห้ง ส่วนข้านี่ยิ่งนับว่าห่างไกลจากฝีมือดี

          ลูซินก้าเปิดฝากล่องตรงกลางโต๊ะออก “ข้างในนี้ข้าได้เตรียมของจำเป็นทุกอย่างสำหรับให้เจ้าทำสิ่งที่ต้องการเอาไว้แล้ว อย่าได้ริพูดเสียงดังออกมาเชียว พยายามอย่าคิดถึงมันเลยยิ่งดี ยิ่งพวกเจ้าตื่นเต้นตูมตามขนาดไหนนั่นล่ะจะยิ่งทำให้พวกจอมเวทพยากรณ์อ่านไม่ออก ไปที่อุตเซคพรุ่งนี้เช้าและต่อแถวเข้าไปข้างหลังหญิงมนุษย์วัวมิโนทอร์ที่มีขนแผงคอม้วนๆ สีแดง ที่เหลือมันจะค่อยๆ เข้าที่เข้าทางของมันเอง พวกเจ้าทั้งสองคนต้องไปด้วยกันนะมันถึงจะสำเร็จ จำไว้”

          โอลริชเปิดปากพยายามจะแย้งแต่ลูซินก้าส่งสายตาจ้องถมึงทึง

          “ใช่ ต้องเป็นพวกเจ้าทั้งสองคน เจ้าทั้งคู่ต่างมีความสามารถพิเศษที่จำเป็นในการช่วยผู้บริสุทธิ์” นางดื่มวิสกี้อีกอึกหนึ่งแล้วก็เอาขวดใส่ลงไปในกล่องพลางปิดฝาแน่นและส่งมาให้ข้า “ไม่เป็นไร ห้ามเปิดกล่องนี้จนกว่าจะได้ต่อแถวนะ”

 


 

          อักขระรูนหมุนเป็นวงอยู่ด้านอกอุตเซค คุกรูปเสาขนาดใหญ่ที่ตั้งตรงเสียดแทงขึ้นไปบนท้องฟ้า พวกเราไปถึงที่นั่นตั้งแต่ช่วงเช้าและเฝ้ามองดูคนที่มาเยี่ยมต่อแถวเรียงคิวกันตรงทางเข้า ข้ากอดกล่องเครื่องมือไว้แน่นพยายามอย่างแรงกล้ายับยั้งใจเอาไว้ไม่ให้เปิดออกดูเสียก่อน ในที่สุดเราก็เห็นนางจนได้ มนุษย์ครึ่งวัวที่มีขนแดงม้วนลงมาถึงหลัง ข้าและโอลริชรีบเบียดตัวเข้าไปต่อท้ายนางทันที

          แถวค่อยๆ เคลื่อนช้าลงจนหยุดสนิท โอลริชและข้ามองหน้ากันเลิ่กลั่กแล้วจึงเปิดกล่องมองดูสิ่งของที่อยู่ข้างใน: วิสกี้ที่เหลืออยู่ครึ่งขวด ย่ามสะพายทารกพร้อมกับผ้ากันเปื้อนลวดลายใบไม้ผลิพร้อมผ้าห่มที่มีลายเข้าคู่กันและเครื่องรางโลหะประดับด้วยอำพันซึ่งตรงกลางมีร่องรอยอาคมสีดำหมุนเป็นวังวนดั่งเงามฤตยู อาคมเลือดเดือด…ข้าเคยเห็นมาหลายต่อหลายครั้งแล้วในช่วงคืนสุดท้ายของเทศกาลคลั่ง ผู้ดำเนินงานจะปีนขึ้นกรงทรมานสูงราวห้าชั้นแล้วเคาะอัญมณีให้แตกออกและปล่อยให้อาคมเลือดเดือดโปรยปรายลงใส่ฝูงชนเบื้องล่างทำให้เกิดความโกลาหล จลาจลเฉียบพลันทันที เอาใจเก่ง เป็นที่รักของคนดูจริงๆ อย่างน้อยก็สำหรับคนที่เอาชีวิตรอดมาได้น่ะนะ

 

Art by: Johann Bodin     

   

          “เราโดนจับตอนมีของพวกนี้ในครอบครองไม่ได้” ข้าบอกกับโอลริช “ไม่งั้นเราจะโดนจับยัดลูกกรงไปด้วย”

          “ลูซินก้าแนะนำเราไม่ผิดหรอก ข้าเชื่อนาง มันต้องมีอะไรสักอย่างที่เราต้องทำกับไอ้ของพวกนี้สิ”

          ข้าเหลียวมองไปด้านหลังพร้อมที่จะหนีกลับไปตั้งหลักใหม่ซะเต็มแก่แต่ตอนนี้มีคนอีกเป็นร้อยที่มาขวางทางออก ข้าเขย่งปลายกีบขึ้นมองไปข้างหน้าและเห็นหน่วยพ่อมดของอาโซเรียสอยู่แถวหน้าคอยตรวจตราหาอุปกรณ์เวทมนต์และสิ่งผิดกฎหมาย หนึ่งในทีมตรวจสอบคือสาวชาวเวดัลเคน (Vedalken) ผิวสีน้ำเงินรูปร่างอ้อนแอ้นซึ่งดูเหมือนหล่อนเข้าเวรติดกันมาสามกะแล้ว ทั้งเหนื่อยล้าทั้งหละหลวม หล่อนเอาแต่กังวลเรื่องแอบหาวแทนที่จะตรวจค้นคนที่ผ่านทางเข้าอย่างละเอียด เอลฟ์สาวคนหนึ่งกระเตงเด็กทารกผ่านเข้ามาโดยที่นางไม่ได้สนใจที่จะเช็คเลยด้วยซ้ำแค่ตบเบาๆ ไปสองสามที หล่อนโดนเพื่อนร่วมงานตักเตือนไปเล็กน้อยก่อนที่เขาจะไปแตะๆ สำรวจที่ตัวเด็กน้อยให้ละเอียดขึ้นมาอีกหน่อย ข้ามองลงมาที่ย่ามสะพายทารกแล้วก็มองต่อไปที่โอลริช “ข้าว่าเจ้าต้องมาใส่ไอ้นี่แล้วล่ะ”

          ตาของเขาลุกโชน “ไม่มีทางแน่นอน เห็นแก่แรคดอสเถอะ ข้าอายุมากกว่าเจ้าตั้งสามร้อยปีนะ!”

          “ข้ารู้แล้ว แต่เจ้าก็พูดเองนี่ว่าเชื่อใจลูซินก้า”

          “นางมันคนทรงจอมวางแผน” เขาทำเสียงฮึดฮัดแต่ก็ยัดตัวเองเข้าไปในย่ามสะพายทารกนั่น ช่องที่เว้นไว้ด้านหลังทำให้หางแหลมของเขาแกว่งไกวเป็นอิสระได้เต็มที่

          “เจ้านี่มันน่ารักมาตั้งแต่เกิดจริงๆ” ข้าแซว

          “ใครมันจะโง่หลงเชื่อเราวะเนี่ย”

          “ข้าว่าเจ้าประเมินแก้มยุ้ยเนียนนุ่มน่าหยิกของตัวเองต่ำไปนะ” เขาดูน่ารักน่าชังเอาจริงๆ แหละ แต่ถึงจะมีแต้มต่อเอาไว้เนียนตบตาได้สักประเดี๋ยว มันคงไม่ช่วยเราซ่อนของขลังอย่างอาคมเลือดเดือดให้เล็ดรอดสายตาจากพวกจอมเวทย์ตรวจสอบพวกนั้นหรอก

          “เขมือบมันเข้าไป” ข้าบอกโอลริชพลางส่งจี้เครื่องรางให้เขา มันออกจะชิ้นใหญ่สักหน่อยแต่กระเพาะของโอลริชก็เหมือนตู้นิรภัยดีๆ นี่เอง ข้าเคยเห็นเขาซ่อนถุงเงินขนาดเท่ากำปั้นข้าตอนที่ระแวงว่าลูกน้องในร้านมาแอบขโมยเงินไปจากเคาน์เตอร์ “เอากระเพาะเหล็กไหลนั่นมาทำประโยชน์หน่อย ไม่มีเวลามาบ่ายเบี่ยงแล้ว”

          สายตาที่โอลริชจ้องมองข้านั้นเนเยียบขนาดแช่ริกซ์มาร์ดิให้กลายเป็นน้ำแข็งได้เลยแต่เขาก็ยอมทำตาม สิ่งสุดท้ายที่เราต้องการคือลูกไม้เบนความสนใจแบบคลาสสิค มิโนทอร์ที่อยู่ข้างหน้าเราสวมเสื้อคลุมขนสัตว์ที่มีฮู้ดห้อยลงมาข้างหลัง ช่างเหมาะเหม็งที่จะซ่อนขวดวิสกี้เสียนี่กระไร ข้าค่อยๆ วางขวดลงอย่างบรรจง ระมัดระวังไม่ให้มันฉุดผ้าลงแรงเกินไป

          หญิงมนุษย์วัวหันขวับมาส่งสายตาอาฆาตให้ข้า แต่พอนางเห็นโอลริชในอ้อมแขนของข้าเท่านั้นล่ะ แววตาก็เป็นประกาย “โถ เจ้าอสูรน้อยที่น่ารัก นี่เขาได้ตาเจ้ามาเลยนะเนี่ย น่าสงสารจริงๆ ที่เจ้าตัวเล็กต้องมาเยี่ยมคนในสถานที่แบบนี้ ข้าก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าจะต้องมีวันมาหาญาติที่นี่แต่สามีข้าดันไปพัวพันกับพวกไม่ดีเข้า ข้าขอบอกเลยนะ ถ้าพวกเจ้าจะไปทำมาหากินกับกิลด์ออร์ซวอฟ เก็บใบเสร็จ เขียนหลักฐานสัญญาทุกอย่างไว้ให้ครบถ้วนเชียว!”

          “คนต่อไป!” หน่วยตรวจสอบร้องเรียก

          ชาวมิโนทอร์หันกลับ เดินนำไปก้าวหนึ่งพลางสะบัดแผงคอรุนแรง “จิทก้า วอร์ธิส มาเข้าเยี่ยม กริมบลี้ วอร์ธิส” (ภายใต้หมอกปกคลุม)

          จอมเวทกวักมือเรียกให้นางเข้าไปใกล้พลางปฎิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบ ตรวจจับพลังมนตรา ขั้นตอนนั้นหล่อนผ่านไปไม่มีปัญหาแต่เมื่อถูกตรวจร่างกาย พวกเขาก็เจอขวดเหล้า

          “ไอ้ขวดนี้มาได้ยังไง?” นางตะโกนลั่น “มันไม่ใช่ของข้านะ!” ผู้ตรวจที่อยู่รอบๆ แถวเราเริ่มเดินมาล้อมตัวนางเว้นเสียแต่ชาวเวดัลเคนที่แค่หาวแล้วก็ปัดๆ มือไล่ให้เรารีบผ่านไปให้พ้นๆ ในขณะที่มนุษย์วัวพยายามเหวี่ยงจะเอาเขาขวิดทุกคนที่กล้าเข้าใกล้

          “แย่หน่อยนะที่ลูกต้องมาเห็นภาพแบบนี้” จอมเวทตรวจสอบเอ่ยขึ้นพลางร่ายมนต์ใส่ข้าแบบกึ่งหลับกึ่งตื่น “เจ้าคงไม่อยากเชื่อหรอกว่าคนเขาแอบซุกเอาอะไรเข้ามากันบ้าง” นางเกาคางของโอลริชเบาๆ ข้าจ้องเขาตาเขม็งจนในที่สุดเจ้าเพื่อนยากก็แสร้งปล่อยเสียงหัวเราะเหมือนเด็กแบเบาะออกมา “ทั้งเหล้า ทั้งอาวุธเสริมเวทมนต์ ขวดยาสารพัดอย่าง บอกมาเถอะมีแน่นอน แต่ไม่ว่าอะไรก็ตามที่พวกเราตรวจพลาดไปก็จะถูกจับโดยพวกจอมเวทพยากรณ์ ใครก็ตามที่โง่พอจะบุกทะลวงคุกเข้ามาหรือคิดจะใช้คาถาทำอะไรแผลงๆ เราจัดการได้เลยในยี่สิบวินาที!”

          หล่อนใช้มือลูบศีรษะของโอลริชขณะที่ข้าพยายามอย่างหนักไม่ให้คิดถึงไอ้สิ่งนั้นที่ใครไม่รู้เอาไปซ่อนอยู่ในโน้น ถ้าท้องของโอลริชมันแกร่งพอที่จะทนทานซุปข้นนั่นได้ล่ะก็ พลังเวทจากเครื่องรางก็คงแผ่รัศมีออกมาไม่ง่ายเช่นกัน

          ในที่สุดพวกเราก็ผ่านจุดตรวจมาได้ ข้าถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ก่อนที่เราจะก้าวเดินออกไปต่อ จอมเวทตรวจสอบอีกคนหนึ่งก็ส่งเสียงเรียก “เจ้าทั้งสองนั่น รอเดี๋ยว”

          เขาเดินตรงดิ่งมาหาเราแล้วก็เอาสมุดเล่มหนึ่งใส่ไว้ในมือโอลริช สมุดระบายสีชื่อทำลายวัฎจักรแห่งลัทธินอกรีต หน้าปกเป็นภาพล้อเลียนของแรคดอสโดนเหยียบเอาไว้โดยเวดัลเคนที่แต่งตัวหล่อเหลาซึ่งดูไปแล้วก็เหมือนโดวิน บาน “กิลด์อาโซเรียสทุ่มเทที่จะสอนเด็กยุคใหม่ให้เข้าใจในวิถีแห่งความยุติธรรมไม่ว่าจะเกิดมาต่ำตมแค่ไหนก็ตาม” เขาเดินไปต่อเพื่อแจกจ่ายสมุดระบายสีให้กับเด็กคนอื่นๆ ที่มาเยี่ยมผู้ปกครองถูกจับเข้าคุก ปริมาณของเด็กที่มาตอนนี้มันมากเสียจนทำให้ข้าตกใจ

          โอลริชเริ่มทึ้งฉีกสมุกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจนข้าต้องแย่งเอามาไว้ก่อน “อย่าเชียวนะ ทุกอย่างเกิดขึ้นตามเหตุผลของมัน เปิดตาให้กว้าง ทำสมองให้โล่ง”

           “ก็ได้ แต่สาบานได้เลยถ้าใครมาหยิกแก้มข้าอีก พ่อจะกัดจนหน้ายับเลย”

 


 

          ข้าใช้เวลากว่าค่อนชีวิตทำเรื่องโลดโผน สนุกสนานไปกับการเสี่ยงตายจนตอนนี้มันใช้เวลานานสักหน่อยเพื่อรับรู้ความรู้สึกปั่นป่วน มวน ในช่องท้อง มันเป็นอาการของความรู้สึกผิด ของความเศร้าโศก ความคิดที่ว่าเรามันไม่เอาไหน ซิต้านั่งสงบนิ่งอยู่อีกฝั่งคั่นกลางโดยแผ่นเวทมนต์สีน้ำเงินที่ป้องกันทุกสัมผัสทางกายภาพ

          “เจ้าเป็นไงบ้าง?” ข้าถามนาง “พวกเขาดูแลเจ้าดีมั้ย?”

          หล่อนผงกศีรษะ “ที่นี่ก็ไม่เลวร้ายอะไรมาก อาหารพอทานได้ส่วนพวกผู้คุมก็มารยาทดีอยู่ แถมข้าเริ่มมีเพื่อนแล้วล่ะ”

          ข้าถอนหายใจผ่อนคลายลงบ้าง “ค่อยโล่งอกหน่อยได้ยินแบบนี้ คนเขาชอบเล่าเรื่องราวโคตรหฤโหดเกี่ยวกับที่นี่บ่อยๆ…กรงขังแบบไร้มนุษยธรรมบ้าง บังคับใช้แรงงานบ้าง ซ้อมกันปางตายบ้าง”

          ซิต้ายิ้มอ่อนแต่แววตานางยังดูเหินห่างตามเดิม “ไม่ใช่ที่อุตเซคแน่ๆ ล่ะ ข้าขอชดใช้ความผิดที่นี่อย่างสงบ ใช้ชีวิตไปวันๆ ก่อนเพื่อว่าอนาคตจะได้ไม่รู้สึกเหมือนเป็นภาพมายา”

 

Art by: Randy Vargas

 

          ตัวข้าแข็งทื่อไปโดยพลัน มายา คำปลอดภัยที่เราใช้ร่วมกัน ทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้นในนี้มันจะดีไปได้ยังไง พวกผู้คุมคงบังคับให้นักโทษต้องโกหก พูดแต่เรื่องดีๆ สำหรับสภาพของเรือนจำนี่—ไม่งั้นล่ะก็… ข้าต้องเอาตัวซิต้าออกไปเดี๋ยวนี้ แต่ถ้าเราปล่อยอาคมเลือดเดือดซะตอนนี้ ที่นี่คงเปลี่ยนเป็นระบบปิดตายภายในไม่กี่วินาทีพร้อมๆ กับขังพวกเราเอาไว้ข้างใน

          “ข้าสาบานว่าจะพาเจ้าออกไปให้ได้ซิต้า” ข้ากระซิบเสียงแผ่วเบา “ข้าจะหาทางให้ได้”

          หล่อนพยักหน้าช้าๆ แล้วมองลงไปที่โอลริช “แล้วเจ้าเปี๊ยกเบบี๋นี่มันยังไงกัน?”

          โอลริชอ้าปากจะด่านางชุดใหญ่แต่ข้าเอาสมุดระบายสีมาขวางไว้เสียก่อน “นี่แน่ะ” ข้าเอ่ย “ทำตัวให้ยุ่งๆ เข้าไว้เจ้าลูกชาย” เขาเปิดสมุดออก มองภาพวาดตรงหน้าก่อนที่จะฉีกมันเป็นชิ้นๆ แล้วยัดมันใส่ปากจนหมด

          ซิต้าเหลียวมองรอบตัวอย่างรวดเร็วก่อนที่จะยื่นแขนผ่านม่านพลังเวทเข้ามา หล่อนกัดฟันแน่นเมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างเข้ามาเรื่อยๆ นางแตะสมุดระบายสีแล้วทันใดนั้นทหารยามอาโซเรียสก็โผล่พรวดพราดเข้ามา

          “ห้ามแตะต้องกัน!” เขาพูดระหว่างที่ยืนค้ำหัวซิต้า

          ซิต้าสะบัดสองมือขึ้น “ขอโทษ ขอโทษ ข้าแค่อยากจะอุ้มลูกเท่านั้นเอง ข้าคิดถึงเขาเหลือเกิน”

          ยามเฝ้าเลิกคิ้วแล้วมองไปยังครอบครัวอันแสนพิลึกพิลั่น แต่ข้ามั่นใจว่าการทำงานในนี้เขาคงเห็นอะไรเพี้ยนๆ มาบ้างพอสมควร เขาหยุดนิ่งไปในขณะที่ซิต้าส่งสายตามาที่ข้าอย่าแน่วแน่ ข้าเหลือบมองไปบนกระดาษที่มีภาพวาดเหมือนทหารยามที่ยืนคุมอยู่ด้านหลังนาง แผ่นกระดาษต้องสาปแบบเฉพาะกิจ ข้าลองจิ้มลงบนภาพวาดบริเวณน่องของยามจนเป็นรู ทหารยามรีบก้มลงนวดขาที่พลันปวดเหน็บขึ้นมาทันที ข้านับจังหวะรอให้เหล่าจอมเวทย์ตรวจสอบค้นหาพลังคุณไสยจนพบและมาล้อมจับเรา แต่ดูท่าพลังระดับนี้จะอ่อนมากเสียจนพวกมันค้นหาไม่พบ ซิต้าได้มอบหนทางหนีให้กับพวกเราแล้ว

           ข้ากระทุ้งข้อศอกใส่โอลริชให้เขาทำเป็นคุยกับซิต้าระหว่างที่ข้ารีบสเก็ตช์ภาพยามและนักเวทที่ยืนเฝ้าอยู่ในห้องเยี่ยม วาดหลายๆ คนลงไปในหน้าเดียวขณะที่คนอื่นๆ กำลังสนทนากันกับสมาชิกครอบครัวที่ถูกคุมขังเอาไว้ ข้านับจำนวนภาพกับยามเฝ้าอีกครั้งให้มั่นใจว่าเก็บมาครบทุกคนก่อนที่จะฉีกหน้ากระดาษเหล่านั้นแล้วยัดมันผ่านม่านเวทมนต์ตรงหน้า

          กระแสไฟฟ้าอาคมเผาเศษกระดาษจนลุกไหม้ เหล่าทหารยามพลันกรีดร้องโหยหวนพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายราวกับว่ากำลังถูกเผาทั้งเป็น ซิต้ากระโจนผ่านม่านมนตราพร้อมกับอุทานเล็กน้อยจากความเจ็บปวด เสื้อผ้าของนางมีควันลุกและติดไฟขึ้นมาแต่นางก็รีบถอดชุดนักโทษออกหมดและโอลริชก็ยื่นผ้าห่มให้นางใช้แทนไปก่อน ผ้าผืนนั้นมันเล็กเกินกว่าที่จะพันรอบตัวได้แต่หลังจากที่มองมันอยู่ครู่หนึ่งนางก็ฉีกมันออกตามแนวยาวให้กลายเป็นชุดคลุมหลวมๆ มาใส่

          ข้าใช้กระดาษสองแผ่นสุดท้ายกับทหารเฝ้ายามตรงโถงทางเดิน ตอนนี้เรามีความชุลมุนเข้าข้างและถ้าหากทำอะไรให้จบไปอย่างรวดเร็วแล้วล่ะก็น่าจะหนีรอดไปได้ก่อนที่พวกจอมเวทพยากรณ์จะรู้ทัน

          เสียงฝีเท้าไล่กระชั้นชิดมาตรงหัวมุมทำให้ข้าเสียใจเหลือเกินที่โอลริชดันมากินกระดาษต้องสาปไปแผ่นนึงเมื่อตะกี้ แต่แล้วโอลริชก็กระแอมไอก่อนจะพูดออกเสียงดัง “เหล่าชาวเมืองทั้งหลาย! จงดู! นี่ข้าเอง หัวกิลด์ผู้ควรให้ความเคารพ ผู้ปกปักษ์ความยุติธรรม ผู้ส่งเสริมระเบียบวินัย!” เขาเลียนแบบสำเนียงของโดวิน บาน ได้อย่างแนบเนียนจนทำให้การแสดงของข้าด้อยลงไปเลย “จงหลับตาซะ แล้วนับถึงกรรมวิธีต่างๆ ที่อัจฉริยะภาพและวิสัยทัศน์ของข้าได้เปลี่ยนแปลงกิลด์นี้อย่างล้ำเลิศให้กลายเป็นดั่งประภาคารที่ส่องแสงแห่งความยุติธรรมตราบจนทุกวันนี้!”

          เสียงฝีเท้าหยุดกึก “โอ้ มหาตุลาการบาน? ข้าไม่ยักรู้ว่าท่านมาอยู่—”

          “ข้าบอกให้หลับตาแล้วเริ่มนับซะ!” โอลริชออกคำสั่ง

          “ข้อหนึ่ง” เสียงออกมาแบบแผ่วๆ “ท่านปฏิรูประบบตำแหน่ง ถอดยศสมาชิกผู้นำอำนาจไปใช้ในทางมิชอบออกจนสิ้น”

          พวกเราย่องไปต่ออย่างเงียบเชียบผ่านหัวมุมและผ่านทหารนายนั้น ไม่นานเราก็มาเจอผู้คนต่อแถวอย่างเป็นระเบียบเตรียมที่จะออกจากอาคารนี้ เรามากันได้เร็วแล้วและเราก็กำลังจะรอดออกไปได้แน่

          “นั่นไงพวกมัน!” เสียงที่คุ้นหูตะโกนดังขึ้น “เจ้าอสูรกับลูกชายปีศาจของมัน! มาวาดวงแหวนสารภาพรอบตัวข้านี่เลยมา (Verity Circle) จะได้ไม่ต้องสงสัยว่าข้าพูดเรื่องจริง!” พวกเราหันกลับมาและเห็นหญิงชาวมิโนทอร์คนเดิมซึ่งตอนนี้ท่าทางกำลังโมโหจัด

 

Verity Circle – Art by Volkan Baga

 

          “ข้าด้วย!” แวมไพร์สาวอีกตนเอ่ยพลางเดินหลบแสงอรุณที่ส่องลอดเข้ามาทางหน้าต่าง “ข้าเห็นเขาเป็นคนทำ”

          ก่อนที่พวกเราจะมีโอกาสได้ปฏิเสธ ทั้งข้าและโอลริชต่างก็ถูกคาถาพันธนาการเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ซิต้าเหลียวกลับมามอง

          “ไปซะ” ข้าทำปากส่งเสียง หล่อนลังเลใจไปครู่หนึ่งก่อนที่จะหายตัวกลมกลืนไปกับฝูงชนด้านนอก

 


 

          ทันทีที่เราได้รับชุดฟอร์มนักโทษ พวกเราถูกจับเข้าไปทำงานรวมกับกลุ่มคนร้ายที่ไม่ได้ใช้ความรุนแรงและกลุ่มคนร้ายที่ยังไม่ได้ก่อความผิด แร่ควอตซ์สีขาวเคลื่อนตัวมาอีกระลอกเหนือหัว จอมขมังเวทสามสิบกว่าชีวิตใช้คาถาประคองลำเลียงแร่บล๊อคขนาดมหึมานี้ลงจอดตรง ‘เอ็กซเนอร์ (Exner)’ เรือนจำแห่งใหม่ที่ว่ากันว่าจะทำให้อุตเซคดูเล็กกระจ้อยร่อยไปถนัดตา

          ตอนนี้มันอาจจะเป็นเพียงนั่งร้านและโครงเหล็กสูงชะลูดขึ้นไปบนฟ้า แต่ด้วยแรงงานปราศจากค่าจ้างของนักโทษราวสองหมื่นชีวิต โปรเจคขนาดใหญ่ยักษ์นี้เป็นรูปเป็นร่างเร็วขึ้นมากและคงพร้อมเปิดใช้งานในฤดูใบไม้ร่วงผลิที่จะมาถึง

          แร่เขี้ยวหนุมานลงกระแทกพื้นเสียงดังตุบ ข้าใช้จอบเริ่มงานทันทีโดยเฉาะชิ้นส่วนออกทีละเล็กละน้อย เวลาผ่านมานี้ทำให้ข้าคล่องแคล่วและแม่นยำขึ้นมาก ในช่วงวันแรกๆ พวกผู้คุมเฆี่ยนข้าซะหนักโทษฐานที่เจาะหินควอตซ์ออกมารูปทรงไม่เท่ากันเลยแถมยังใช้เวลานานเกินไป จุดที่เราอยู่ตอนนี้ถือว่าห่างไกลสายตาของพวกจอมเวทตรวจสอบอยู่พอสมควร ทำให้ใช้คาถาโดยไม่โดนจับได้ถนัดมือขึ้นหน่อและยังมีชาแมนอีกหลายคนในกลุ่มพวกเราที่รักษาอาการบาดเจ็บได้ด้วย ข้าฟังเรื่องราวของพวกเขามาหมดแล้ว คดีเล็กๆ น้อยๆ ถูกจับแพะมาบ้างและที่ร้ายสุดคือโดนจับมาก่อนก่อเหตุโดยอ้างอิงจากการเห็นอนาคตของพวกจอมเวทพยากรณ์ในหอคอยงาช้างพวกนั้น

 

Art by: Even Amundsen   

 

          โอลริชเดินทอดน่องมาหาข้าระหว่างพักกลางวันพร้อมมือหนึ่งซ่อนไว้ด้านหลัง เขามอบสร้อยคอชิ้นเล็กๆ ที่ทำจากกระดูกสันหลังหนูและเชือกพันรวมกัน “ข้ารู้ว่าคงไม่ค่อยมีอะไรให้เฉลิมฉลอง แต่ว่า…”

          ข้าลืมไปซะสนิทว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของเทศกาลคลั่ง นึกๆ ดูมันเหมือนยาวนานเป็นชาติกว่าแล้วตอนที่ข้าเดินเข้าไปในร้านของซิต้าด้วยความตั้งใจที่จะเริ่มทำตัวแหยๆ แล้วพยายามผูกมิตรกับนาง แต่จริงๆ มันยังผ่านไปไม่ถึงอาทิตย์เสียด้วยซ้ำ ข้าหวังว่านางจะกำลังสนุกสานอย่างสุดเหวี่ยงกับงานเทศกาลที่ไหนสักแห่งภายนอกนั่น กลิ่นคาวเลือดในอากาศ การจราจลทั่วท้องถนน ก็มันเป็นเทศกาลแห่งความเสื่อมทรามและต่ำช้านี่นะ

          ข้าแหงนมองโครงสร้างหอคอยแห่งเอ็กซเนอร์ เหล็กแหลมโผล่ไปทางนั้นบ้างทางนี้บ้างแต่ข้ามั่นใจว่าคงปีนขึ้นไปได้สูงสุดในไม่กี่วินาที หัวสมองของข้าเริ่มปั่นป่วนและเวลาที่ข้าจะคิดวางแผนกำลังเหลือน้อยลงทุกขณะ เหล่าจอมเวทพยากรณ์จะรับรู้ความคิดของข้าในไม่ช้านี้แน่ๆ “โอลริช” ข้าพูดพลางจับหัวไหล่ของเขาเขย่า “เจ้าจำจี้ที่กลืนลงไปได้ไหม? มันยังอยู่ในนั้นรึเปล่า?”

          “เออสิ ทำข้าท้องอืดไปหมดแล้วแต่ข้ายังไม่ได้เอาออกเลย”

          “คายมันออกมา”

          “หา แต่ว่า—”

          “ไม่มีเวลาแล้ว เร็วเข้า!”

          โอลริชเอาเครื่องรางออกมาได้ในที่สุด แม้ว่าจะไม่ได้ออกมาทางช่องที่ข้าคาดหวังไว้แต่ ณ. จุดนี้ไม่ใช่เวลาจะมาเรื่องมากแล้ว ข้าคว้าเครื่องรางพลางวิ่งปร๋อไปทางหอคอยที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ พวกทหารเริ่มรู้สึกตัว ลุกขึ้นยืนและวิ่งไล่กวดข้ามาติดๆ พร้อมกับเหวี่ยงแส้ในมือที่ฟาดออกมาเป็นประกายพลังเวทแหวกว่ายกลางอากาศ สะเก็ดของมันมาโดนตัวข้าแต่ต้องทนเจ็บเอาไว้และมุ่งหน้าปีนป่ายขึ้นสูงต่อไป ข้าจินตนาการตนเองกลับไปเป็นนักแสดงกายกรรมอีกครั้งหนึ่ง กระโดดตีลังกา ม้วนตัวลงต่ำ โผทะยานท้าอันตรายและกะจังหวะให้นำหน้าพวกมันจนเล็งเป้าไม่ถูก

          ข้าไปถึงยอดด้านบนและใช้เวลาครู่หนึ่งดื่มด่ำกับทิวทัศน์รอบๆ…นักโทษเป็นพันๆ อยู่ข้างล่างนั่นพร้อมกับผู้คุมอีกเป็นร้อย ตอนที่ลูซินก้ามองเห็นข้าช่วยปลดปล่อยผู้บริสุทธิ์ ข้าคิดว่านางหมายถึงซิต้า ไม่ได้คิดว่าจะเป็นเหล่าเหยื่อของความอยุติธรรมนับไม่ถ้วนนี้

          ข้ากระแทกหินอัญมณีของจี้เข้ากับนั่งร้านเหล็กแต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ข้าเงยหน้าขึ้นและเห็นหน่วยเวหานับสิบบินให้ว่อนกันอยู่ตรงเส้นขอบฟ้าแสงสะท้อนสีขาวส่องประกายระยิบระยับ สัตว์พาหนะของพวกมันพุ่งผ่านก้อนเมฆมาอย่างรวดเร็วเข้าใกล้ขึ้นทุกขณะ พวกจอมเวทพยากรณ์รู้ทันข้าและรู้ทันโชว์ที่ข้ากำลังจะแสดง ขอแค่ข้าปล่อยอาคมนี่ออกมาให้ได้เท่านั้นเอง ตอนที่ดูพวกโฆษกทำกันทำไมถึงไม่เห็นจะยากเลย อย่างว่านะ เครื่องรางพวกนั้นไม่ได้ไปกองเละอยู่ในกระเพาะปีศาจที่มืดทึบแปดด้านซะหลายวันแบบอันนี้ แต่ถ้าหากว่าเครื่องรางมันแกร่งกว่าบางทีอาคมภายในก็คงจะยิ่งทรงอาณุภาพมากขึ้น ข้ารวบรวมแรงเบ่งกล้ามทุกมัดในกายที่ถูกใช้งานมาอย่างหนักแล้วฟาดมันอีกครั้งอย่างจัง

          เครื่องรางปริแตกออกแล้วอาคมข้างในก็หลั่งไหลปล่อยหนวดสีดำออกมาจำนวนมากจนแสงสว่างถูกบดบังจนเกือบหมดและเปลี่ยนกลางวันให้กลายเป็นกลางคืน เครื่องรางสั่นกระตุกด้วยโลหิตสดใหม่แล้วก็แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ในที่สุด วินาทีต่อมาพลังเวทที่ถูกล่อหลอมเข้ามาอัดแน่นรวมไว้ก็ทะลักพวยพุ่งเป็นลำแสงขึ้นสู่ท้องฟ้าสีดำมืด อึดใจต่อมาทุกสรรพสิ่งพลันเงียบงันแล้วตามมาด้วยเสียงระเบิดรุนแรงแทบทำให้ข้าหมดสติ ข้าเกาะนั่งร้านเอาไว้สุดชีวิตในขณะที่สะเก็ดอาคมเลือดเดือดโปรยปรายลงสู่พื้นล่างปกคลุมทั่วไซท์งาน

          เมื่อควันค่อยจางลง หน่วยเวหายังคงบินดิ่งลงหาเป้าหมายแต่ตอนนี้มันช้าเกินกว่าที่ใครจะเตรียมรับมือการก่อจราจลขนาดใหญ่เช่นนี้ ความบ้าคลั่งแผ่ขยายวงกว้าง อุปกรณ์กลายมาเป็นอาวุธ เลือดสาดกระเซ็นไปทั่ว จิตวิญญาณแห่งเทศกาลทำให้ข้าอิ่มเอมด้วยความคลั่งกระหายอันสมบูรณ์แบบที่สุด ข้าวิ่งตรงเข้าไปร่วมการวิวาทพร้อมรอยยิ้มสดใสเหมือนเด็กๆ และอดไม่ได้ที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมฉลองเทศกาลคลั่งครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

 


 

          เก้าอี้สามตัว หนึ่งในนั้นมีเบาะหนุน ถูกวางรายล้อมอยู่รอบโต๊ะของลูซินก้าโดยมีกล่องห่อกระดาษฟอยล์วางเอาไว้ตรงกลาง ซิต้า โอลริชและตัวข้านั่งล้อมวงในขณะที่ลูซินก้ากำลังวุ่นวายอยู่กับรอยย่นบนผิวหนังราวกับนางกังวลว่าเราจะแอบไปมองทะลุเห็นอะไรเข้า

          “เมื่อไรข้าถึงจะได้—” ซิต้าเริ่มเปิดปากถาม เห็นได้ชัดว่ายังอ่อนประสพการณ์เรื่องสนทนากับจอมเวทพยากรณ์

          “—กลับไปที่ร้านงั้นเหรอ? ข้าเกรงว่าไม่มีทางแล้วล่ะ ชีวิตที่ผ่านๆ มาของพวกเจ้าถือว่าสิ้นสุดลงแล้ว พวกอาโซเรียสจะไม่หยุดตามล่าจนกว่าทุกๆ คนที่หนีออกไปตอนช่วงจราจลนั้นจะถูกลากกลับไปลงโทษ พวกเขาบอกว่าสามพันสามร้อยคนแต่จำนวนจริงๆ มันเยอะกว่านั้นมาก”

          ซิต้าตีหน้าบึ้ง ข้าเข้าใจดีว่าร้านนั้นมีความหมายกับนางแค่ไหน “โอเค งั้นพวกเราจะต้อง—”

          “—ไปที่ไหนงั้นเหรอ? พวกเจ้าต้องไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่อันเดอร์ซิตี้ (Undercity)” ลูซินก้าชิงตอบ “พวกเจ้าทั้งสามทำงานด้วยกันได้ดีนะ ตั้งคณะแสดงขึ้นมาสิ หาพวกพ้องที่ไว้ใจได้”

          โอลริชหูตั้งผึ่ง “อันเดอร์ซิตี้เหรอ? คณะละครงั้นเหรอ? ข้าเริ่มเห็นภาพพวกเราแล้ว…มุขตลกสุดทะเล้น กายกรรมเสี่ยงตายขั้นสุด และชุดที่หรูหราเลิศเลอ!”

          “ชุดการแสดง” ซิต้าพูด น้ำเสียงของนางแฝงไว้ด้วยความยินดี “ถ้าเรื่องชุดข้าทำได้”

          ลูซินก้ายิ้มอย่างรู้ทัน “เจ้าจำเป็นต้องใช้มันแน่ๆ เพราะงานที่พวกเจ้าจะทำในฐานะคณะละครนั้นยิ่งไปกว่าการแสดงเล่นๆ ไปวันๆ แม้ว่าพวกที่เจ้าปล่อยไปเป็นอิสระส่วนใหญ่จะเป็นคนบริสุทธิ์แต่ก็มีอยู่บางรายที่ต้องระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนๆ หนึ่ง”

          ข้ามองไปที่กล่องตรงกลางโต๊ะ “แล้วของที่อยู่ในนี้จะช่วยเราจับคนพวกนั้นงั้นเหรอ?”

          “ฮ่าๆ ไม่ใช่เลย นี่น่ะเป็นของขวัญวันแต่งงานสำหรับเจ้ากับ…” นางมองไปยังนัยน์ตาที่เบิกกว้างของซิต้า “โอ้ย ช่างมันเถอะ แค่อีกคำถามหนึ่งที่เจ้าคงยังไม่ได้ถามไปอีกนาน ข้านี่มันนิสัยเสียจริงๆ”

          ซิต้าบีบหัวเข่าข้าใต้โต๊ะ ข้ามองไปที่นางพร้อมฉีกยิ้ม พรุ่งนี้อาจจะเป็นภาพมายาแต่ก็เป็นมายาที่ข้าพร้อมจะตั้งหน้าตั้งตารอคอย

 


 

ที่มา: https://magic.wizards.com/en/articles/archive/magic-story/illusions-childs-play-2019-01-23

Facebook Comments
กลับขึ้นไป