Offers to the Fire – บรรณาการแด่เปลวเพลิง

เรื่องราวก่อนหน้า: ลิเลียน่า เวส – ฝูงกาไร้ปราณี 

 

“ชานดร้า เจ้าร่วมสวดมนต์กับพวกเราเสียเถิด”  เจ้าอาวาสเซอเรนอค (Serenok) กล่าว แขนเสื้อของเขาสั่นกระเพื่อมเล็กน้อยเมื่อเขาผายมือไปทางหล่อน

ชานดร้า และเหล่าภิกษุแห่งเปลวเพลิงของอารามแห่งนี้กำลังทรงตัวอยู่บนแผ่นหินที่ลอยเคว้งอยู่กลางบ่อลาวา ห่างออกไปจากวิหารเครอล (Keral Keep) ไปร่วมไมล์ในภพที่ชื่อว่า เรกาธาร์ (Regatha) บรรยากาศที่นี่ร้อนอบอ้าว แล้วทัศนียภาพรอบๆ ตัวก็เหมือนจะเคลื่อนตัวไปมาตลอดเพราะความร้อนในอากาศ ภูเขาไฟยักษ์พ่นควันสีดำตั้งตระหง่านให้เห็นได้อยู่ไกลออกไป แม้แต่ชานดร้าเองก็ไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ที่เธอควรจะมาอยู่หรือเปล่าเสียด้วยซ้ำ เธอมาที่นี่เพราะความสามารถในการใช้เวทย์มนต์พลังไฟ แต่กลับต้องมาฝึกหัดสวดมนต์นี่สิ…

ชานดร้ายกมือไว้ที่หลังศีรษะ “ข้าสวดไม่ค่อยจะเก่งน่ะ” หล่อนพูดขึ้น

“ถ้าเช่นนั้น นี่จะเป็นบททดสอบที่เหมาะกับเจ้าเลยทีเดียว” เซอเรนอคว่าต่อ รอยยิ้มจางๆ ของเขาทำให้เกิดรอยย่นขึ้นรอบดวงตา ในฐานะที่เป็นเจ้าอาวาสแห่งวิหารเครอล เซอเรนอคคือหัวหน้าของเหล่าอาจารย์ เป็นผู้มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและสอนเหล่าสาวกในวิถีแห่งเวทย์อัคคี เช่นเดียวกับพระแม่ลูติผู้เฒ่าหญิงแห่งอารามนี้ เซอเรนอคพยายามผลักดันชานดร้าและพรสวรรค์ในการใช้ไฟ คอยกระตุ้นให้ตั้งใจศึกษา และทำความเข้าใจกับตัวตนของเธอเอง

 

Mountain | Art by Sam Burley

 

“เจ้ามีพรสวรรค์ที่ทำให้ข้านึกถึงผู้ที่เป็นแรงบันดาลใจในการก่อตั้งวิหารนี้” เซอเรนอคกล่าว

“ข้าไม่ใช่นาง เซอเรนอค” ชานดร้าพูดสวน

“เจ้าสามารถมุ่งมั่นที่จะเป็นเยี่ยงนางได้” เขาตอบ “สักวันหนึ่ง”

เขาหมายถึง จาย่า บาลลาร์ด— จอมเวทย์อัคคีผู้เลื่องชื่อ แต่สำหรับชานดร้าเองแล้ว นางเป็นเหมือนกับตำนานเสียมากกว่า เสมือนสิ่งที่จับต้องไม่ได้ที่ลอยล่องอยู่ในชั้นบรรยากาศภายในวิหาร คำสอนและวิถีแห่งไฟของนางเป็นสิ่งที่พระทุกรูปท่องจำได้ กระทั่งถูกสลักไว้บนผนังในห้องโถง ขนาดแว่นตากันความร้อนของนางยังมีตั้งไว้บนแท่นบูชาข้างในอาราม บางคาถาของนางกลายมาเป็นพิธีกรรมที่เหล่านักบวชต้องปฎิบัติและฝึกฝน— เช่นเดียวกับวันนี้ ตอนนี้ กลางบ่อลาวานี่แหล่ะ… ชานดร้าเองก็รู้ดีว่าการฝึกวิชาพวกนี้มันมีประโยชน์ แต่ไม่จำเป็นต้องเปรียบทุกอย่างไปกับนางก็ได้…

 

Jaya Ballard, Task Mage – Art by Matt Cavotta

 

“เราทุกคนล้วนสามารถมุ่งมั่นที่จะเป็นอย่างจาย่าได้” เซอเรนอคพูดกับนักบวชที่เหลือ “เริ่มฝึกกันเถิด”

เจ้าอาวาสเริ่มต้นนำสวด เสียงของเขาชัดเจน แต่เสียงที่ออกจากปอดฟังดูแหบแห้ง ชานดร้าสังเกตได้ถึงความชราจากท่วงท่าในการขยับตัวของเขา—แค่จะตั้งศีรษะให้ตรงจากหลังที่ค่อมเพื่อสวดมนต์ก็ดูยากแล้ว

นักบวชฝึกหัดร้องสมทบตาม และในไม่ช้าบริเวณรอบๆ ก็ดังก้องไปด้วยเสียงสวดมนต์ น้ำเสียงที่เปล่งออกผ่านการกระทบกันเป็นสำเนียงทุ้มต่ำ แม้กระทั่งร่างกายของพวกเขาก็ขยับโดยพร้อมเพรียงกันด้วยปลายเท้าที่วาดลวดลายไปมาบนแผ่นหินกับแขนที่แกว่งไกวเหมือนไอร้อนที่แผ่พุ่ง ระหว่างที่นักบวชร่ายรำเป็นจังหวะ เปลวเพลิงปะทุขึ้นมาจากลาวาเบื้องล่างพร้อมขยายตัวเป็นวงล้อไฟอยู่รอบตัวพวกเขา

ท่วงท่าเต้นรำไปกับจังหวะของเปลวเพลิงนั้นสวยงามมาก และชานดร้าเองก็ปล่อยตัวไปตามจังหวะของมัน หล่อนเอามือกอดตัวเองไว้ แหงนหน้าขึ้นแล้วหมุนตัวพลางตวัดมือออกพลางปล่อยประกายไฟออกมาจากปลายนิ้ว ระหว่างที่ขยับตัวไปมาหล่อนกวาดสายตาไปด้านบน จ้องมองกลุ่มควันที่ลอยมาจากบ่อลาวา สูงขึ้นไปยังท้องฟ้าพร้อมๆ กับเสียงขับร้องของเหล่านักบวช ชานดร้าอดคิดไม่ได้ว่า จาย่าเองจะเคยรู้สึกแบบนี้บ้างไหม? หล่อนเป็นคนเริ่มนำบทสวดนี้มาใช้ในเรกาธาร์หรือเปล่า? พระแม่ลูติ รู้ถึงตัวตนของเพลนส์วอล์คเกอร์และเคยบอกชานดร้าด้วยซ้ำว่าจาย่าเองก็เป็นเหมือนกัน หล่อนจะใช้คำขับร้องแบบไหน หรือภาษาจากภพใดกันเพื่อจะปลุกพลังเพลิงออกมา? ชานดร้าสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดแล้วปล่อยเสียงออกมาให้เข้ากับจังหวะของการเต้นในแบบที่เธอรู้สึก—ทำนองสูงและสั่นระรัวที่พุ่งสูงขึ้นๆ ตามจังหวะการหมุนของเธอ

“ชานดร้า” เซอเรนอคพูดขึ้น “คาถาจะไม่สำเร็จ ถ้าเจ้าไม่เข้าร่วมนะ”

ชานดร้าหยุดกึก พลางกวาดสายตาไปรอบข้าง นักบวชรูปอื่นๆ ได้หยุดการร่ายรำกันหมดและกำลังจ้องมองมาที่ตัวเธอ เสียงสวดมนต์จางหายลงแล้วพร้อมๆ กับวงล้อไฟที่สลายตัวไป

“ข้า..ข้าคิดว่ากำลังร่วมสวดอยู่” ชานดร้าตอบ เส้นผมของหล่อนลุกประกายด้วยเปลวไฟ แต่ชานดร้าก็รีบดับมันลงอย่างรวดเร็วด้วยมือของหล่อนเอง

“เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะแปรพลังอารมณ์เช่นนั้นเข้ากับบทเรียน” เซอเรนอคว่าต่อ “มีเพียงแต่การผสานพลัง และร่วมมือกันอย่างสามัคคีเท่านั้นที่จะสามารถสร้างเพลิงที่ทรงพลังที่สุดได้ เจ้าเองก็จะต้องอุทิศตนเพื่อสิ่งนี้เช่นกัน”

 

Abbot of Keral Keep | Art by Deruchenko Alexander

 

“ข้าก็พยายามอยู่” ชานดร้ากล่าว

“ต้องพยายามมากกว่านี้อีก” เซอเรนอคสอน น้ำเสียงของเขาฟังดูเหน็ดเหนื่อย “ข้าเองก็เหมือนไม้ใกล้ฝั่งเข้าทุกทีแล้ว ทำสิ่งที่พระแก่นี้อยากเห็นให้เป็นจริงด้วยเถอะ”

“อย่าพูดแบบนั้นสิ”

เซอเรนอคปรบมือทั้งสอง “เรามาเริ่มกันอีกครั้งนึง ชานดร้า เจ้าจงจดจำสิ่งที่ได้เรียนมา บทเรียนพวกนี้มิได้มีไว้เพื่อผูกมัดตัวเจ้า กลับกัน พวกมันมีไว้เพื่อช่วยเสริมให้เจ้านั้นเติบโตขึ้น”

เจ้าอาวาสวางมือไว้ข้างลำตัวแล้วแหงนหน้าขึ้น ชานดร้าเหลือบเห็นหยาดเหงื่อไหลลงมาผ่านแก้มของเขา—เซอเรนอคร่ายคาถาอะไรอยู่หรือเปล่าเนี่ย?

เสียงแตกหักสั่นสะเทือนดังระรัวออกมาจากใต้ภูเขาไฟ ผืนดินรอบด้านเริ่มเขย่าทำเอาชานดร้าและเหล่านักบวชเสียการทรงตัว ล้มลงบนแผ่นหิน

“นี่มันอะไรกัน?” นักบวชรูปหนึ่งเอ่ยขึ้นพลางหันรีหันขวาง

“แผ่นดินไหวรึ?” อีกรูปถามต่อ

หินหลอมเหลวโผล่พรวดออกมาจากแอ่งลาวาตัดขาดเส้นทางระหว่างอารามและจุดที่พวกเขาอยู่ สิ่งมีชีวิตบางอย่างกำลังพุ่งขึ้นจากลาวา—สิ่งมีชีวิตบางอย่างที่ขนาดใหญ่มากเสียด้วย

“เร็วเข้าเถอะ” เซอเรนอคพูดขึ้น “เราต้องสวดมนต์กันต่อ”

“ตอนนี้ไม่น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสำหรับฝึกการร้องเพลงนะ?” ชานดร้าถาม

“เสริมพลังเกราะป้องกันตามที่ข้าได้เคยสอนพวกเจ้าไว้ เร็วเข้า!” เซอเรนอคเริ่มสวดก่อนตามด้วยเหล่าพระที่เหลือ พร้อมทั้งร่ายรำต่อ วงแหวนเพลิงปะทุขึ้นมารายล้อมพวกเขาอีกครั้งและพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ

บางสิ่งบางอย่างขนาดมหึมาโผล่พรวดออกมาจากท้องลาวา ส่วนหัวที่มีเปลือกแข็งและเขี้ยวแหลมหุ้มพร้อมลำตัวแข็งเหมือนหิน เลื้อยทะยานขึ้นสูง ส่วนคอที่ยาวเฟื้อยพร้อมหนามแหลมรอบๆ เปลือกแข็งที่หุ้มตัวมันเห็นได้ชัดเจน ขนาดของมันใหญ่ๆ พอๆ กับพวกเวิร์ม (Wurm สัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายงูยักษ์) แต่รูปร่างของมันนั้นวิวัฒนาการมาจนสามารถแหวกว่ายผ่านภูเขาหินลาวาได้

 

Embermaw Hellion | Art by James Paick

 

“เฮลเลี่ยน! (Hellion ตะขาบยักษ์ สัตว์เลื้อยคลานคล้ายงูขนาดใหญ่ที่อาศัยอยู่กับความร้อน)” นักบวชรูปหนึ่งตะโกนเสียงดัง

“รักษาจังหวะการสวดไว้!” เซอเรนอคตะโกนกลับ

เจ้าเฮลเลี่ยนยักษ์ผงาดขึ้นฟ้าแล้วส่งเสียงคำราม พ่นไฟและควันพิษออกมารอบๆ ตัว มันพลิกลำตัวกลับมาเผชิญหน้ากลุ่มนักบวช หนวดอันน่าขยะแขยงของมันสั่นไหวไปมา ปากของมันนั้นใหญ่พอที่จะเขมือบกลืนคนเข้าไปได้ทั้งตัวในคำเดียว แต่ชานดร้ามองแล้วกลับคิดว่ามันคงจะชอบเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืนซะมากกว่า…

เหล่านักบวชยังร่ายรำและประสานเสียงสวดมนต์ต่อไป กำแพงเพลิงพุ่งขึ้นมาล้อมรอบปกป้องพวกเขาจากอสูรยักษ์

ในขณะเดียวกันกับที่เปลวไฟพวยพุ่ง ชานดร้ามองไปรอบๆยังกลุ่มนักบวชอัคคี พยายามที่จะทำเสียงและสวดเป็นทำนองตาม ลุยเลยนาลาร์—หล่อนคิด บทสวดพวกนี้ถูกจารึกไว้ทั่วผนังในอาราม เจ้าต้องทำได้สิ หล่อนเหลือบมองไปที่เซอเรนอคและพยายามเลียนแบบท่วงท่าของเขา

กำแพงเพลิงขยายใหญ่ขึ้นก็จริง แต่มันยังดูติดๆ ขัดๆ อยู่และยังพุ่งสูงขึ้นไม่พอ ชานดร้ารู้ดีว่านี่เป็นความผิดของเธอเอง— หล่อนเร่งรีบสวดเกินไป ออกเสียงผิดๆ ถูกๆ  แล้วก็ยังร่ายรำผิดอีกด้วย เจ้าตะขาบยักษ์คงสามารถเอาหัวลอดเข้ามาแล้วงับพวกนักบวชได้แน่—

ทันใดนั้น หล่อนเห็นส่วนหัวของเจ้าสัตว์ร้ายผงาดเหนือกำแพงเพลิง มันอ้าปากที่มีหนวดเขี้ยวอยู่นับไม่ถ้วนพร้อมกับส่งเสียงคำรามก้อง

ชานดร้าตัดสินใจหยุดสวดมนต์ หล่อนหันหน้าเข้าเผชิญกับเฮลเลี่ยนยักษ์แล้วในพริบตานั้น เส้นผมและมือทั้งสองของเธอก็ลุกโชนขึ้นด้วยเปลวไฟ  หล่อนยิงลูกไฟออกไป 2 นัดเข้าที่ช่วงท้องของมัน แต่เกราะกระกระดองหนาต้านทานเอาไว้ให้เหลือเพียงรอยไหม้เล็กๆ

สัตว์ยักษ์เริ่มจู่โจมด้วยการใช้หัวของมันโหม่งทะลุผ่านกำแพงเพลิงพุ่งตรงมายังนักบวชรูปหนึ่ง เขารีบกระโดดหนีออกจากจุดนั้นไปบนแผ่นหินอีกแผ่นที่ลอยคว้างอยู่บนบ่อลาวาในจังหวะที่เจ้าเฮลเลี่ยนเข้ากระแทกแผ่นหินแรกที่เขาเคยยืนอยู่ก่อนจนแหลกไม่เป็นชิ้น เปลวไฟจากบาเรียลุกไหม้บนเปลือกนอกของมันเล็กน้อยและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้งมันได้

ชานดร้ากัดฟันแน่นพร้อมกับรักษาการทรงตัวของเธอไว้ ในจังหวะที่มันกดหัวลงหล่อนกระโจนเข้าด้านข้างใช้เท้ายึดแน่นไว้ตรงขอบเปลือกของมันแล้วเหวี่ยงตัวเองขึ้นไปบนหลัง

ตัวเฮลเลี่ยนส่งเสียงกรีดร้องพยายามเหวี่ยงร่างของมันเพื่อสะบัดชานดร้าออก หนวดมากมายของมันตรงรี่มาหมายจะจับหล่อน

“เสร็จชั้นล่ะ!” ชานดร้าตะโกนลั่น

หนอนยักษ์เฮลเลี่ยนหมุนและบิดร่างของมัน อึดใจต่อมาด้านหลังของมันก็มาอยู่ข้างหน้า แล้วตอนนี้ชานดร้าก็กำลังห้อยตัวอยู่กับหนวดของมัน ขาของเธอสะบัดอยู่กลางอากาศ

“เล็งไปที่หัวของมัน!” นักบวชในกลุ่มพูดพลางร่ายคาถาเตรียมยิงลูกไฟ

อย่าเล็งมาที่หัวของมัน!” ชานดร้าผู้ซึ่งกำลังโหนตัวอยู่ตรงปลายหนวดจากหัวของเจ้าเฮลเลี่ยนรีบตะโกนกลับ

ชานดร้าเกาะไว้แน่นแล้วพยายามเหวี่ยงตัว หล่อนใช้เท้าเหยียบลงไปตรงเปลือกกระดองของสัตว์ยักษ์แล้วฉุดร่างของตนขึ้นไปอยู่บนหัว ตะขาบเฮลเลี่ยนกระตุกแล้วเริ่มพยศ ชานดร้าเร่งพลังไฟของหล่อนจนมือเปล่งแสงสีขาวโพลนด้วยความร้อนและใช้นิ้วเหล่านั้นแทงทะลุเปลือกเกราะหนาของมันเพื่อยึดร่างไว้ไม่ให้ถูกสลัดออก

ชานดร้าอดคิดไม่ได้ว่าเธอตกมาอยู่ในสถานการณ์นี้ได้อย่างไร—ซึ่งก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอจะมีความคิดแบบนี้.. หนวดของเจ้าอสุรกายนั้นมีความหนากว่าในด้านที่ใกล้กับส่วนหัวของมันและตอนนี้ก็ตวัดรัวมาที่เธอ บ้างก็ตีเข้าที่ชุดเกราะ บ้างก็ฟาดโดนผิดหนังของเธอ ชานดร้าตีหน้าบูดบึ้งพลางมองไปยังมือที่อาบไปด้วยแสงร้อนจ้าสีขาวจากเวทย์ไฟ หล่อนรู้ตัวดีว่าคงจะไม่สามารถรักษาความร้อนระดับนี้ไว้ได้อีกนานสักเท่าไร ต้องเพิ่มความร้อนให้มากกว่านี้อีก มากกว่าที่เธอจะสามาถสร้างมันได้ด้วยตัวคนเดียว

“ข้ามีแผนบ้าระห่ำสุดโต่งแล้ว!” หล่อนตะโกนไปทางคนที่เหลือ “ข้าเปลี่ยนใจแล้วล่ะ พอข้าให้สัญญาณ เล็งมาทางข้านี่!!”

ชานดร้ากะจังหวะให้พอดีกับที่เจ้าเฮลเลี่ยนบิดตัวครั้งต่อไปแล้วปล่อยตัวออกจากหนวดของมัน กึ่งวิ่งกึ่งไถลลงมาตามลำตัวยาวพลางปัดป้องหนวดที่กรูเข้ามาหมายรัดตัวเธอด้วยพลังไฟ เมื่อเธอลงมาจนถึงส่วนท้องใกล้ๆ กับจุดที่มันโผล่ออกมาจากบ่อลาวา ชานดร้าใช้มือทั้งสองจับยึดไว้กับตัวมันพลางหันกลับไปสบตาเจ้าสัตว์ยักษ์นั่น หล่อนเบือนหน้ากลับ รวบรวมพลังทั้งหมดแล้วต่อยลงไปยังเกราะของมันด้วยกำปั้นที่อัดไปด้วยความร้อนจนเป็นแสงสีขาว

เจ้าสัตว์ร้ายไม่รอช้าพุ่งหัวลงมาหาตัวชานดร้าตามสัญชาตญาณ ซึ่งหล่อนก็กระโจนหลบตามที่คาดไว้

เฮลเลี่ยนยักษ์อ้าปากอันเต็มไปด้วยคมเขี้ยวหมายจะงับ แต่ชานดร้าได้หลบออกไปแล้วทำให้มันกัดเข้าไปที่เปลือกตรงส่วนท้องของมันเองอย่างเต็มแรง กรามของมันติดอยู่กับเกราะกระดองไม่สามารถถอนออกมาได้…อย่างน้อยก็ชั่วระยะหนึ่ง

ชานดร้ากระโดดลงมาบนแผ่นหินหนึ่ง หันไปทางเหล่านักบวชแล้วส่งสัญญาขอร้องให้พวกเขาทำตาม “ตอนนี้แหล่ะ!” หล่อนตะโกน “ยิงมาที่ข้านี่เลย!”

นักบวชคนอื่นๆ ยืนตัวแข็งพลางส่งสายตาไปยังเซอเรนอค นี่ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาเคยร่ำเรียนมาสักนิด

เจ้าอาวาสสบตากับชานดร้าอยู่ชั่วอึดใจหนึ่ง ครุ่นคิด

ตะขาบยักษ์ส่งเสียงกรีดร้องและพยายามดึงตัวออกแต่เขี้ยวแหลมคมยังคงฝังแน่นอยู่บนเปลือกแข็งของมันเอง

“เร็วเข้า!” ชานดร้าวอนย้ำ “จัดการเลย!”

เซอเรนอคมองไปที่ศิษย์นักบวชและพยักหน้า

นักบวชอัคคีทั้งหมดกู่ตะโกน ยื่นมือออกแล้วปล่อยพลังไฟนับสิบๆ ลูกพุ่งตรงเข้าใส่ชานดร้า

 

Ravaging Blaze | Art by Aleksi Briclot

 

ชานดร้ามีเวลาเพียงพริบตาเดียวเท่านั้นในขณะที่ลูกไฟจำนวนมหาศาลพุ่งทะยานเข้าใส่ หล่อนกะจังหวะลีลาร่ายรำ วินาทีต่อมาชานดร้าหมุนตัวโดยใช้เท้าเป็นจุดศูนย์กลางและใช้มือทั้ง 2 ของเธอวาดชักนำเวทย์ไฟที่ถาโถมเข้าใส่ตัวให้ไปในทิศทางเดียวกันพร้อมๆ กับการหมุนตัว ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นภายในท่วงทำนองเดียว หล่อนผสานเปลวไฟทั้งหมดเข้าด้วยกันจนกลายสภาพเป็นเส้นพระเพลิงที่มีปลายแหลมเหมือนเข็มเต็มไปด้วยแสงประกายเจิดจ้าจากความร้อน ชานดร้าตวัดมันไปมารอบตัว รับรู้ได้ถึงความร้อนที่อัดแน่นจนแทบระเบิดทุกๆ ครั้งที่เคลื่อนตัวผ่าน และในที่สุดก็ส่งมันตรงดิ่งไปสู่ส่วนหัวของเจ้าเฮลเลี่ยนยักษ์

หอกอัคคีทะลวงเปลือกเกราะหนาตรงหน้าผากของอสูรร้ายและเจาะลึกลงไปยังเนื้อเยื่อด้านใน

สัตว์ประหลาดโก่งตัวแล้วกรีดร้องเสียงดัง มันสะบัดตัวไปมาจนเป็นอิสระ ดึงเอาเขี้ยวที่ฝังอยู่ในเปลือกของมันออกมา

ตะขาบยักษ์ยกหัวขึ้นสูงตวัดหนวดไปมาพร้อมๆ กับส่งเสียงขู่ และมุดกลับลงไปในบ่อลาวาเบื้องล่าง

คลื่นลาวากระเพื่อมเป็นระลอกๆ แล้วจึงค่อยๆ สงบลง ทุกคนในที่นั้นต่างนิ่งงันไปชั่วอึดใจหนึ่ง ไม่มีใครกล้าเอ่ยคำพูดใดออกจากปากจนกว่าจะแน่ใจแล้วว่าเจ้าสัตว์ร้ายจะไม่โผล่กลับขึ้นมาหาทางเขมือบพวกเขาอีกครั้ง

ชานดร้าโน้มตัววางมือไว้บนเข่าอย่างเหนื่อยหอบ “ขอโทษนะที่ข้าทำการสวดพังซะหมด” หล่อนพูดขึ้นในที่สุด เปลวเพลิงที่ลุกโชนตามเส้นผมของเธอค่อยๆ กลับคืนเป็นปกติ เส้นผมช่อหนึ่งชี้กระเซอะกระเซิงออกมา

“นี่แหละ” เซอเรนอคกล่าว ใบหน้าเคลือบคราบเขม่าดำแต่ปนไว้ด้วยรอยยิ้ม เขาใช้มือปิดปากและไอไม่หยุด กระนั้นเองรอยยิ้มก็ยังไม่จางหายไป “เจ้าทำในสิ่งที่ข้าเคยเห็นคนอื่นเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้ เจ้าพร้อมแล้ว เจ้าคือนางจริงๆ”

 


 

“ตื่นเถิดชานดร้า”

ชานดร้านอนอยู่บนเตียงของตัวเองในอาราม นี่คงจะเป็นเวลาอันสุดแสนหดหู่ที่คนทั่วไปเรียกกันว่ารุ่งเช้าสินะ

ร้ายยิ่งไปกว่านั้น เสียงตรงประตูที่เรียกเธออยู่เป็นของพระแม่ลูติอย่างแน่นอน

“ชานดร้า” พระแม่ลูติเรียกซ้ำ “ลุกขึ้นเถอะ นี่มันจะเที่ยงแล้ว”

“ท่านรู้ได้ยังไง?” ชานดร้าส่งเสียงพึมพำ ร่างกายยังไม่ขยับเขยื้อน “จากข้างในเปลือกตาข้ามันยังมืดตื๋อ เป็นเวลานอนอยู่ชัดๆ”

“ท่านเจ้าอาวาสเซอเรนอคน่ะ..”

ชานดร้าลุกขึ้นจนได้ “ฟังนะ” หล่อนพูดพลางพยายามขจัดความง่วงหงาวออกไปจากสมอง “ถ้าหากว่าท่านเจ้าอาวาสอยากจะคุยกับข้าเรื่องฝึกหัดการสวดมนต์ละก็ บอกเขาไปเลยว่าพรุ่งนี้น่าจะดี—”

“ชานดร้า เจ้าอาวาสเซอเรนอคมรณภาพแล้ว”

 


 

พิธีศพของเจ้าอาวาสนั้นกินเวลาไม่นาน งานถูกจัดไว้บนที่โล่งเรียบบนเนินเขาด้านนอกของวิหารเครอล ที่ตรงนี้เป็นที่เดียวกับทางขึ้นขั้นบันไดหินซึ่งชานดร้าปีนขึ้นมาตอนแรกสุดเมื่อครั้งเป็นเพลนส์วอล์คเกอร์ นักบวชอัคคีที่มารวมตัวกันในตอนนี้หลายๆ รูปก็เคยต้อนรับเธอในสมัยก่อนมาแล้วครั้งหนึ่ง ตอนที่เธอยังเป็นเพียงผู้ใช้ไฟอันไม่รู้ประสีประสาใดๆ

 

Mount Keralia | Art by Franz Vohwinkel

 

“พวกเราล้วนเป็นลูกศิษย์ของเซอเรนอค” พระแม่ลูติกล่าว “เราทุกคนที่ได้รู้จักท่านต่างได้เรียนรู้บทเรียนจากการใช้ชีวิตอันเจิดจ้าเยี่ยงเปลวเพลิง เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น และการอุทิศตัวตนทั้งหมดของท่านเพื่อเป็นเจ้าอาวาสของวัดแห่งนี้”

ชานดร้ากำลังร้องไห้—ส่วนหนึ่งด้วยความฉงนสนเท่ห์ อีกส่วนหนึ่งจากความเศร้าโศกที่ได้เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้แล้ว นางรู้ตัวดีว่า ณ ตอนนี้ยังไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดทั้งหมดเสียทีเดียว แต่อีกไม่ช้า ความเศร้าเหล่านี้คงจะค่อยๆขยับเข้ามาปกคลุมความรู้สึกของตนเป็นแน่ เหมือนความโศกเศร้าหนักหน่วงที่ค่อยๆ กลืนกินจิตใจในความมืด

“เจ้าอาวาสเซอเรนอคหลับอย่างสงบเมื่อคืนที่ผ่านมา” ลูติว่าต่อ “และถึงแม้ว่าท่านจะล่วงลับไปแล้วก็ตาม ท่านก็ยังทิ้งคำสอนสุดท้ายไว้ให้กับพวกเรา—เพราะท่านเป็นอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่จนถึงวินาทีสุดท้ายจริงๆ ท่านได้แสดงให้เราเห็นว่า ในช่วงเวลาอันน้อยนิดที่มีอยู่นั้น พวกเราจักต้องเลือกเดินในวิถีของตนและอุทิศตัวตนของเราเพื่อสิ่งนั้น จงค้นหาเปลวไฟภายในตัวเรา และทำให้มันลุกโชนขึ้น มอบชีวิตของเราเป็นเสมือนเครื่องบรรณาการแด่เปลวเพลิงนี้เสีย ที่สำคัญ เราต้องไม่ลืมที่จะเป็นพลังแก่เปลวไฟในจิตใจของผู้อื่นให้ได้ลุกโชติช่วงขึ้นด้วยเช่นกัน” นางว่าแล้วประสานมือทั้งสอง “ลาก่อน เซอเรนอค”

นักบวชทุกรูปก้มศีรษะลง ชุดฮูดเลื่อนลงมาคลุมใบหน้าของพวกเขา

เมื่อพิธีกรรมสิ้นสุดลง ชานดร้ามิได้กลับไปที่อารามเช่นคนอื่นๆ หล่อนออกเดินห่างจากตัววิหารออกไปเรื่อยๆ ลึกเข้าไปในแนวภูเขา ชานดร้าได้ยินเสียงพระแม่ลูติเรียกเธอแว่วมาแต่ไกล แต่ชานดร้าก็ไม่ได้หันกลับไปมอง

 


 

กลางวันอันร้อนระอุกลับกลายมาเป็นกลางคืนแสนอบอ้าวในภพแห่งเรกาธาร์ บรรยากาศเต็มไปด้วยควันพายุลอยหมุนคว้างอยู่บนท้องฟ้า ช่างเหมือนอารมณ์ขุ่นมัวที่กราดเกรี้ยวอยู่ในใจของชานดร้าตอนนี้ รอบๆ ตัวเธอความมืดปกคลุมไปหมดจนไม่สามารถมองเห็นกระทั่งรูปร่างของภูเขาไฟยักษ์ตรงปลายขอบฟ้า ชานดร้าสังเกตเห็นก็เพียงแต่เส้นลาวาที่ไหลออกมาข้างๆ เท่านั้น ซึ่งจากระยะทางที่ไกล และด้วยความมืดขนาดนี้ มันดูเหมือนไม่มีการขยับเขยื้อนใดๆ เสียด้วยซ้ำ— หล่อนลองจินตนาการถึงภาพลาวาร้อนระอุไหลลงมาเป็นสาย หรือถ้าหากว่าเธอลองเปลี่ยนมุมมองเสียหน่อย เส้นลาวาที่ว่านั่นก็ดูเหมือนกำลังไหลย้อน ตะเกียกตะกายกลับขึ้นไปยังปล่องภูเขาไฟ ชานดร้าเดินมาเรื่อยๆ จนหยุดพักใต้ชะง่อนผาหนึ่งที่ข้างบนเป็นรังของผีเสื้อกลางคืนซินเดอร์มอธ (Cindermoths) หล่อนจ้องมองดูผีเสื้อเหล่านั้นบินวนขึ้นไปท่ามกลางท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างเงียบๆ ประกายไฟปะทุออกมาทุๆครั้งที่พวกมันกระพือปีคู่จิ๋วนั่น

ชานดร้ารู้ดีว่าตัวเองรำคาญทุกๆ ครั้งเวลาที่เซอเรนอคพยายามสั่งสอน หรือคาดหวังหลายสิ่งหลายอย่างในตัวเธอ แต่เอาเข้าจริงๆ มันจะตายรึไงกับแค่การตั้งใจศึกษาบทสวด และฝึกหัดไปพร้อมๆ กับคนอื่น? มันแย่นักรึไงกับการพยายามทำตัวให้ดีให้สมกับความคาดหวังของเขา? หล่อนร้องไห้ออกมาพลางนึกหวนย้อนกลับไป ไม่ใช่ถึงบทเรียนของเซอเรนอค แต่ถึงความใจดี การเอาใจใส่ดูแลของเขา หล่อนรู้สึกได้ถึงช่องว่างข้างในจิตใจ เหมือนบ่อลึกที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ชานดร้าเคยคิดว่าความรู้สึกของเธอในการสูญเสียอาจารย์ไปจะมาเป็นระลอกๆ ของความเศร้า เป็นความรู้สึกที่สัมผัสรับรู้ได้ เหนี่ยวรั้งมันไว้ได้ เป็นความรู้สึกบางอย่างที่หล่อนจะสามารถนิยามมันได้ แต่เปล่าเลย ช่องว่างในจิตใจของเธอตอนนี้ไม่มีสิ่งใดมาให้คำนิยามได้ทั้งสิ้น มันไม่ใช่ความรู้สึกที่เธอจะสามารถต่อสู้ได้… ทำได้เพียงต้องอยู่เพียงลำพังภายในที่ว่างเปล่าสีดำมืดนี้เท่านั้น

หลังจากเวลาผ่านไปสักพักใหญ่ๆ ตัวชานดร้าเริ่มโหยหาเตียงนอนนุ่มสบายแทนที่จะเป็นความสันโดษยามค่ำคืน หล่อนเดินทางกลับไปยังอารามผ่านทางเดินที่ขนาบด้วยภูเขาสูงชัน พลางระเบิดพลังเวทย์ไฟไปในความมืดตรงหน้า ผีเสื้อซินเดอร์มอธบินลอยล่องพร้อมประกายไฟไปพร้อมๆ กับเธอ

 


 

รุ่งอรุณมาถึงพอดิบพอดีกับที่เท้าทั้งสองพาชานดร้ากลับมาถึงอาราม

พระแม่ลูตินั่งอยู่ที่เชิงบันได พร้อมชุดผ้าที่พับไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยวางไว้บนตักของนาง ชุดคลุมของอดีตเจ้าอาวาสเซอเรนอคนั่นเอง ลวดลายของด้ายที่ถูกถักขึ้นมาเป็นสีสดเปล่งประกายดั่งไฟที่มาจากหินหลอมเหลว

“ท่านเอาสิ่งนี้มาให้ข้าดูทำไมกัน?” ชานดร้าถาม กล้ามเนื้อของหล่อนอ่อนล้า หัวใจปั่นป่วนดั่งพายุหมุน วังวนวายุที่พัดโหมกระหน่ำรอบๆ พื้นที่อันว่างเปล่า หล่อนไม่เคยเห็นชุดนี้เวลาที่ไม่ได้สวมใส่โดยเซอเรนอค ดวงตาเริ่มเอ่อด้วยน้ำใสๆ “ท่านอยากให้ข้าเสียใจมากกว่านี้หรือยังไง?”

“ชานดร้า ฟังข้าก่อน” ลูติเอ่ย

“ไม่เป็นไร ข้าเข้าใจ” ชานดร้าพูดตัดพลางขยับตัวเข้ามาใกล้ “ท่านเซอเรนอคมรณภาพไปแล้ว แต่การเรียน ฝึกสอนยังต้องดำเนินต่อไป! พวกเราต้องไปรวมตัวกันที่ห้องโถงใหญ่ เสื้อคลุมของท่านยังไม่ทันจะหายอุ่นแต่เราก็ต้องหาผู้ที่จะมาแทนตรงนี้แล้ว ท่านมาเพื่อบอกข้าเรื่องนึ้ใช่มั้ย? ว่านี่ก็ผ่านมานานแล้ว เราต้องเดินหน้าต่อไป และเราต้องเลือกเจ้าอาวาสคนใหม่?”

“ไม่ใช่หรอกชานดร้า” พระแม่ลูติพูดต่อ แล้วมองลงมายังชุดคลุมของเซอเรนอค “ข้ามาเพื่อบอกกับเจ้าว่า พวกเราได้เลือกไปเรียบร้อยแล้ว”

 


 

“ข้าทำไม่ได้หรอก” ชานดร้าพูดขึ้น น่าเป็นครั้งที่ร้อยแล้วหล่อนคิดในใจ “ข้าไม่ใช่นักบวช แล้วที่สำคัญ ข้าไม่ใช่เจ้าอาวาสอย่างแน่นอน”

นางนั่งอยู่ที่โต๊ะหินแกรนิตยาวใจกลางอาราม ห้อมล้อมไปด้วยพระสงฆ์ชั้นอาวุโสซึ่งทั้งหมดล้วนสวมเสื้อคลุมสีแดงเพลิง ชุดของเซอเรนอคถูกพับไว้อย่างปราณีตตรงหน้าเธอ

“อย่างที่เซอเรนอคพูดเอาไว้เสมอ เจ้าเป็นผู้ควบคุมไฟที่มีพรสวรรค์มากที่สุดคนหนึ่งที่เคยมาอยู่วิหารเครอลแห่งนี้” แม่ลูติกล่าว มือทั้งสองข้างรวบไว้ด้วยกันใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความเมตตาอารีย์ “เขาเห็นเจ้าเป็นคนมีไหวพริบ ฉลาดหลักแหลมและตรงไปตรงมา ทั้งคำพูดและพลังเวทย์ของเจ้านั้นกลั่นออกมาจากจิตใจเสมอ เหมือนกับ—”

ชานดร้าสะดุ้งนิดหน่อย

“—เหมือนกับจาย่า เราทุกคนสามารถที่จะเรียนรู้จากเจ้าได้”

เป็นคำพูดที่น่าฟังและทำให้รู้สึกดีมากแต่ไม่มีใครเลยสักคนจริงๆ ที่จะฟังในสิ่งที่หล่อนพยายามพูดออกมา ชานดร้ารู้สึกได้ถึงความขุ่นมัว บดบังวิสัยทัศน์ของเธอให้เลือนราง “ข้าไม่มีทางแทนที่เซอเรนอคได้เลย! ข้าเป็นอาจารย์ไม่ได้ ขนาดเป็นนักเรียน ข้ายังแทบเป็นไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ข้าขอโทษพวกท่านด้วยแต่ข้าต้องขอปฎิเสธ..”

เหล่านักบวชในห้องเริ่มมองหน้ากันเองอย่างกังวล

 

Acolyte of the Inferno | Art by Joseph Meehan

 

“ชานดร้า การได้รับเลือกให้เป็นเจ้าอาวาสถือเป็นเกียรติอันสูงส่งนัก” พระสงฆ์รูปหนึ่งกล่าวขึ้น เคราของเขายาวลงมาจนแทบจะแตะผิวโต๊ะหิน “หากตำแหน่งนี้ถูกเสนอ เท่ากับว่านี่คือความรับผิดชอบของเจ้า เจ้าต้องรับมันไว้”

“เฮ้” ชานดร้าตัดบทแล้วทุบโต๊ะดังลั่นด้วยกำปั้นทั้งสองลงข้าง ๆ ชุดคลุมของเซอเรนอค เส้นผมของเธอปะทุเป็นประกายไฟอยู่ชั่วขณะหนึ่ง “ข้าขอแนะนำท่านไว้เลยนะ การมาสั่งให้ทำอะไรต่อมิอะไร ไม่ใช่วิธีที่ดีในการเกลี้ยกล่อมข้า”

สีหน้าของพระแม่ลูติราบเรียบ “เซอเรนอครู้ดีว่าเวลาของเขาจวนจะหมดลงแล้ว ชานดร้า เขาทดสอบเจ้ามาตลอด เขาเห็นบางสิ่งในตัวเจ้านะ”

“เซอเรนอคเชื่อว่าข้าเป็นคนที่ข้าไม่มีวันเป็นได้” ชานดร้าคตอบกลับ “โปรดเชื่อข้าเถอะ พวกท่านไม่อยากให้ข้าเป็นผู้นำอารามแห่งนี้หรอก ข้าไม่รู้บทสวด ข้าร่ายรำผิดพลาด ข้าทำอะไรๆ ที่พวกท่านทำกันที่นี่ได้ไม่ดีเลยสักอย่างนึง”

“ถ้าเช่นนั้น ก็เหมือนกับที่เซอเรนอคชอบพูดบ่อยๆ นี่จะเป็นบททดสอบที่เหมาะกับเจ้าเลยทีเดียว”ลูติกล่าวขึ้นในที่สุด

คำพูดนี้เสียดแทงเข้าไปในอกของเธอ ชานดร้าเอนหลังพิงพนักปล่อยให้สองไหล่ตกลงข้างตัว หล่อนกำมือหลวมๆ แล้วขยี้ไปตรงเบ้าตาทั้งสอง— จะเพื่อปัดคราบน้ำตาหรือจะเพื่อปิดบังให้มองรอบๆ ตัวไม่เห็น หล่อนมิอาจรู้ได้

ชานดร้าเปิดตาออกมาช้าๆ พลางมองไปรอบๆ ที่ใบหน้าของเหล่านักบวชแห่งเพลิงรายล้อมตัวเธอ สถานที่นี้ คนเหล่านี้ที่เคยพร่ำสอนอุ้มชูเธอมามากมาย ต้องการให้เธอมาสอนพวกเขา หากว่าชานดร้าตัดสินใจที่จะอยู่ต่อเธอสามารถแสดงให้พวกเขาเห็นว่าอารามแห่งนี้มีความหมายต่อเธอมากขนาดไหน ตั้งแต่เมื่อครั้งที่พวกเขารับเธอเข้ามาหลายต่อหลายปีก่อน— ครั้งที่เธอมาในคราบของเด็กกำพร้าผู้เต็มไปด้วยความกลัวจากอีกภพหนึ่ง

“พวกท่านคิดว่าข้าสามารถเป็นได้จริงๆ รึ?” ชานดร้าถาม

เหล่านักบวชพยักหน้า

พระแม่ลูติยืนตรงพลางยื่นมือของเธอออกมา “ชานดร้า นาลาร์ เจ้าจะยอมรับสืบทอดชุดคลุมของเซอเรนอคนี้ และมาเป็นจาย่าของพวกเราได้หรือไม่? เจ้าจะชี้นำพวกเรา ในหลักการควบคุมไฟแห่งวิหารเครอลได้หรือไม่? เจ้าจะสอนพวกเราถึงวิถีแห่งอัคคีได้หรือไม่?”

ชานดร้ายืนสงบนิ่งห้อมล้อมไปด้วยมิตรสหาย บางสิ่งบางอย่างในห้องโถงนี้ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย ความรู้สึกที่คลับคล้ายคลับคลากับผ้าห่มยับยู่ยี่บนเตียงนอนของเธอ หรือว่าจริงๆแล้วเธอจะสามารถทุ่มเทตัวตนให้กับเส้นทางนี้ได้นะ? จาย่าเองก็เคยเดินทางผ่านเรกาธาร์มาก่อน— บางทีเธออาจจะกลายเป็นจาย่าที่ไม่ได้ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่เป็นจาย่าซึ่งอยู่กับคนเหล่านี้ บางทีการเป็นเจ้าอาวาสแห่งเพลิงที่ยิงลูกไฟได้ก็น่าจะสนุกดี— แล้วมันคงจะเป็นวิธีที่จะเติมเต็มช่องว่างอันแสนเจ็บปวดในใจของหล่อนได้อีกด้วย

ในระหว่างที่ชานดร้ายืนอยู่กับโต๊ะ พยายามสรรหาคำพูดออกมา ชาย 2 คน—แต่งกายด้วยชุดที่เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ชาวท้องถิ่นของเรกาธาร์— เร่งปรี่เข้ามาในห้องโถง

 


 

 

ชายคนแรกไหล่กว้าง ร่างกายกำยำ ไว้หนวดบริเวณคางและสวมใส่ชุดเกราะแข็งแรง ส่วนชายอีกคนดูสะอาดสะอ้านกว่า แก้มเนียนเรียบและสวมใส่ฮู้ดคลุมสีน้ำเงินที่เต็มไปด้วยอักขระรูน

 

Jace, Telepath Unbound | Art by Jaime Jones

 

ทั้งหมดหันไปทางชายทั้งคู่ พวกเขาจ้องตรงมายังชานดร้าซึ่งหล่อนก็จำทั้ง 2 ได้ในทันที

ชานดร้าละล่ำละลักออกมา “นี่มัน— นี่มันอะไรกันเนี่ย?”

“ดีใจที่ได้พบเจ้าอีกครั้ง ชานดร้า” กิเดี้ยน จูร่าพูดขึ้น “พวกเราต้องการความช่วยเหลือจากเจ้า”

เรามาด้วยเรื่องของเซนดิก้า” เสียงของเจซ เบเลอเรนดังก้องเข้ามาในหัวของหล่อน

ชานดร้าพาเพลนส์วอล์คเกอร์ทั้ง 2 มาด้านนอก ผ่านทางเดินจากวิหารไปยังตีนเขาเคอราเลีย เพลนส์วอล์คเกอร์ 2 คน จากช่วงเวลาที่แตกต่างกันในอดีตของเธอ— แถมโผล่มาที่นี่ ตอนนี้ ในจังหวะที่หล่อนเริ่มเชื่อมโยงสัมพันธ์ความรู้สึกกับเหล่านักบวชแห่งวิหารเครอลได้ หล่อนพยายามเค้นสมองหาช่องว่างที่จะยัดเยียดเรื่องตลกร้ายนี้เข้าไปอีก

“แล้วไงล่ะ” หล่อนว่า “กิเดี้ยน นายโผล่มาบังคับใช้กฎหมายอะไรแถวนี้? ตามล่าใครอยู่งั้นเรอะ?”

“พวกเอลดราซี่” กิเดี้ยนตอบ

“แล้วก็ตัวเจ้าด้วย” เจซเสริม “พวกเรามีภารกิจต้องทำ ถ้ามีผู้ใช้ไฟร่วมไปด้วยก็จะดีมาก”

“พวกนายกะเวลามาได้ห่วยมาก

“ข้าขอโทษถ้าหากว่าตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่เจ้าลำบาก” กิเดี้ยนพูดต่อ “และหากว่าเจ้าจำเป็นต้องอยู่ ก็จงอยู่ซะที่นี่ แต่อย่าลืมว่าพวกเราก็ต้องการเจ้าเช่นกันชานดร้า เซนดิก้าต้องการเจ้า”

ลมร้อนเริ่มก่อตัวในจิตใจของหล่อน “เซนดิก้าพูดเองอย่างงั้นเลย? เอามาคำต่อคำเลยรึเปล่าเนี่ย? ” ชานดร้าเดินไปมาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีกับอารมณ์ขุ่นมัวที่ก่อร่างขึ้น “พวกเจ้านี่น่ารักจริงๆ ที่ยังอุตส่าห์นึกถึงข้าได้ แล้วเจ้าสองคนนี่ไปรู้จักกันได้ไง…?”

กิเดี้ยนเอนศีรษะไปทางเจซ “พึ่งเจอกันนี่แหล่ะ ที่ราฟนิก้า”

“สรุปว่านายก็เด้งไปเด้งมาตามภพต่างๆ มองหาคนที่จะพาย้ายถิ่นฐานไปด้วย? ยังงั้นสินะ?”

กิเดี้ยนอ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ปิดปากเงียบลงตามเดิม ในช่วงเวลาที่เขาเงียบลงชั่วครู่นั้น ชานดร้าราวกับจะรู้สึกได้ถึงเสียงกระซิบของความทุกข์ยากทรมานมหาศาลที่เขาต้องทนอยู่กับมัน

 

Gideon, Champion of Justice | Art by David Rapoza

 

ชานดร้าเริ่มที่จะสงสารเขาขึ้นมาหน่อยเมื่อต้องมารับมือกับความดื้อดึงในตัวหล่อนเอง “กิเดี้ยน นายก็รู้ประวัติความหลังของชั้นที่มีต่อภพนี้ดีนี่ นายควรจะรู้ดีที่สุดว่าชั้นเสียสละอะไรไปบ้างเพื่อโลกนี้”

ควันจากปล่องภูเขาไฟยักษ์ที่ไกลอยู่ลิบๆ สะท้อนเป็นเงาอยู่บนเกราะของกิเดี้ยน “โลกนี้มิใช่โลกเดียวที่ต้องการความช่วยเหลือ”

ชานดร้านวดขมับของตนตรงจุดที่อยู่ใต้แว่นตา ความคิดเดียวที่แล่นเข้ามาในหัวของเธอคือ: ถ้าเป็นจาย่า นางคงไปกับพวกเขาแน่ จาย่าคงจะไม่ลังเลเลยสักนิดที่จะทะยานเข้าหาการผจญภัยครั้งใหม่ พุ่งเข้าเผชิญปัญหาที่นางจะได้ระเบิดพลังเวทย์ไฟเข้าทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า ความคิดอันแสนยั่วยวนนี้ทำเอาชานดร้าใจเต้นแรงอย่างไม่รู้ตัว ยิ่งเมื่อเธอคิดถึงเหล่าผู้คนที่กำลังเดือดร้อนซึ่งเธอสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้—

“อย่าลืมนะ” เจซพูดกำชับ “เจ้าเองก็มีส่วนที่ทำให้เซนดิก้าเป็นแบบนี้ ทั้งเจ้าทั้งข้าพวกเรามีหนี้ที่ต้องสะสาง ไม่ว่าเจ้าจะคิดยังไงก็ตามพวกเราต้องรับผิดชอบ

ดวงตาของชานดร้าลุกเป็นไฟขึ้นทันที หล่อนกัดฟันพูดออกมาช้าๆ พยายามที่จะสงบสติอารมณ์อย่างสุดความสามารถ “ทุกๆ คน ช่วย หยุด พูด เรื่อง ความรับผิดชอบ กับ ชั้น  ซะที ขอร้องล่ะ”

กิเดี้ยนกำมือแน่น “ชานดร้า” เขาพูดพลางใช้มือสัมผัสที่แผ่นอกของตนเอง ท่วงท่านี้ดูเหมือนการอ้อนวอนอย่างเปิดเผย เป็นการแสดงออกของความต้องการขอร้องซึ่งก็คงจะถึงที่สุดแล้วจริงๆ

            จาย่าคงไปกับพวกเขาแน่ จาย่าคงไปกับพวกเขาแน่ๆ

“กลับไปซะเถอะ” ชานดร้าพูดขึ้น

กิเดี้ยนมองไปที่เจซ แล้วก็มองกลับไปที่หล่อนอีกครั้ง เขาพยายามที่จะเดินเข้าใกล้เพื่อยื่นมือไปจับแขนของหล่อน แต่ชานดร้าจ้องตาเขม็งกลับมา ในพริบตานั้น วงแหวนเพลิงก็ปะทุขึ้นล้อมรอบตัวเธอทำหน้าที่ดั่งกำแพงไฟขวางกั้น

 

Chandra, Roaring Flame | Art by Eric Deschamps

 

ที่นี่คือที่ที่ต้องการตัวชั้นมากที่สุด” ชานดร้าตอบพลางกอดอก “ชั้นเป็นคนของภพนี้ และชั้นก็ได้ให้คำมั่นสัญญาแล้ว” ในจิตใจของชานดร้า เธอรู้ว่าทุกคำพูดที่ออกมานั้นล้วนเป็นความจริง

“กิเดี้ยน” เจซพูดขึ้นในที่สุด “ข้าว่าเราหมดธุระที่นี่แล้วล่ะ”

กิเดี้ยนจ้องกลับไปในตาของชานดร้าอีกเป็นเวลานาน ก่อนที่จะพยักหน้าและพูด “หากว่าเจ้าเปลี่ยนใจ มาตามหาพวกเราที่ซี เกท” ว่าแล้วเขาก็เหลือบไปทางเจซ “ไปกันเถอะ”

จังหวะที่พวกเขาเดินทางข้ามภพออกไป บรรยากาศบิดเบี้ยวและบดบังวิสัยทัศน์ของเธอไปชั่วขณะหนึ่ง เมื่อชายหนุ่มทั้งคู่ได้หายไปกันแล้ว เธอมองย้อนกลับขึ้นไปยังทางเดินหิน ที่ยาวชันไปจนถึงวิหารเครอล— และเห็นพระแม่ลูติยืนรอคอยอยู่ตรงประตูทางเข้า พร้อมกับชุดคลุมของเซอเรนอคในมือ

ชานดร้าพยักหน้าให้ช้าๆ แล้วจึงเดินกลับขึ้นไปหานาง

 

ตอนต่อไป: นิสสา รีเวน – เพื่อเซนดิก้า

 


 

ที่มา: http://magic.wizards.com/en/articles/archive/magic-story/offers-fire-2015-08-05

แปล: Parn Prasjaksattru

 

Facebook Comments
กลับขึ้นไป