Rage of the Unsung: ความคลั่งของผู้ถูกลืม

     ข้าแอบซุ่มหมอบอยู่ใต้พงหญ้าสีน้ำตาล สายตาจับจ้องไปยังเหยื่อตรงหน้า เจ้าตัวมาก้า (Maaka) ทำจมูกฟุตฟิตสูดดมกลิ่นในอากาศห่างไปไม่ถึงยี่สิบหลา หางปราดเปรียวของสัตว์ตระกูลแมวตวัดไปมาอย่างตื่นตัวเมื่อมันสอดส่องไปรอบๆ บริเวณเพื่อมองหาสัญญาณอันตราย ข้าอยู่ใต้ลมลงมาจากเจ้าสัตว์ร้ายนั่นก็จริงแต่หัวใจก็ยังเต้นสั่นระรัว ข้ากลัวว่าเจ้ามาก้าจะได้ยินเสียงแล้วเข้ามาฉีกข้าเป็นชิ้นๆ ด้วยกงเล็บดำมะเมื่อมนั่น

Rubblebelt Maaka | Art by Eric Velhagen

     ใต้ขนบางนั้นกระดูกซี่โครงนูนขึ้นมาจนเห็นได้เด่นชัดและดวงตาสีมรกตทั้งหกของมันก็ดูแผ่วๆ หมดไฟ แต่ยังไงก็เถอะ ตอนนี้ข้าไม่มีเวลาจะมาหาตัวที่แข็งแรงกว่านี้แล้ว สงครามกำลังระอุแถมพื้นดินก็สั่นสะเทือนเลือนลั่นจากการต่อสู้ไม่ไกลออกไปเท่าไรนัก ตรงเส้นขอบฟ้าลิบๆ โน่น ข้าพอจะเห็นห่วงโซ่แดงเดือดของคาถาปิดล้อมลอยวนขึ้นมา—เถาวัลย์ขี้เถ้า (Cindervines) เลื้อยสะบัดฟาดไปตามรากฐานของตึกรามบ้านช่องจนถล่มเป็นแถวๆ ต้องเป็นฝีมือของ ดรายเซค (Dryzek) แน่ๆ การรอดกลับมาจากคุกของเขานั้นเหมือนกับการเติมเชื้อไฟลงไปในใจของเหล่า กอร์ แคลน (Ghor Clan) —ของพวกเราส่วนมากน่ะนะ—และภายในค่ำคืนนี้ อาณาเขตรับเบิ้ลเบลท์ (Rubblebelt) ก็จะขยายวงกว้างออกไปอีกเมื่อที่ดินของเมืองถูกคืนสภาพให้กลับสู่ความดิบเถื่อนแห่งธรรมชาติตามเดิม

     งานเฉลิมฉลองคืนนี้ต้องสำราญกันเต็มคราบอย่างแน่นอนและข้าเองน่าจะมีโอกาสได้ลงรอยสักแห่งชัยชนะให้กับนักรบผู้เป็นดั่งตำนานคนนี้ มนุษย์ยักษ์อย่างดรายเซคนั้นมีผิวหนังอันเป็นที่รู้กันว่าเข็มสักแทบจะเจาะไม่เข้า แต่ข้าได้พัฒนาเทคนิคที่สามารถทำงานได้เร็วกว่าถึงสองเท่าและเจ็บมากกว่าวิธีดั้งเดิมอีกสามเท่าซึ่งทำให้ผิวหนังดูดซับหมึกอาบเวทมนต์ได้มากกว่า…ขอให้ข้ามีหมึกมากพอที่จะละเลงทั่วท่อนแขนอันมโหฬารของเขาให้ได้เถอะน่า

     สูตรสำหรับหมึกนี่ก็ไม่มีอะไรซับซ้อน เป็นกรรมวิธีที่ผ่านมาในแต่ละรุ่นซึ่งข้าเองก็พิถีพิถันเก็บวัตถุดิบด้วยตนเองเลย:

                 เปลือกไม้สนไหม้เกรียมห้าชิ้น

                 ไข่แดงของไข่ไฮดร้า

                 และมูลที่สด เขียวชุ่มที่สุดเท่าที่จะหาได้ของตัวมาก้า

     ข้าสลัดความคิดออกพลางหันกลับมาจดจ่อกับเจ้ามาก้าอีกครั้งซึ่งตอนนี้ดูท่ามันเริ่มจะผ่อนคลายมากขึ้นและกระทำธุระส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว พอมันใช้เท้าหลังตบฝุ่นให้คลุ้ง เจ้าสัตว์ร้ายก็ทะยานหายลับไป ส่วนข้าก็รุดไปที่เกิดเหตุอย่างทันท่วงที ข้าตีหน้าเหยเกเล็กน้อยกับตัวอย่างชิ้นงานตรงหน้า สีอุจจาระที่ออกเขียวๆ ปนน้ำตาลทึมๆ แต่ได้เท่านี้ก็ต้องเอา ข้าเอาถ้วยดินเผาวางลงบนพื้นและป่นผิวไม้สนไหม้นั้นให้กลายเป็นเศษผง ข้าลงมือตอกไข่และหมุนเปลือกอย่างบรรจงเพื่อประคองให้แค่ไข่แดงไหลลงไปในถ้วยจนผสมกันเป็นก้อนเปียกอย่างทั่วถึง ขั้นตอนสุดท้าย ข้าหย่อนมูลสัตว์ตามลงไป คลุกเคล้าจนเข้ากัน แต่ไม่ว่าจะคนนานขนาดไหน ส่วนผสมตรงหน้าก็ไม่ยอมออกมาเป็นสีเขียวสักที สีมันซีดกว่าส่วนผสมรอบที่ผ่านมาของข้าเสียอีก

     ข้าเพิ่มปริมาณอุจจาระเข้าไปอีกเท่าตัว ตอนนี้สีของมันเริ่มดูสดขึ้นมาบ้างแล้ว ข้าปลุกเสกมนต์คาถาจากผืนแผ่นดินและเปลวไฟแดงฉานก็พวยพุ่งลุกออกจากพื้นมาล้อมรอบถ้วยเอาไว้ น้ำหมึกค่อยๆ เดือดจนเป็นฟอง ข้ากลั้นลมหายใจและรอจนกว่าแสงสัญญาณอันคุ้นเคยจะเปล่งออกมาเพื่อบ่งบอกว่าส่วนผสมสำเร็จและมั่นใจได้ว่ามันจะส่องแสงวาววับงดงามเช่นเดียวกันยามอยู่บนผิวหนังนักรบเมื่ออารมณ์ความคลุ้มคลั่งเข้าครอบงำ

     ดวงตะวันคล้อยต่ำลง เงามืดเริ่มคืบคลานผ่านผืนแผ่นดินที่ถูกคืนกลับสู่ธรรมชาติและจู่ๆ ข้าก็รู้สึกไม่เหมือนผู้ล่าเข้าไปทุกขณะๆ แต่จะซวยกลายมาเป็นผู้ถูกล่าซะแทน สิ่งสุดท้ายที่มนุษย์กิ้งก่าเวียชิโน่ (Viashino) อย่างข้าต้องการคือมาถูกจับกินในแดนเถื่อนด้านนอกที่ทั้งหนาวเย็นทั้งโดดเดี่ยวแบบนี้ เพราะฉะนั้นข้าจึงรีบจ้วงมูลสัตว์สดใหม่เพิ่มไปอีกและคนผสมอย่างร้อนรนจนกระทั่งสีของหมึกเริ่มสว่างชัดขึ้นมา ความคิดที่ข้ายึดหลักปฎิบัติตามสูตรที่สืบทอดกันมาพลันเลือนหายไปเมื่อน้ำหมึกตรงหน้าหมุนวนเป็นสีเหลืองเขียวของหินอ่อนสวยงาม นี่แหละเพอร์เฟค ข้าเอาฝามาปิดถ้วยและห่อมันเอาไว้ด้วยสายหนังแล้วรีบมุ่งหน้ากลับไปที่ค่ายชายแดนพลางเมินเสียงหอนของสัตว์ร้ายนานาชนิดที่ไล่หลังมา

Art by: Wesley Burt

     ข้าสูดเอาผงฝุ่นจากซากปรักหักพังเข้าเต็มปอดและดื่มดำกับทัศนียภาพของเศษอาคารที่ถูกพังทลาย ณ ชายแดนเขตทำลายล้าง จิตรกรรอยสักส่วนใหญ่ไม่ยอมไปเดินรับแรงบันดาลใจท่ามกลางความวินาศสันตะโรที่เกิดขึ้นก่อนบรรจงสักมันลงไปบนผิวของนักรบ แต่สำหรับข้าแล้วมันทำให้ผลงานข้าโดดเด่นและไม่สามารถนำเอาไปลอกเลียนแบบจากเรื่องเล่าที่ส่งผ่านกันปากต่อปากได้ ตอนนี้รอบๆ ตัวข้ามีแต่ความโกลาหล พวกก้อบลินที่กำลังคลั่งน้ำลายฟูมปากวิ่งไล่กวดชาวเมืองที่หลงเหลืออยู่ พวกเด็กๆ เผ่ากรูลพลิกกองหินเพื่อหาเศษของมีค่า—ช่างเป็นสัตว์ร้ายตัวจ้อยที่น่าชื่นชมยิ่งนัก ซอกเล็บเปรอะเปื้อนขี้ดิน เห็บแมลงเกาะตามผมเผ้ารุงรังและรอยยิ้มแยกเขี้ยวยิงฟันเหล่านั้น ต่อมาข้าก็เห็นเขาจนได้ นักรบคลั่งในตำนานดรายเซคกำลังรวบรวมอารมณ์เดือดพล่านพลางใช้มันเรียงเศษซากปรักหักพังของอาคารขึ้นใหม่จนเป็นรูปทรงของเขี้ยว เครื่องบรรณาการแด่เทพหมูป่าทำลายล้าง

     ทาง รูริคและธาร์ (Ruric Thar) เองก็ไม่ยอมน้อยหน้า ก่อซากหินขึ้นไปเป็นเสมือนเครื่องบรรณาการของพวกเขาเองเช่นกันแล้วก็ไม่ลืมที่จะร้องคำรามลั่นทันทีที่ยอดของมันสูงกว่าดรายเซค คนอื่นๆ เฮโลกันเข้ามาร่วมวงพลางแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อท่านผู้นำเผ่า แต่แม้ว่าออเกอร์คู่นั้นจะร่างใหญ่โตขนาดไหนก็ยังไม่สามารถเทียบเท่ากับกล้ามเนื้อกำยำบึกบึนของดรายเซคได้ ซึ่งเมื่อเขาเอาหินหักพังอีกก้อนยกเรียงต่อให้สูงขึ้นไปอีก เหล่าลูกสมุนก็พากันใช้มือทุบอกรัวๆ และทำจมูกฟืดฟาดเหมือนเสียงหมูป่า จำนวนคนอาจมีน้อยกว่าแต่พลังนั้นท่วมท้นทัดเทียมกัน ไม่ทันไร ภาวะคลุ้มคลั่งก็พลันปะทุขึ้นไปหมด มันส่งต่อกันเป็นทอดๆ ราวเชื้อไวรัส แพร่กระจายจากกรูลคนหนึ่งสู่กรูลคนต่อๆ ไป พวกเขาต่างชูพวงสร้อยคอขึ้นฟ้าอย่างบ้าคลั่ง รอยสักตามตัวร้อนระอุและแววตาลุกโชนเปล่งประกายแสงออกมา นักรบคลั่งที่อยู่ถัดไปจากข้าติดเชื้อมาในที่สุดทำให้ข้าต้องแสร้งทำเป็นมีอาการด้วยเช่นกัน ข้าสะบัดหัวไปด้านหลังแล้วตะโกนอย่างสุดเสียง ข้าส่ายมือไปรอบๆ ทุบก้อนหิน ฟาดกระจกแตกพร้อมแยกเขี้ยวขู่คำรามพร้อมกับภาวนาลึกๆ ต่อเทพหมูป่าว่าขอให้ความคลุ้มคลั่งนี่เข้าครอบงำจิตใจข้าจริงๆ ทีเถิด แต่ก็เป็นเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ร่างข้ายังเย็นเฉียบตามเดิม

     เมื่อสถานการณ์เริ่มสงบลง พวกเราถอนกำลังกลับไปล้อมรอบกองไฟเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะของศึกครั้งนี้

     “ช่างเป็นการต่อสู้ที่ดีจริงๆ” จิริญาติร่วมครอกเดียวกันกับข้านั่งยองๆ ข้างกายพลางเบ่งกล้ามอกอย่างภาคภูมิ “ถล่มไปตั้งสิบแปดตึก”

     “อาฮะ เสียดายเหลือเกิน ที่ข้าไม่ทันได้เห็น” ข้าเอ่ยพลางจรดเข็มลงบนผิวหนังของเขาและสลักลวดลายอารยธรรมที่ถูกทำลายล้างไล่ลงไปตามแขน อาคารของโบรอสหกหลังและของอิซเซทอีกสิบสองหลัง พวกอิซเซทนี่จะสร้างถนนให้ตรงๆ มันยังทำกันไม่ได้เลย นี่ล่ะนะที่ทำให้งานศิลปะของข้ามันท้าทายขึ้นมาหน่อย ห้องทดลองของพวกมันชอบโผล่ขึ้นมาตามตำแหน่งประหลาดๆ ของเมือง กินพื้นที่เข้ามาบนทางสัญจรบ้าง ตามตัวอาคารอื่นๆ บ้าง แต่เวลาที่เห็นหอประภาคารที่ดูยุ่งเหยิงเหล่านั้นพังทลายลง ควันและสะเก็ดไฟพวยพุ่งขึ้นบนฟ้าแบบนั้นมันก็ทำให้ตื่นเต้นอย่างไม่มีอะไรเทียบได้จริงๆ ซึ่งข้าพยายามเต็มที่ที่จะบันทึกเวลาอันน่าประทับใจเหล่านั้นด้วยน้ำหมึก

     ข้าเคาะส่วนปลายของเข็มสักด้วยค้อนเล็กๆ จนมันแทงทะลุผิวเกล็ดของจิริ ข้าตกลงสู่ภวังค์พลางใช้สองมือสรรค์สร้างผลงานตรงหน้าอย่างรวดเร็วและมุ่งมั่น เหมือนดั่งเปลวไฟที่โหมกลืนผืนป่า แต่ข้าก็ถูกขัดสมาธิอยู่เป็นจังหวะด้วยเสียงเคาะพื้นด้วยหางแหลมของเจ้าจิริเอง เมื่อข้าตั้งตัวขึ้นมาจึงสังเกตเห็นว่าผิวเลื่อมเป็นมันสีเขียวมะกอกของเขากำลังเป็นประกายแสงจ้ามากกว่าปกติ

     “เจ้าเป็นอะไรละเนี่ย?” ข้าถาม

     “แกไม่รู้สึกเหรอ? บรรยากาศตึงเครียดนี่น่ะ?” เขาพยักหน้าไปทางดรายเซค

     มนุษย์ยักษ์กำลังยืนพิงซากอาคารหิน แสงจากกองไฟสั่นไหววูบวาบสะท้อนในดวงตา มนุษย์อีกหลายคนกำลังอยู่รายล้อมตัวเขาเพื่อรักษาแผลและบีบนวดกล้ามเนื้อที่พึ่งกรำศึกมาหมาดๆ ของเขา เข้าเหลือบตามองมาทางนี้จนทำให้ข้าต้องรีบก้มลงหลบสายตาทันที

     “ข้าว่าเขาจะท้าชิงตำแหน่งหัวหน้าเผ่าจากรูริคและธาร์” พี่ชายข้าพูด

     ข้าส่ายศีรษะ “ดรายเซคเนี่ยนะ? เขาอายุเป็นพันปีได้แล้วมั้งนั่น”

     “แปลว่ามันฉลาดยังไงล่ะ”

     “แต่เขาพึ่งออกมาจากอุตเซคเอง เขาไม่รู้เรื่องหรอกว่าระบบสถานะสังคมตอนนี้มันเปลี่ยนไปขนาดไหน”

     “ก็เท่ากับว่าเขามองสถานะการณ์จากด้านอื่นๆ” จิริตอบ น้ำเสียงของเขาราบเรียบเป็นกลาง เป็นกลางจนเกินไป

     ข้าไม่เคยได้ยินพี่พูดจาให้ร้ายรูริคและธาร์ แต่ช่วงนี้ก็มีคนที่ไม่พอใจการนำของพวกเขาอยู่บ้างเหมือนกัน ออเกอร์สองหัวตนนี้มีแต่ความเกรี้ยวกราดตลอดเวลา ทุบก่อน ถามทีหลัง หรือร้ายที่สุดก็ไม่ต้องถามเอาซะเลย บางครั้งข้ารู้สึกว่าพวกเขามัวเอาแต่สู้กันจนลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าสู้ไปเพื่ออะไร แต่ดรายเซคเข้าใจ เขาเติบโตขึ้นมาด้วยการเรียนรู้เกี่ยวกับวิถีเก่าและยังมีความสุขุมรอบคอบในเชิงการรบมากกว่าด้วย การต่อสู้ของเรานั้นไม่ใช่แค่สักแต่พังทำลายสิ่งของ แต่มันเป็นการรักษาราฟนิก้าจากเชื้อโรคที่มาในรูปของสิ่งปลูกสร้างและความเสื่อมโทรมของระบบสถาบันต่างๆ

     “แล้วถ้าเกิดเขาท้าชิงตำแหน่งหัวหน้าขึ้นมาจริงๆ ล่ะ?” ข้ากระซิบ “เจ้าเลือกข้างแล้วงั้นเหรอ?”

     “ข้าก็อยู่ข้างผู้ชนะ เจ้าก็ควรทำอย่างเดียวกันซะ” หางของจิรินิ่งไป “ข้าเห็นจากที่เจ้ามองดรายเซคแล้ว เขามันก็แค่ชาวกรูลอีกคน เหมือนๆ กับชาวกรูลคนอื่นๆ”

     “ดรายเซคนี่ขั้นเทพเลยนะ! จำตอนที่พวกเราเป็นเด็กได้มั้ย? นั่งล้อมกองไฟแล้วฟังเรื่องเล่าที่ว่าเขาใช้กำปั้นทุบพื้นกลางเมืองจนตึกถล่มล้มระเนระนาดหมด?”

     “นั่นมันก็แค่เรื่องเล่า อาร์รัส ถ้าเจ้าไปเข้าข้างไอ้ยักษ์นั่น รูริคและธาร์มีหวังเอาเจ้าตายแน่” จิริลุกขึ้นยืนทั้งๆ ที่ข้าพึ่งสักลงไปได้แค่ครึ่งเดียว เขาโยนหางของตัวแรคทัสค์มาให้เป็นค่าตอบแทน

     ข้ารู้ว่าเขาพูดถูก ที่ข้าได้มาทำงานนี้แทนที่จะอดตายอย่างคนไร้เผ่าในแดนเถื่อนของรับเบิ้ลเบลท์ก็เพราะจิรินั่นแหละ ตัวข้าที่มีรูปร่างเล็กจิ๋วสุดในครอกไม่เคยต่อสู้อะไรกับคนอื่นได้เลย ไอ้ผิวสีเหลืองเขียมเลื่อมๆ เหมือนน้ำย่อยของตัวมาก้าแถมหนามก็ไม่เคยมีงอกออกมาทำให้ข้านั้นเกลี้ยงเกลาทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดหาง แต่ยังดีที่ข้ามีฝีมือในเรื่องน้ำหมึกและเข็มสัก เมื่อเหล่าเครือญาติข้ากลับมาจากสนามรบ ข้าก็จะวาดลวดลายแผนที่ของเขตที่พวกเขาถล่มจนราบ ข้าได้รับประสบการณ์จากคนอื่นๆ ผ่านสนามรบที่ข้าสักลงไปทั้งๆ ที่การผจญภัยของตัวข้าเองก็มีแค่ออกไปหาวัตถุดิบมาทำน้ำหมึกเท่านั้น แต่ข้าก็ภูมิใจกับงานที่ได้ทำนะ จนกระทั่งพวกเขาเริ่มพาเพื่อนๆ มาสักบ้าง ตามด้วยเพื่อนของเพื่อน แล้วในที่สุดก็มีเทียบเชิญมาตามตัวข้าไปสักให้กับพวกหัวหน้าเผ่าถึงที่เลยทีเดียวเชียว

Art by: Craig J Spearing

     สายตาข้าแอบชำเลืองไปทางดรายเซค บุรุษที่เป็นเสมือนตำนาน ถ้าลองได้สักแขนล่ำนั่นล่ะก็…

     ข้าลุกขึ้นยืนพลางเดินก้มค้อมต่ำเข้าไปหาเขา สองมือเปิดอ้าแขนห้อยอยู่ข้างลำตัว เหล่าทาสรับใช้ชาวมนุษย์ของเขาล้วนหยุดสิ่งที่ทำโดยพลันแล้วกรูกันมาขวางทางไว้

     “ไอ้น้อง มีอะไรให้เราช่วยไหม?” คนหนึ่งพูดขึ้น ในมือถือไม้เสียบเนื้อกับส้อมแหลมสำหรับทำอาหารซึ่งน่าจะพร้อมแปรสภาพเป็นอาวุธได้ทุกเมี่อ ขนาดอยู่ในเผ่าเดียวกัน ‘ยิ่งอยู่ในเผ่าเดียวกัน’ ยิ่งต้องห้ามประมาท

     “ข้าเป็นช่างสัก” ข้าตอบ “เรียกข้าว่าอาร์รัสก็ได้ ชื่อข้าเอง ข้าเป็นช่างสักน่ะ” ข้าตวัดหางไปมาอย่างกลัวๆ กล้าๆ “ข้าพูดซ้ำไปอีกแล้วรึเปล่าเนี่ย? รับน้ำหมึกหน่อยมั้ย?”

     “เออ…” ตำนานมีชีวิตคำรามขึ้น เสียงทุ้มต่ำที่เหมือนดังก้องในอกของข้า เขาขยับเข้ามาใกล้พลางใช้มือปัดพวกมนุษย์ออกไปพ้นทาง พวกเขากลับไปทำหน้าที่ตามปกติโดยคนที่ถือไม้เสียมเนื้อนั่นยัดปลายแหลมเข้าไปในร่างของเนื้อเดรคสดใหม่ พวกเขาหอบก้อนเนื้อนั่นไปบนเตาไฟส่วนตัวของดรายเซค กลิ่นเนื้อย่างหอมหวลนั้นช่างยั่วยวนจนน้ำลายไหล

     “ใครๆ ก็เอาแต่หลบหน้าหลบตาจนคิดว่ากอร์แคลนไม่ต้อนรับข้าแล้วซะอีก” ดรายเซคเอ่ย “ดูเหมือนข้าสามารถพังทั้งราฟนิก้าให้ราบเป็นหน้ากลองได้ แต่ยังไงก็ไม่ถูกใจรูริคธาร์อยู่ดี”

     “รูริค และ ธาร์ เขาเป็นออเกอร์สอง—เอาเถอะๆ ไม่เป็นไร” ข้าเอานิ้วจิ้มลงไปบนกล้ามอกของดรายเซคอย่างไม่รีรอราวกับทดสอบความหนาแน่นของลูกเมล่อน “สิบแปดตึกใช่มั้ย?” ข้าร้องเสียงแหลม

     “หนังข้าหนานะ” ดรายเซคย้ำ

     “ไม่มีปัญหา” ข้าตอบทันควันแล้วกางอุปกรณ์สำหรับการสักออกแล้วเริ่มลงมือ ผิวสีทองแดงคล้ำของเขาดูดซับน้ำหมึกลงไปราวกับมันอดอยากมานานซึ่งข้าสามารถเล่นเค้าโครงและเพิ่มเงาลงไปได้ ทำให้รอยสักดูอารมณ์เหมือนเป็นภาพสามมิติ ห้องแลบของพวกอิซเซทเป็นเวทีหลักแม้ว่าข้าจะใช้เวลาละเลงรูปทรงของอสรพิษม้วนฉวัดเฉวียนไปมารอบตึกเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของกระแสไฟฟ้าที่เผาไหม้ต่อเนื่องขึ้นไปบนท้องนภาซะกว่ายี่สิบนาที

     “ทำลายอารยธรรมให้พังพินาศ” เขาพึมพำออกมาเมื่อเห็นภาพ “ทำลายให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย” เขาชกมาที่ร่องอกของข้าด้วยกำปั้นยักษ์ใหญ่ ข้าว่าน่าจะเป็นการแตะเล่นๆ แบบหยอกกันแต่มันรู้สึกเหมือนซี่โครงข้าหักไปเป็นแถบ

     “อาร์รัส!” พี่ชายทำเสียงฟ่อขู่ไม่พอใจ “อาร์รัส เจ้ามีคนต่อแถวตั้งยาวอยู่ตรงนี้ มาสักลายตึกนี่สิ”

     ข้าเอี้ยวหัวกลับและเห็นพี่ยืนอยู่พร้อมกับสหายอีกหลายคนด้านหลัง ทั้งหมดหน้าตาดุดันราวจะฆ่าแกงกันให้ได้ ตะกี้ข้าอาจจะไม่รู้สึกอะไรแต่ตอนนี้มันชัดซะยิ่งกว่าชัด ไม่มีใครในเผ่ากล้าเข้าใกล้ดรายเซคเกินยี่สิบฟุตเลย “แต่ข้ายังไม่เสร็—”

     “ไม่เป็นไรๆ” ดรายเซคตัดบท “ค่อยกลับมาทำต่อพรุ่งนี้เอา ข้าไม่ได้จะไปที่ไหนหรอก”

     เขาโบกมือส่งข้าในขณะที่บริวารนำเนื้อเดรคย่างพร้อมกับลูกเมล่อนสีเหลืองสดยัดไว้ในปากมาเสิร์ฟบนจานขนาดมหึมา ข้ากระแอมไอเล็กน้อยพลางเหลือบมองไปที่ขาเดรคอย่างหิวกระหาย มันก็เป็นอาหารที่ออกจะเกินเอื้อมไปเสียหน่อย แต่ใครๆ ก็มีความฝันทั้งนั้นใช่มั้ย?

     “ข้าแนะนำอะไรให้นะ—” ดรายเซคพูดพร้อมรอยยิ้ม “—ความคลั่งมันไม่ใช่แค่เรื่องต่อสู้หรือเรื่องทำลายข้าวของ มันสื่อสารผ่านคนแต่ละคนในแต่ละแบบแตกต่างกันออกไป”

     ข้าหยุดนิ่งตัวแข็งทื่อ หัวใจข้ามันเยียบเย็นมาตลอดทั้งชีวิตแต่ข้าก็หัดเรียนรู้ที่จะแกล้งคุ้มคลั่งจนเนียนและไม่มีใครเคยจับได้มาก่อนด้วย ข้ากัดฟันและทำเสียงคำรามดังขึ้นมาหน่อย “เจ้าพูดเรื่องอะไรกัน? ข้าน่ะคลั่งทั้งวัน เกือบจะทุกวันเลยด้วยซ้ำ โกรธ โกรธมากๆ”

     ดรายเซคยักคิ้วขึ้นอย่างเคลือบแคลง “ข้าอายุแปดร้อยสามสิบกว่าปีแล้ว อาร์รัส ข้ารู้ทันทีถ้าข้าเห็นคนคลั่งซึ่งเจ้ามันไม่ใช่ แต่มันจะเข้ามาหาเจ้าเอง ข้าใช้เวลาหนึ่งร้อยหกปีถึงพึ่งจะรู้ว่าข้าบ้าคลั่งเพราะเรื่องอะไร”

     ไม่จริงน่า ดรายเซคเนี่ยนะ จะเป็นไปได้ยังไง? แต่ก่อนที่ข้าจะมีโอกาสได้ถามเขาต่อ จิริก็ฉุดตัวข้าออกมา ไม่นานน้ำหมึกก็เริ่มพลิ้วสะบัด เหล้าสุราทยอยเข้ามาทั่วทิศทางแล้วความสำราญก็มาทดแทนความตึงเครียด สำราญกันจนกระทั่งดรายเซคลุกขึ้นและเดินตรงไปทางรูริคและธาร์นั่นล่ะ ฝูงชนหลีกทางออกเป็นสองฝั่งเมื่อเขาเข้าไปใกล้หัวหน้าเผ่าของเราเรื่อยๆ การดื่มนิ่งสนิท บทเพลงพลันเงียบเสียงลงและผู้คนทั้งหมดแทบจะหยุดหายใจ จิริพูดถูก ท่านเทพวางแผนจะชิงตำแหน่งหัวหน้าเผ่าจริงๆ ด้วย เมื่อความตึงเครียดพุ่งไปถึงขีดสุด ดรายเซคก้มศีรษะพลางคุกเข่าลงระหว่างที่ทาสมนุษย์รับใช้ของเขานำเนื้อเดรคย่างมาวางแทบเท้าของรูริคและธาร์ “นี่คือของบรรณาการแด่ท่านหัวหน้าเผ่าเพื่อแสดงถึงความจงรักภักดีของข้าต่อกอร์แคลน ขอให้ความคลั่งของท่านจงนำพาพวกเราสู่การทำลายล้างตลอดไป”

Ruric Thar, the Unbowed | Art by: Tyler Jacobson

     รูริคและธาร์ดูจะแปลกใจเล็กน้อยจากการกระทำนี้ แต่อึดใจต่อมาพวกเขาก็ใช้สองมือนั่นทึ้งปีกของตัวเดรคนั่นขาดสะบั้นพลางกัดเข้าไปในเนื้อชุ่มนั่นกร้วมใหญ่ “ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าความคลั่งของเจ้านั้นเป็นเหมือนการเติมเชื้อไฟลงในแคลนของเราให้ยิ่งลุกโหมมากขึ้น” ธาร์เอ่ยขึ้นระหว่างสวาปามและเศษเนื้อเดรคชิ้นหนึ่งร่วงผล๊อยจากช่องปาก “และนับเป็นเกียรติของพวกเราที่มีเจ้าร่วมต่อสู้อยู่เคียงข้าง”

     พิธีสาบานตนจบลงด้วยการผนึกโลหิตสัญญาซึ่งเมื่อทั้งหมดเสร็จสิ้น กำแพงที่เคยขวางกั้นทั้งสองกลุ่มเอาไว้ก็พลันอันตรธานหายไป พวกเราเริ่มดื่มฉลองกันต่อ ส่วนข้าเองก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกที่รอดจากสถานะการณ์ตึงเครียดเกือบจะถึงขั้นปฎิวัติมาได้…แต่แล้วเสียงกรีดร้องก็เริ่มดังขึ้นระงม

     ข้าหันหลังกลับไปเห็นจิริเข้าพอดี รอยสักใหม่ล่าสุดของเขากำลังเรืองแสงสว่างจ้าราวกับแสงจันทร์ก่อนที่แขนข้างนั้นจะลุกท่วมด้วยเปลวไฟ เขาตะโกนโหยหวนขณะที่พรรคพวกพยายามดับไฟด้วยดินและเศษผ้า แต่วินาทีไล่เลี่ยต่อมา รอยสักของดรายเซคก็ลุกเป็นไฟเช่นกัน ที่แย่คือของเขาใช้หมึกมากกว่าอีกเป็นเท่าตัว กลิ่นของเนื้อไหม้โชยคละคลุ้งไปทั่วแคมป์เมื่อรอยสักที่ข้าสักให้เหล่านักรบทั้งหลายในวันนี้ค่อยๆ ติดไฟขึ้นมาทีละคนๆ ข้าก้มลงต่ำพลางคลานเพื่อที่จะหลบออกไปจากที่นี่ก่อนที่ความผิดจะถูกโยนมาใส่ข้า แต่แล้วมือมโหฬารข้างหนึ่งก็คว้าหมับเข้าที่ปลายทางพร้อมดึงข้าขึ้นสูงให้ห้อยหัวลงมาจนโลกหมุนติ้วไปหมด ใบหน้าของรูริคและธาร์โผล่มาจ้องเขม็ง ข้าพยายามอธิบายอย่างร้อนรนว่านี่ไม่ใช่ความผิดของข้า ว่ามันมีอะไรบางอย่างผิดปกติไปกับน้ำหมึก ว่าสีมันจางลงกว่าเดิม ว่าพวกตัวมาก้ามันดูป่วยดูเซื่องซึมลงเรื่อยๆ แต่คำพูดที่พรั่งพรูออกจากปากข้านั้นกลับมีแต่ประโยคที่ฟังไม่ได้ศัพท์ทั้งนั้น

     ข้ากะเอาไว้แล้วว่าจะต้องโดนรุมซ้อม รุมกระทืบ ฉีกร่างออกเป็นเสี่ยงๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันแย่ แย่กว่าที่คิดเอาไว้มาก

     “เจ้าไม่มีความจำเป็นที่นี่อีกต่อไปแล้ว” รูริคพูดเสียงขู่พลางโยนข้าลงกับพื้น เพียงเท่านี้ข้าก็กลายเป็นคนไร้เผ่าไปในบัดดล


     ในใจกลางของเขตรับเบิ้ลเบลท์ ธรรมชาติได้ฝังรากลึกลงในเศษซากของอารยธรรมจากกาลก่อน—ต้นไม้บิดตัวไปตามขอบประตูเก่าแก่ หมูป่าขุดดินเอาซากปรักหักพังของโบสถ์แห่งออร์ซวอฟมาทำเป็นรังอาศัย เถาวัลย์ขึ้นเกาะเกี่ยวอยู่กับเศษส่วนสิ่งปลูกสร้าง ค่อยๆ เปลี่ยนให้หินแกร่งกลายเป็นฝุ่นดินผ่านเวลานับพันๆ ปี กระจกละหุงที่เคยมีสีสันสวยสดและคงเคยประดับอยู่บนหน้าต่างอาคาร มาบัดนี้กองระเกะแตกกระจายบนพื้นจนขอบที่แหลมคมบิ่นและทื่อลงไปตามกาลเวลา กระนั้นก็เถอะ ธรรมชาติเองก็ดูเหมือนกำลังกระเสือกกระสนอยู่ไม่น้อย ใบไม้เปลี่ยนเป็นสีเหลือง เถาวัลย์กลายเป็นสีน้ำตาลหมองๆ ขนาดผิวดินยังดูจืดๆ ปนเปื้อนด้วยพิษ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนดูเหมือนกำลังเอาตัวไม่รอดทั้งนั้น

     แบบเดียวกับข้านั่นแหละ

     คนเขาว่ากันว่ากรูลที่ไร้สังกัดจะอยู่ได้สักกี่น้ำกันเชียวก่อนที่จะตายกลายเป็นอาหารพวกหนอนยักษ์ รู้อย่างนั้นแล้วข้ายิ่งตื่นตัวเป็นพิเศษ คอยซ่อนตัวในเงามืดและพรางตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ข้าคุ้ยหาเศษอาหารของเหลือเท่าที่จะทำได้ และตอนนี้ข้าก็แอบซุ่มมองก้อบลินสองตัวมัวแต่ตีกันเพื่อแย่งซากของลูกตัวแรคทัสค์ ระหว่างที่มันกำลังล้อคคอพัลวัน ข้าก็ย่องไปฉกเนื้อชิ้นนั้นมาซะเอง

     “เฮ้ย!” ก้อบลินตนหนึ่งตะโกนขู่ทันทีที่มันสังเกตุเห็น กว่ามันจะรู้ตัวและผละจากวงแขนของพวกมันทั้คู่มาได้ ข้าก็เปิดแน่บนำหน้าไปก่อนแล้วพร้อมเนื้อแรททัสค์แสนโอชะพลางสลัดพวกมันจนหลุดไปในดงหญ้าสูง ข้าปล่อยให้ผิวกิ้งก่าปรับสีน้ำตาลเข้มขึ้นอีกหน่อยเพื่ออำพรางตัว พงหญ้านี้เป็นที่ซ่อนชั้นดีเลยทีเดียวแต่ข้าก็อดไม่ได้ที่จะสังเกตุว่ามันไม่ได้แห้งกรอบแบบไม่ได้รับน้ำเพียงพอ แต่ผอมแห้งเหี่ยวเหมือนขาดสารอาหารมากกว่า

     ข้ากลั้นลมหายใจเอาไว้อีกนานสองนานเพื่อให้แน่ใจจริงๆ ว่าผู้ไล่ตามทั้งสองตัวนั่นเลิกราไปแล้ว และเมื่อบริเวณนั้นตกอยู่ในความเงียบสงบ ข้าจึงกัดเข้าที่เนื้อไปคำหนึ่ง รสชาติของมันออกเปรี้ยวๆ เหมือนจะบูดแล้วไม่มีผิด ข้าสาบานได้ว่าเห็นเจ้าก้อบลินสองตัวนั่นพึ่งจะฆ่าเหยื่อมาสดๆ ร้อนๆ แต่สุดท้ายก็กลืนกินอาหารลงคอไปอยู่ดี ในหัวมัวแต่คิดไม่ตกเรื่องที่กลายมาเป็นผู้ไร้แคลนและผลตางๆ ที่จะตามมา ต่อเมื่อข้าแทะเรื่อยๆ ถึงกระดูกนั่นแหละที่ต้องถึงกับผงะ มันอ่อนเหลือเกิน โค้งบิดงอเหมือนกิ่งไม้ไหวไปกับสายลม

     พืชผักเหี่ยวเฉา น้ำหมึกผิดปกติ เนื้อสัตว์เน่าเสีย มันมีอะไรบางอย่างผิดปกติกับรับเบิ้ลเบลท์อย่างมากและมันกำลังแย่ลงเรื่อยๆ ใครก็ได้ต้องมาจัดการทำอะไรสักอย่างก่อนที่มันจะสายเกินไป สุดท้ายข้ามันก็แค่คนๆ เดียว ข้าต้อให้คนอื่นช่วย—ต้องให้พวกคนในแคลนเก่ามาช่วยกัน ถ้าเป็นไปได้ล่ะก็นะ ข้ารู้ดีว่านี่เป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก แต่ข้าก็รวบรวมหลักฐานทั้งหมดและรอให้ถึงเวลาพลบค่ำก่อนแอบย่องกลับเข้าไปที่แคมป์

     การเฉลิมฉลองจบลงไปซะส่วนใหญ่แล้ว ที่ยังเหลืออยู่ก็มีเพียงพวกออเกอร์นิดหน่อย ยักษ์สองตนและมนุษย์ม้าเซ็นทอร์ที่ยังเกาะกลุ่มกันอยู่ใกล้กองไฟ ทั้งเมามาย ทั้งคุยโอ่ถึงชัยชนะในวันนี้—โม้ว่าเป็นฮีโร่ซะชนิดที่ว่าจะมีบทเพลงสรรเสริญต่อไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน คนอื่นๆ เมาหลับกันไปหมด ซึ่งข้าเองก็เลื้อยย่องหลบนักรบที่กองพะเนินกรนคร่อกๆ เป็นแถวนั่น ไหนจะชุดขนสัตว์ หนังสัตว์ แถมกะโหลกห้อยตามตัวมั่วกันไปหมด ดูแทบไม่ออกเลยว่าที่นอนกองกันอยู่นี่ส่วนไหนหัวส่วนไหนหาง

     ข้าเห็นจิรินอนขดอยู่กับคู่หลายตัวของมันพร้อมกับผ้าพันแผลขาดวิ่นพันรอบๆ อก ข้าสะกิดเขาที่หัวไหล่จนดวงตาแดงก่ำนั่นเปิดออกและใช้เวลาสองสามวินาทีกว่าจะโฟกัสมาที่ข้า เจ้าพี่ตัวดีค่อยๆ คลานออกมาจากกองคนที่นอนอยู่อย่างเงียบเชียบ

     “เจ้ากลับมาทำบ้าอะไร?” เขาส่งเสียงรำคาญพลางพ่นลมหายใจตื่นตัว

     “ข้าต้องรายงานรูริคและธาร์” ข้ากระซิบแล้วยื่นกระดูกอ่อนเหลวเป๋วและพืชผลที่เหี่ยวเฉาให้เขาดู “มีบางสิ่งกำลังสูบกลืนพลังชีวิตออกไปจากเขตรับเบิลเบล์ทช่วงเดือนสองเดือนมานี่ ต้นหญ้ากำลังแห้งตาย พวกสัตว์กำลังล้มป่วย ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง พวกเรานี่แหล่ะจะเป็นรายต่อไป”

     จิริหัวเราะร่วน “เจ้าไม่เห็นรึไงว่าเรากำลังทำสงครามอยู่? รูริคและธาร์ไม่มีเวลามาดูใบหญ้ากับเศษกระดูหรอกน่า”

     “ขอร้องล่ะ” ข้าอ้อนวอน “นี่มันเรื่องสำคัญมาก”

     “แล้วเจ้ารู้มั้ยว่าเรื่องอะไรสำคัญสำหรับข้า?” จิริคลายผ้าพันแผลออก “การไม่มีแขนที่โดนไหม้เกรียมไปกว่าครึ่งเพราะน้ำหมึกห่วยๆ ยังไงเล่า”

     “ก็นี่แหละคือสิ่งที่ข้า—”

     เขาแยกเขี้ยวแหลมพลางเบ่งหนามที่อยู่บนผิวหนังให้ตั้งแข็ง “ไปซะอาร์รัส อย่าได้ริอาจกลับมาที่นี่อีก”

Art by: Deruchenko Alexander

     ข้าถอยกลับ แต่ก่อนที่จะออกไปได้ไกล ข้าบังเอิญเห็นนักรบที่จับกลุ่มใกล้ๆ กองไฟนั้นไม่ได้แค่กำลังคุยโม้เล่าวีรกรรมของตน สายตาข้าเหลือบไปเห็นออเกอร์ร่างใหญ่ตนหนึ่งในชุดคลุมยาวพร้อมกะโหลกหมูป่าประทับบนหัวไหล่ทั้งสองข้าง แขนขวาของนางมาจบตรงที่เลยข้อศอกไปนิดหน่อยโดยชิ้นส่วนที่เข้ามาแทนนั้นเป็นแขนเทียมที่สลักจากเขี้ยวหมูป่าอย่างวิจิตรงดงามพร้อมอุปกรณ์การสักและเข็มเจาะหลายแบบผูกติดไว้ด้วยสายหนัง เข็มเล่มหนึ่งยื่นออกมาจากปลายของแขนเทียมในมุมที่วางไว้เหมาะเจาะ

     นางใช้ค้อนขนาดเล็กเคาะเบาๆ ตรงส่วนท้ายของเข็มพลางขยับเป็นจังหวะบนสะโพกขาหลังของลูกค้าชาวเซ็นทอร์ สีเขียวสว่างของน้ำหมึกนั้นเป็นชนิดที่ข้าไม่เคยพบเห็นมาก่อน มันเปล่งประกายวาววับตัดกับความมืดของราตรีประหนึ่งหมึกทั้งโถนั่นตกอยู่ในภาวะคลั่งเสียเอง

     ไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาจะหาคนมาทำแทนไวซะขนาดนี้ ข้านั่งจับเจ่ารออยู่ในเงามืดขณะที่นางบรรเลงเพลงสักนักรบแต่ละคนๆ อย่างคล่องแคล่ว กว่าคนสุดท้ายจะเสร็จและผละจากหล่อนไปก็จวนเจียนจะเช้าแล้ว ข้าย่องเข้าประชิดตัวนาง จากใกล้แค่นี้ ข้ามองเห็นใบหน้านางที่เต็มไปด้วยรอยสักของพวกชาแมนได้ชัดเจน

     “ว่าไงไอ้ตัวเรียบ มีอะไรให้ข้าช่วยมั้ย?” ออเกอร์สาวเหลือบมองแขนผอมกะหร่องเกลี้ยงเกลาของข้า

     “เจ้าใช้หมึกชนิดไหนกันน่ะ?” ข้าลองถาม “ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย”

     “ผสมพิเศษ สูตรลับเฉพาะตัวของข้าเอง” หล่อนตอบพลางแคะเอาเศษเนื้อหมูป่าออกจากซอกฟันทื่อๆ นั่น เนื้อที่น่าจะเป็นรางวัลของข้าแท้ๆ เชียว

     “ข้าขอแลก ขอซื้อต่อได้ไหม?”

     “ถ้าแน่จริงก็มาแย่งไปสิ” นางพูดปนเสียงหัวเราะแล้วเริ่มเก็บอุปกรณ์ใส่ลงกระเป๋าผ้ากันเปื้อน

     ฟังจากวิธีพูดจา บอกได้เลยว่าหล่อนคงเกิดมาในตระกูลยิ่งใหญ่ เชื้อสายที่เต็มไปด้วยวีรกรรมและความแข็งแกร่ง…แบบที่เด็กๆ มักจะรบเร้าอยากฟังเรื่องเล่าตำนานของพวกเขา แต่อย่าลืมว่ามันก็มีตำนานอื่นๆ ของความเจ้าเล่ห์ ของความปราดเปรียวที่ไม่ค่อยถูกกล่าวถึงเช่นกัน อย่างตำนานของพวกหน่วยกิ้งก่าซุ่มจู่โจมที่มือไวใจร้อน ลอบโจมตีศัตรูโดยไม่ให้ทันตั้งตัว แม้ว่านามของพวกเขาจะถูกลืมเลือนไปแล้วก็ตาม แต่ข้าก็รวบรวมพลังความว่องไวแห่งบรรพบุรุษและในจังหวะที่ยัยออเกอร์นี่หันหลัง ข้าก็ยื่นมือไปฉกโถดินเผาที่ใส่น้ำหมึกเอาไว้และดึงดึงเข้ามาเก็บไว้ใต้ชุดคลุมอย่างไร้ซุ่มเสียง

     วินาทีถัดมาแขนข้าก็ถูกกดทาบลงติดกับพื้นรวดเร็วเหมือนกำลังสะบัดหางพร้อมกับหัวเข่าของออเกอร์ช่างสักที่ประทับอยู่บนหน้าอกของข้า น้ำหมึกหกหยดลงบนพื้นดินแห้งขาดสารอาหารข้างๆ กาย

     แน่นอนว่าต้องมีการตะลุมบอนกันสักเล็กน้อยพอเป็นวิธี ทุกๆ หมัด ทุกๆ แข้งของนางที่ซัดไม่ยั้งลงที่ตัวข้ายิ่งเหมือนเป็นการตอกย้ำว่าทำไมพวกบรรพบุรุษของหล่อนคงมีแต่คนสรรเสริญบูชา ส่วนของข้าไม่มีคนอยากพูดถึงเท่าไร

     “ถ้ากล้าแตะหมึกของข้าอีกครั้ง แม่จะถลกหนังมาทำเป็นรองเท้าซะเลย” นางขู่พลางหยิบโถหมึกเปล่าขึ้นมา การถูกซ้อมข้างเดียวครั้งนี้จบลงอย่างรวดเร็วไม่ทันมีใครตื่นมาลุกดูด้วยซ้ำ

     ระหว่างที่ข้านอนซม กระดูกกระเดี้ยวหัก ตัวงอนอนรอความตายอยู่นั้น ข้าเหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าและรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่มาแตะตรงแก้ม ข้าบิดคอที่เจ็บสาหัสเพื่อมองข้างแล้วก็เห็นเถาวัลย์เขียวชะอุ่มกำลังเติบโตขึ้นจากผิวดินตรงที่น้ำหมึกหกราดลงพื้น ใบไม้แผ่ก้านใบและเผยอตัวขึ้นรับแสงแดดรุ่งอรุณกันต่อหน้าต่อตา เถาวัลย์เลื้อยตัวไปตามไหล่จนมาพันที่รอบๆ แขน ข้าสัมผัสได้ว่ากระดูกที่หักบอบช้ำกำลังคืนสภาพอย่างช้าๆ

     “นี่มันเวทมนต์อะไรกัน? ใครทำ—” ข้าอ้าปากพูดได้นิดเดียวก่อนที่เถาวัลย์จะคืบคลานหาทางเข้าช่องปากข้าได้และเลื้อยต่อลงตามลำคอเพื่อซ่อมแซมส่วนที่บาดเจ็บมีเลือดคั่งภายใน นี่ต้องเป็นเวทรักษาของพวกเซเลสเนียไม่ผิดแน่—กิลด์ที่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ แม้ว่าความอ่อนหัดของพวกมันทำให้หน้ามืดตามัวเอาแต่คิดควบคุมคิดปกครองพลังแห่งธรรมชาติทั้งๆ ที่ต้องปล่อยให้มันบ้าคลั่งอย่างอิสระต่างหาก แต่อย่าว่ายังโน้นยังนี้เลย ถ้าไม่ได้เวทรักษาของพวกมันมาช่วยข้าคงแย่แน่ๆ ทันทีที่ร่างกลับมาเป็นปกติ ข้าอยากจะลุกขึ้นสำรวจรอบๆ หาที่มาของพลังลึกลับนี้แต่จำเป็นต้องเล่นบทแกล้งตายเอาไว้ก่อนพลางเงี่ยหูฟังออเกอร์สาวคนนั้นสบถและบ่นพึมพำกับตัวเองว่าเสียดายหมึกนั่นขนาดไหนและต้องออกไปหาวัตถุดิบใหม่อีกครั้ง นางเก็บของจนเรียบร้อยและละออกจากแคมป์ไป ส่วนข้าเองก็ลุกสะกดรอยตามติดๆ หวังเพียงอย่างเดียวจะต้องรู้ให้ได้ว่าความลับของหล่อนคืออะไร


     ข้าก้มต่ำจนตัวแนบติดพื้น รักษาระยะให้ห่างพอที่นางจะไม่สังเกตุหรือต่อให้ดวงซวยถูกเห็นเข้าจริงๆ ก็น่าจะไกลพอที่จะโกยแน่บก่อนโดนซ้อมปางตายอีกครั้ง เราเดินเลาะข้ามผ่านเขตรับเบิ้ลเบลท์ ดอกไม้ใบหน้าที่มีสภาพเหี่ยวเฉาค่อยๆ ดูมีสีเขียวสด มีชีวิตชีวามากขึ้น สีมันสดชนิดที่ยิ่งกว่ามาตรวัดใดๆ ที่ข้าเคยเทียบเสียอีก แท่งหินปูนธรรมชาติตั้งสูงขึ้นบนอากาศ ก่อให้เกิดช่องทางเข้าถ่ำหลากหลายตำแหน่งราวกับจะเชื้อเชิญให้เข้าไปในช่องปากอันดำมืดนั่น

     ข้ารู้ชัดเลยว่าออเกอร์สาวต้องการอะไร: ไข่ไฮดร้านั่นเอง

Art by: James Paick

      โดยปกติแล้วไฮดร้าจะวางไข่ปีละสองถึงสามครั้ง แย่จริงๆ ที่ฤดูกาลนี้ไม่ว่าแหล่งไหนก็เจอแต่รังเปล่าๆ หรือไม่ก็เปลือกไข่เปราะบางเกินกว่าจะเอาไปใช้งานได้ แต่ข้ากลับรู้สึกดีมีหวังกับรังนี้ ข้าเฝ้ามองเจ้าออเกอร์ปีนเข้าไปด้านไหนพลางกระเถิบเข้าใกล้ที่สุดเท่าที่ใจจะกล้าพอพลางปรับสีผิวหนังให้เป็นสีเทากลมกลืนกับผนังถ้ำ ข้าย่องลึกเข้าไปด้านในเรื่อยๆ รู้สึกเหมือนกำลังส่งตัวเองลงคอหอยที่ทั้งเย็นและชื้นของสัตว์ร้าย

     ตัวไฮดร้าโมโหโกรธาทันทีที่เห็นออเกอร์ ทั้งขู่ฟ่อ ทั้งพ่นน้ำลายกรด ไม่มีใครเคยเห็นความคลั่งของจริงหรอกจนกว่าจะเห็นไฮดร้าตัวแม่พยายามปกป้องไข่ของมัน สัตว์ร้ายง้างคอไปด้านหลังจนสุด แต่อึดใจเดียวก่อนที่มันจะพุ่งโจมตีนั้นเอง ออเกอร์ช่างสักก็ฮัมเสียงทุ้มพลางใช้แขนวาดในอากาศไปมาด้วยท่วงท่าสะกดจิต ตรงส่วนปลายของแขนเทียม นางได้ประคองกระโหลกเรียวยาวชิ้นหนึ่งไว้อย่างบรรจง น่าจะเป็นชองก้อบลินมั้ง ไม่กี่วินาทีต่อมานางก็จัดการให้ไฮดร้าทุกหัวตกอยู่ในภวังค์จนหมด ขั้นตอนต่อมานางควักเนื้อชิ้นใหญ่ออกมาจากผ้ากันเปื้อน ยัดมันเข้าไปในกระโหลกแล้วขว้างออกไปสุดแรงลึกเข้าไปด้านในของถ้ำ ตัวไฮดร้าได้สติคืนมาแล้ววิ่งไล่กวดเหยื่อล่อนั้นทันควัน

     ระหว่างที่สัตว์ร้ายกำลังเผลอ นางลงมือขุดอย่างไม่รอช้า ดูท่าจะเป็นรังที่ดีทีเดียว มีไข่อยู่ราวๆ สี่สิบหรือห้าสิบฟองเห็นจะได้ หล่อนหยิบฟองหนึ่งขึ้นมาเก็บเข้าในกระเป๋าเสื้อแล้วจึงเดินด้วยปลายเท้าย่องกลับมายังทางเข้าระหว่างที่แต่ละหัวของเจ้าไฮดร้ามัวง่วนอยู่กับการแย่งชิงเอาเนื้อในกะโหลกมากิน เป็นแผนที่แยบยลมาก กะโหลกของก้อบลินนั้นนับว่าแตกยากเอาการต่อให้เป็นสัตว์ขนาดยักษ์อย่างนั้นก็เถอะ แต่แล้วเสียงกร้อบของกระดูกที่แตกเป็นเสี่ยงๆ ก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงขู่ฟ่อของพวกมันแล้วก็เสียงบดขยี้กับพื้นเมื่อเจ้าอสุรกายเลื้อยตัวเบียดกับผนังหินไล่ตามมา

     ออเกอร์สาวหันกลับไปมองด้วยอารามตกใจแล้วจึงเร่งฝีเท้าอีกสุดชีวิต ไม่รู้ว่าโรคกระดูกเปราะจะแพร่กระจายมาถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในห่วงโซ่อาหารของเขตรับเบิ้ลเบลท์หรือยัง เอาเถอะ ตอนนี้ไม่ใช้เวลาจะมาคิดเรื่องนั้นเพราะเจ้าไฮดร้าตัวแม่รู้แล้วล่ะว่ารังโดนคุกคาม สภาพสีผิวของข้าอาจจะกลมกลืนก็จริงแต่เรื่องกลิ่นตัวหอมโอชะเหมาะเป็นอาหารเย็นนี่ยังไงก็คงปิดไม่มิด ข้าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะโกยแน่บออกไปพร้อมๆ กัน

     เสียงก่นด่าดังสะท้อนก้องไปทั่วถ้ำทันทีที่ยัยออเกอร์เห็นข้าวิ่งนำอยู่และเมื่อหล่อนวิ่งเบียดจนแซงข้าไปได้ เมื่อนั้นข้าคิดแล้วล่ะว่าคงไม่พ้นต้องตายกลายเป็นอาหารไฮดร้าแหงๆ แต่แล้วออเกอร์คนนั้นก็ฟาดเวทเถาวัลย์ขี้เถ้าที่กำลังลุกเดือดจากความร้อนเปล่งแสงสีส้มแดงระเรื่อลงไปที่พื้นตรงหน้าแล้วใช้แรงดึงกลับ ผิวดินปะทุขึ้นรุนแรงพร้อมกับแท่งหินและดินที่เสียดแทงขึ้นมาทำมุมเป็นเนิน พวกเราไต่ระดับขึ้นไปอย่างรวดเร็วในขณะที่มุมของมันนั้นขัดกับตรงปากถ้ำเอาไว้ให้ออกมาไม่ได้ เหลือแต่เพียงช่องแคบๆ พอให้พวกเรามุดหนีออกหาแสงอาทิตย์อีกครั้ง

Cindervines – Art by Mark Behm

     เราไถลตัวกันออกมาอีกฝั่งได้ครบสามสิบสอง—นางดูไม่สะทกสะท้านอันใดในขณะที่ข้าทั้งหอบทั้งล้าจนแทบยืนไม่ไหว ก็พอจะรู้อยู่ว่าเป็นชาแมนแต่ด้วยท่วงท่าการเคลื่อนไหวที่เห็นในถ้ำ นางไม่น่าจะเป็นช่างสักธรรมดาทั่วไป รูปร่างหล่อนองอาจเหมือนคนที่ผ่านการรบมาก่อน ผ่านมาไม่น้อยซะด้วย ข้าจ้องตรงไปที่รอยสักบนใบหน้านางอีกครั้ง…พินิจพิเคราะห์ลวดลายอันคุ้นตาของแม่น้ำและตึกรามอาคารที่รายล้อมเขตแดนของพวกอาโซเรียสที่ตอนนี้จมลงใต้น้ำไปหมดแล้ว “เดี๋ยวนะ เจ้าคือ บาส แรดลีย์ (Baas Radley) นี่นา ชาแมนที่ถล่มเขื่อนเจซีรูจนราบใช่มั้ย?”

     นางโก่งคิ้วข้างหนึ่งพลางออกเดินนำ ไม่รีรอที่จะทิ้งระยะห่างจากข้าและเจ้าไฮดร้าอารมณ์บูดที่กำลังส่งเสียงขู่ข้างในถ้ำ “ตอนนี้ชื่อบาสเฉยๆ จะไปไหนก็ไปไอ้ผิวเรียบ”

     “เจ้าพังไปแปดสิบสองตึกในวันเดียว!” ข้าพูดเสียงเลื่อมใสพลางเดินตามไปต้อยๆ โอยยย อยากจะสักบนตัวนางบ้างจริงๆ “ไหนจะเรื่องทำลายสะพานที่ย่านตีเหล็กนั่นอีก แล้วยังมีโคตรอภิมหาฆาตรกรรมหมู่ที่ทินน์สตรีทอีก ตายกันไป—”

     “นั่นไม่ใช่ฝีมือข้า ข้าเชี่ยวชาญเรื่องทลายเขื่อน สะพาน ไม่ใช่กระดูก” นางตอบกลับแล้วจ้องมาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ “เว้นเสียแต่ว่ามีคนวอนหาเรื่องน่ะนะ”

     ดูๆ ไปแล้วบาสไม่ใช่คนช่างพูดสักเท่าไร แต่ไม่แน่ว่าถ้าข้าเอาอกเอาใจเสียหน่อย นางอาจจะยอมให้ข้าตามไปเก็บวัตถุดิบทำหมึกที่เหลือและเล่าเรื่องราวการต่อสู้สุดระทึกให้ฟัง “หลุมระเบิดที่เจ้าทำในลานสัญจรระหว่างกิลด์ (Transguild Promenade) ล่ะ? มันลึกอย่างที่คนเขาพูดกันไหม? ที่ว่ามองไม่เห็นก้นหลุมเลยน่ะ?”

Transguild Promenade | Art by: Noah Bradley

     ข้าหยุดรอฟังปฎิกริยา นางไม่ได้โต้ตอบอะไรเพียงแค่สาวเท้าเดินต่อไวขึ้นเท่านั้น ข้าต้องเริ่มวิ่งเหยาะๆ เพื่อจะตามให้ทัน

     “แล้วถนนข้ามหัวนั่นล่ะ ที่เจ้าพังเสาค้ำทีเดียวสามต้นพร้อมๆ กัน! เฮอะ! สมน้ำหน้าพวกเซเลสเนียต้องมาใช้เวลาสร้างใหม่อีกเป็นเดือนๆ มีแค่ตัวเจ้ากับใครอีกคนนะ นักรบคลั่งที่มาจากเผ่าโบลแรค (Bolrac Clan) ใช่มั้ย? อ้อๆ ข้าจำได้แล้ว ที่เป็นเรื่องเป็นราวตอนนั้นที่เจ้าแต่งงานกับคนนอกเผ่า แต่พวกเจ้าทำงานคู่กันได้แจ๋วเลยนะ ยักษ์ตาเดียวนั่นไงล่ะ? ชื่อ เดสก้า โซล—”

     บาสหยุดกึกแล้วหันมามองข้าด้วยแววตาเหี้ยมโหดราวสัตว์ป่า “ลองพูดให้จบประโยคสิ แม่จะต่อยคอหอยแตกซะเลย”

     ข้าฝืนกลืนน้ำลาย แต่ก่อนที่จะคิดเปลี่ยนเรี่องคุย พื้นก็สั่นไหวประหนึ่งมีสงครามพังตึกไม่ใกล้ไม่ไกลซึ่งเป็นไปไม่ได้แน่นอน รอบๆ ตัวพวกเรามีป่าล้อมอยู่เป็นกิโลๆ พลันข้าเห็นใบไม้พลิ้วไหว ยอดไม้โอนเอนไปมา และรู้ได้ทันทีว่ามีบางสิ่งกำลังมุ่งตรงมาทางเรา เขี้ยวโค้งแหลมคู่หนึ่งโผล่ออกมาจากแนวต้นไม้—หมูป่าสงคราม พวกมันไม่ใช่สัตว์ที่หากินตัวเดียวเสียด้วย

     ข้าหันหลังกลับเตรียมพร้อมที่จะวิ่งแต่บาสคว้าลำคอข้าเอาไว้ซะก่อน

     “อย่าหันหลังให้หมูป่าสงคราม” นางเอ่ย “ถ้าไม่อยากโดนเหยียบเละเป็นโจ๊ก ทางรอดที่ดีที่สุดของเราตอนนี้คือต้องยืนให้มั่น”

     “เราสองคนต่อพวกมันทั้งฝูงเนี่ยนะ?”

     “เราไม่ต้องไปสู้มันจริงๆ หรอก แค่ทำท่าเหมือนว่าจะสู้ก็พอ ถ้าโชคช่วยพวกมันก็จะถอยไปเอง” หล่อนจับไหล่ข้าไว้แน่นแล้วเตะขาสองข้างให้ออกห่างจากกัน “กางขาให้กว้าง โน้มตัวไปด้านหน้าเหมือนกำลังจะตะครุบเหยื่อ ยืดไหล่ แยกเขี้ยว”

     “แบบนี้เหรอ?” ข้าพูดพลางเบ่งพลังจิตวิญญาณนักรบคลั่งแต่ในใจกลับมีแต่ความเย็นว่างเปล่า

     หล่อนใช้ข้อนิ้วมือกดลงไปเกือบๆ ตรงกลางหลังทำให้ทรงท่ายืนของข้าเปลี่ยนและอกดูผายขึ้น “ค่อยดีหน่อย” หล่อนว่าแล้วก็ไปตั้งท่าดุดันเตรียมพร้อมเองบ้าง

     เหล่าหมูป่าสงครามย่ำเท้าเข้าใกล้เรื่อยๆ — ข้าอดไม่ได้ที่จะสังเกตเห็นกีบยักษ์พวกนั้นที่ดูทั้งหนาและเป็นมันวาว ขนสัตว์ดกเข้มดูเผินๆ เหมือนผ้าไหมที่ล้อกับแสงอาทิตย์ ไม่เหมือนพวกสัตว์ป่าขนเรียบๆ ที่ข้าเคยเจอ แต่ถึงข้าจะพูดชมขนาดนี้ก็ไม่ได้แปลว่าอยากจะโดนพวกมันรุมเป็นฝูงแล้วถูกแทงจมเขี้ยวหรอกนะ

     “จ้องตากับไอ้ตัวจ่าฝูงไว้ อย่าหลบสายตาเชียว เราต้องสยบตัวนั้นให้ได้ตัวเดียว”

     ตัวจ่าฝูงหยุดนิ่งซึ่งเหล่าสมุนก็ทำตามทันที มันทำจมูกฟุดฟิดดมกลิ่นของพวกเรา ข้าสูดลมหายใจลึกพลางยืดตัวให้ดูน่าเกรงขามกว่าที่เป็น เจ้าหมูป่าส่งเสียงขู่ในลำคอแล้วเดินผ่านไปโดยเบี่ยงเส้นทางเล็กน้อย หมูป่าหลายตัวเคลื่อนผ่านพวกเราไปโดยที่ห่างกันแค่ไม่ถึงนิ้ว ใกล้ขนาดขนของมันสะกิดจนข้าเกือบจะจั๊กจี้ แต่เราก็ยังตั้งหลักไว้อย่างมั่นคงจนกระทั่งเจ้าหมูตัวสุดท้ายเดินจากไป

     “เจ้าช่วยชีวิตข้าเป็นครั้งที่สองแล้ววันนี้” ข้าเอ่ยขึ้น

     “และเป็นครั้งที่สามที่เจ้าเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อน้ำหมึกไม่กี่หยด” บาสพูดตอบพลางส่ายศีรษะ “เจ้าชื่ออาร์รัสใช่มั้ย?”

     ข้าตัวแข็งทื่อไป “เจ้ารู้จักข้าด้วยรึ?”

     “เจ้าเผานักรบของกอร์แคลนไปตั้งครึ่งเผ่า” หล่อนว่าปนหัวเราะ “ใครๆ ก็รู้จักเจ้าทั้งนั้นแหละ”

     “นั่นไม่ใช้ความผิดข้านะ! มันมีบางอย่างผิดปกติในธรรมชาติจนข้าผสมหมึกให้ถูกเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว เจ้าก็น่าจะรู้เหมือนกันนี่? ไม่งั้นจะถ่อมาหาวัตถุดิบไกลขนาดนี้ทำไม?”

     หล่อนยืนกอดอกแต่ท่าทางดูเป็นมิตรขึ้นมาอีกหน่อย “ก็พอจะรู้อยู่”

     “แล้วทำไมไม่บอกคนอื่นๆ ล่ะ? ถ้าเจ้าพูดละก็พวกเขาคงยอมฟังแน่!”

     “ก็ข้าพึ่งออกมาจากคุกวอร์เกท ไอ้ตัวผิวเรียบเอ้ย ขอใช้เวลาพักสมองสักหน่อยเถอะ ไม่ใช่ว่าจะมาพล่ามเรื่องไม่เป็นเรื่องทำให้ทุกคนตื่นตระหนกกับอีแค่อึของตัวมาก้ามันไม่สดเนี่ยนะ แต่ข้าก็เคยเห็นผลงานของเจ้ามาบ้างเหมือนกัน เจ้ามันมีฝีมือมากกว่าจะถูกโยนทิ้งให้มาตายข้างนอกนี่ ข้าพอจะรู้จักคนในเผ่าเบิร์นนิ่งทรีอยู่บ้าง พวกเขาคงอยากรับเจ้าเข้ากลุ่ม แล้วข้าจะสอนวิธีผสมหมึกให้เอง มันขลังพอตัว สามารถรักษานักสู้ที่อยู่ในห้วงความคลั่งได้ด้วย ไม่เหมือนกับที่รักษาเจ้าหรอกนะ…อันนั้นนั่นมีพลังเวทขนาดรักษาคนได้เป็นร้อย แต่ยังไงก็ถือว่ามันช่วยได้เยอะ เวลาอย่างนี้ทุกคนต้องช่วยกันคนละไม้ละมือหมดนั่นล่ะ”

     “เดี๋ยวนะ…” สมองข้าหมุนติ้วพยายามทำความเข้าใจกับเรื่องทั้งหมด “ตอนอยู่ในแคมป์…เจ้ารู้เหรอว่าหมึกนั่นจะช่วยรักษาข้า? แล้วก็เรื่องที่ข้าจะสะกดรอยตามมาด้วย?”

     บาสฉีกยิ้ม “ก็ไม่แน่ ตกลงจะเอาวิธีผสมหมึกมั้ย?”

     เอาสิ เอาแน่นอนอยู่แล้ว

     เราลัดเลาะลึกเข้าไปในป่าเพื่อตามหาเปลือกไม้สน ต้นไม้ในแถบนี้ช่างสูงใหญ่ตระการตา ทุกๆ สายพันธุ์ยืดยาวขึ้นเสียดฟ้า แต่มีอะไรแปลกๆ ที่คอยกวนใจข้าอยู่ตลอด ต้นไม้หล่านี้มันมีรูปแบบ—ต้นโอ๊ก เดินไปอีกสิบสองก้าว ต้นสน อีกแปดก้าว ต้นสนอีก แล้วพอไปอีกสิบห้าก้าว ต้นวิลโลว์แล้วจึงกลับมาเป็นต้นโอ๊ก ซ้ำไปซ้ำมาแบบนี้เรื่อยๆ

Selesnya Guildgate | Art by: Dimitar Miranski

     “เราน่าจะหลุดเข้ามาในเขตแดนพวกเซเลสเนียแล้ว” ข้าเอ่ยขึ้น

     “จริงดิ เห็นหมูป่าสงครามฝูงเบ้อเร่อตะกี้แล้วไม่เอะใจรึไง?” หล่อนหัวเราะพลางเดินไปหยุดหน้าต้นสนขนาดมหึมา กำหมัดแน่นแล้วก็ต่อยโครมเข้าที่โคนต้นไม้ เปลือกไม้แตกเป็นสิบๆ แผ่นร่วงโปรยลงพื้น ข้าเดินไปหยิบมันขึ้นมาแต่บาสกลับหัวเราะขึ้นมาอีก “ข้าพนันว่าเจ้าเป็นประเภทที่คว้าของชิ้นแรกทันทีที่เห็นใช่มั้ย? เปลือกไม้ที่ทนทานจริงๆ น่ะจะยังยึดติดกับต้นอยู่ถึงแม้จะโดนฮุคเอ็นดูเบาๆ แบบนี้ เจ้าก็ลองดูมั่งสิ”

     ข้าเหวี่ยงหมัดเข้าใส่โคนต้นสนสองสามที ไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกจากหมัดข้าที่ถลอกแดงช้ำ “ถ้าข้ามีหุ่นเหมือนเจ้ามันคงง่ายกว่านี้” ข้าบ่นอุบ

     “เจ้าคิดเหรอว่าขนาดน่ะเป็นสิ่งเดียวที่สำคัญในสนามรบ?” หล่อนเขยิบเข้าใกล้จนสายตากับปลายจมูกเราอยู่ระดับเดียวกัน “มา ลองทุ่มข้า เอาแขนเจ้าคล้องคอแบบนี้ บิด แล้วก็โถมน้ำหนักลงให้สุดตัว”

     ข้าทำตามคำชี้แนะและสามารถเอาหล่อนลงได้จริงๆ ถึงแม้ว่านางจะต้องช่วยอีกสักหน่อย แต่ข้าก็พอเข้าใจหลักการอยู่บ้างเหมือนกัน ถ้าได้ซ้อมอีกสักหน่อยน่าจะทำได้คล่อง อาจเอาคนร่างใหญ่เหมือนนางลงไม่ง่ายแต่ถ้าคราวหนี่ชายจะมาจิ๊กค่าแรงข้าไปอีก ข้าจะสั่งสอนเขาเสียบ้าง

     พอคิดเช่นนั้น ข้าก็รู้สึกใจหายวูบเอาดื้อๆ ใครจะไปรู้ว่าอีกนานเท่าไรถึงจะได้เจอจิริอีก เขตแดนเผ่าเบิร์นนิ่งทรีมันช่างห่างไกลเหลือเกิน ไม่แน่พี่เขาอาจจะอยากมาเยี่ยมข้าบ้างก็ได้เมื่อไรที่การต่อสู้จบลง แต่ถ้าดูจากสถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมานี่ จะจบลงเมื่อไรก็ยากที่จะเดา

     “ทำไมเจ้ามาอยู่แถวนี้ ไม่เข้าไปต่อสู้ล่ะ?” ข้าถามนาง “พวกเราต้องการความสามารถของเจ้าในการรบนะ หรือว่าคุกวอร์เกท ‘บำบัด’ เจ้าไปซะหมดแล้ว?”

     “เฮอะ ไม่มีวัน ข้ายินดีถอนรากถอนโคนอารยธรรมให้ล่มสลายอยู่แล้ว แต่ข้าไปอยู่แนวหน้าไม่ได้หรอกตราบใดที่ไอ้-คน-นั้นก็ยังอยู่ด้วย ความทรงจำตอนที่ร่วมต่อสู้เคียงข้างกันมันมีเยอะเกินทน”

     “เดสก้าน่ะเหรอ?”

     บาสหรี่ตามองมาที่ข้า “เออสิ” หล่อนพึมพำ “เราสองคนอยู่ที่ตลาดทินน์สตรีท ซื้อของเดินเตร็ดเตร่ใช้เวลาสงบออกห่างจากสงครามด้วยกันตอนที่เหตุชุลมุนนั่นเกิดขึ้น ทหารโบรอสเริ่มเข้ามาจุ้นจ้านแล้วบอกว่าเห็นพวกเราทำร้ายคู่ผัวเมียมิโนทอร์แก่ๆ ไอ้พวกขี้โกหกทั้งนั้น ความคลั่งเริ่มครอบงำข้าซึ่งทำให้สถานการณ์ที่แย่อยู่แล้วยิ่งเลวร้ายขึ้นไปอีก เรื่องจบที่ข้าโดนจับส่วนเดสก้าหนีรอดไปได้ มันโผล่หัวมาเยี่ยมข้าครั้งสองครั้ง พูดสัญญาขนาดที่ว่าจะรอข้าอีกเป็นสิบๆ ปีจนกว่าจะได้ออกจากวอร์เกท ปรากฏว่าข้าถูกปล่อยตัวก่อนกำหนดแล้วถึงมารู้ว่าไอ้สวะนั่นไม่ได้รอข้ากระทั่งสิบเดือนด้วยซ้ำ”

     “พวกยักษ์ตาเดียวก็งี้แหละ” ข้าว่าพลางส่ายหัว

     “ยังไงก็ช่าง ข้ารู้ว่าอย่างน้อยก็ยังได้ทำหน้าที่ของตัวเอง ช่วยเหลือเผ่าและ—”

     เราทั้งสองยืดตัวตรงทันทีที่ได้ยินเสียงคำรามของสัตว์ร้ายแว่วมาจากในป่าทึบ

     “มาก้า” พวกเราพูดขึ้นพร้อมกัน วัตถุดิบชนิดสุดท้าย

     พวกเราเดินตัดผ่านตามต้นไม้ที่ขึ้นเรียงรางอย่างเป็นหลักเป็นแนว ขนาดเศษหินดินทรายบนพื้นยังดูเหมือนมันเว้นระยะห่างเท่าๆ กันอย่างจงใจ ทุกๆ หกสิบก้าวข้าต้องกระโดดข้ามหินกองเดิมและทุกๆ แปดสิบแปดก้าวเราจะเดินผ่านต้นโอ๊กที่โค่นล้มลงต้นเดิม พุ่มไม้หนามระหว่างต้นไม้แต่ละต้นค่อยๆ หนาขึ้น แน่นขึ้นและแหลมคมมากขึ้น พอข้าคิดว่าเราคงจะฝ่าไปต่อไม่ได้แน่ๆ แล้วเท่านั้นแหละ พวกเราก็เห็นเจ้าตัวต้นเสียงจนได้ มันเป็นมาก้าที่ร่างใหญ่และสวยงามที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นมา—กล้ามเนื้อแน่นเป็นมัดนูนเด่นจนขนหนานุ่มนั่นแทบปิดไว้ไม่มิด เราตามสะกดรอยมันร่วมชั่วโมงกว่ามันจะทำภารกิจปลดทุกข์ บาสดึงเอาโถดินเผาของนางออกมาพลางผสมวัตถุดิบทั้งหมดเข้าด้วยกันและใช้ตอของต้นไม้ที่หักโค่นลงต้นหนึ่งแทนโต๊ะ น้ำหมึกส่องประกายเรืองรองแทบจะทันทีแล้วนางก็เทครึ่งหนึ่งใส่ในถ้วยของข้าโดยไม่ถามซักแอะ

     “ขอบใจมาก” ข้าเอ่ย ในใจพร้อมแล้วที่จะออกเดินทางไปเผชิญกับอะไรต่อมิอะไรที่รอข้าอยู่ในเผ่าเบิร์นนิ่งทรี แต่ข้าดันไปสังเกตเห็นตอไม้ตรงนั้นเข้าเสียก่อน ความรู้สึกแปลกๆ ผิดธรรมชาติแล่นเข้ามาในหัวอีกครั้งระหว่างที่ข้านับวงอายุขนาดกว้างของต้นไม้ ข้าส่ายศีรษะอย่างไม่เชื่อสายตา ต้นโอ๊กขนาดยักษ์ที่สูงราวสี่สิบฟุตนี่มีอายุเพียงแค่ห้าปีเท่านั้น

     ด้วยสัญชาตญาณ ข้าใช้มือเหนียวหนืดให้เป็นประโยชน์และปีนขึ้นไปบนยอดต้นไม้ จากมุมบนนี้ ผืนป่าดูไม่ค่อยเหมือนป่าแต่กลับดูเหมือนรั้วขนาดมหึมาที่เป็นเส้นแบ่งแยกแดนเถื่อนของรับเบอร์เบลท์ออกจากอาณาเขตยาวสุดกู่ของพวกเซเลสเนียซะมากกว่า

Art by: Sung Choi

     ข้าคิดถูกจริงๆ ด้วย มันมีสงครามกำลังดำเนินอยู่ข้างใต้ฝ่าเท้าของเรานี่เอง ไม่ใช่สงครามที่สู้กันด้วยมีดหรือไม้กระบองแต่เป็นสงครามที่เกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบและต่อสู้กันด้วยเวทมนต์แห่งธรรมชาติ พวกเซเลสเนียหว่านเมล็ดพันธุ์จำนวนนับไม่ถ้วนแล้วใช้คาถาเร่งการเจริญเติบโตจนกระทั่งพวกมันได้สร้างเกราะคุ้มกันสมบูรณ์แบบซึ่งไม่มีวันถูกทำลายได้ ที่ร้ายกว่านั้นคือพวกมันดูดพลังชีวิตจากผืนดินของพวกเราสำหรับแผนการนี้โดยคิดว่ากรูลอย่างเราๆ คงไม่ฉลาดพอที่จะรู้ทัน

     แน่ล่ะว่าพวกเราไม่อดตายหรอก ต่อให้ต้นไม้ใบหญ้าหรือเหล่าสัตว์ในรับเบิ้ลเบลท์ล้มตายกันหมด ยังไงพวกเราก็ยังมีสงครามที่จะคอยทำให้อิ่มท้อง พวกเราจะยังมุ่งหน้าทำลายอารยธรรมต่อไป ทำลายทั้งห้องแล็บของพวกอิซเซท ทั้งโบสถ์นิกายออร์ซวอฟ หรือกระทั่งถล่มสนามฝึกซ้อมของทหารอาโซเรียส พวกเราจะยังมุ่งหน้าทำลายตามแผนของพวกเซเลสเนียต่อไป ระหว่างที่พวกมันนั่งหัวร่องอหาย จับมือกันร้องเพลงในสวนจอมปลอม ทำหยิ่งยะโสราวกับว่ามันสูงศักดิ์กว่าการต่อสู้อัน ‘ป่าเถื่อน’ เหล่านี้ทั้งสิ้น

     นี่แหละ…เรื่องนี้คือสิ่งที่ทำให้ข้าแทบคลั่ง ข้าสัมผัสได้ถึงเปลวไฟแห่งความพิโรธที่ปะทุวูบวาบอยู่ในใจ รอคอยเพียงเวลาให้มันโหมกระพือ สิ่งที่ข้าต้องทำตอนนี้คือรวบรวมความกล้าและทำอย่างไรให้คนอื่นๆ ในเผ่าทั้งโกรธ ทั้งคลั่งในสิ่งนี้ด้วยเหมือนกัน


    “ข้าขอท้าชิงตำแหน่งหัวหน้าเผ่า” ข้าพูดพร้อมกับสองขาอ้ากว้างและลำตัวเอนไปข้างหน้าเล็กน้อย สีหน้าดุดันอย่างที่เคยไล่ตะเพิดหมูป่าสงครามทั้งฝูงมาก่อนแล้ว รูริคและธาร์อาจจะไม่มีเวลาว่างพอจะฟังทฤษฎีเกี่ยวกับใบหญ้าแห้งเหี่ยวหรือกระดูกเปราะอ่อน แต่พวกเขาไม่มีทางปฏิเสธคำท้าชิงแน่นอน

     ทั่วทั้งแคมป์เงียบลงในบัดดล ไม่ใช่ความเงียบแบบสถานการณ์ตึงเครียดหรอกนะ เป็นความเงียบแบบที่คนพยายามกลั้นหัวเราะกันต่างหาก

     ออเกอร์สองหัวถอนหายใจยาวพลางลุกยืนขึ้นจากบัลลังค์ที่ทำจากหัวกระดูกนั่นแล้วย่างสามขุมเข้าหา รูริคแสยะยิ้มเผยให้เห็นเศษเนื้อติดอยู่ระหว่างซอกฟันหน้า “ข้าว่าเอากระดูกผอมแห้งของเจ้ามาเป็นไม้จิ้มฟันก็ท่าจะดีนะ เดี๋ยวใครมาหาว่าพวกเรามันไร้อารยธรรม ถูกมั้ย?”

     “เจ้าไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นำของพวกเรา” ข้าชิงพูดต่อ พยายามขึ้นเสียงสูงให้ดังกว่าเสียงหัวเราะที่เริ่มออกมาประปราย แถมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการทะเลาะกันแบบนี้จะจบลงแค่ภาษากายแบบผ่านๆ เท่านั้น “เขตรับเบิ้ลเบลท์กำลังจะแห้งตายอยู่รอมร่อนี่แล้ว เจ้ายังไม่มีปัญญาแม้กระทั่งจะเงยหน้าขึ้นมาถามเลยว่าเป็นเพราะอะไร”

     “สรุปว่าเจ้าจะสู้ หรือจะมาพูดพล่ามบ่นให้พวกเราฟังจนตาย?” ธาร์ตอกกลับ

Ruric Thar – Art by Jason Engel

     รูริคและธาร์ก้าวเข้ามาใกล้อีก แค่คำพูดคงไม่ได้ผลแน่ พวกมันสนใจฟังแต่ความรุนแรงเท่านั้น ข้าเหวี่ยงหมัดตุ๊ยท้องมันจังเบ้อเร่อแต่ก็ไม่สะทกสะท้านเหมือนตอไม้นั่น รูริคใช้กำปั้นทุบโครมบนหัวข้าจนทรุดลงกองกับพื้น สายจาเบลอมองเห็นแต่สีขาวโพลนไปหมด ข้ากระเสือกกระสนลุกขึ้นยืนพยายามตั้งสติให้มั่นในขณะที่รูริคและธาร์เดินกลับไปที่บัลลังค์

     “ข้าขอท้าชิงตำแหน่งหัวหน้าเผ่า” ข้าพูดซ้ำอีกครั้ง เจ้าออเกอร์ทำเสียงขู่ไม่พอใจในลำคอ

     จิริก้าวเข้ามาขวางพลางกุมไหล่ข้าเอาไหว้ สายตาของพี่ดูร้อนรน “อาร์รัส อย่าทำแบบนี้เลย คุกเข่าขอโทษพวกเขาซะแล้วอ้อนวอนให้กลับมาที่เผ่า เจ้าดูสิ รอยไหม้นี่มันไม่ได้แย่เท่าไรหรอก” เขาหันแขนให้ดูซึ่งตอนนี้แผลไหม้สมานหมดแล้วจนเป็นรอยลวดลายแผลเป็น “เพื่อนข้าอีกหลายคนก็อยากได้รอยสักแบบเดียวกันคราวหน้า ขอร้องล่ะ”

     ข้าเดินอ้อมหลบจิริ สมาธิจดจ่ออยู่ที่รอยไหม้ที่คุกรุ่นอยู่ในจิตใจ “ข้ายืนยันคำท้าชิงตามเดิม”

     “เจ้าจะไม่ได้ยืนไม่ได้ยันอะไรอีกต่อไปแล้ว” ธาร์เอ่ยแล้วออเกอร์ร่างยักษ์ก็ทุบอกรุนแรง ความคลั่งมาจุติในกายพวกเขาแล้ว รอยสักของพวกเบเรืองแสง บางลายเป็นผลงานของข้าเอง ข้านึกถึงท่าจับทุ่มที่บาสเคยสอน พริบตาต่อมาข้าใช้ความว่องไวมุดเข้าด้านหลังของเจ้ายักษ์อุ้ยอ้ายพลางไต่ขึ้นไปตามหลังและล้อคคอ ข้าโหมน้ำหนังสุดแรงจนได้ยินเสียงกระดูกสันหลังหัก ที่ไหนได้ มันเป็นเสียงหักกระดูกมือของรูริคและธาร์นั่นเอง รูริคเอื้อมมือมาจับพลางเหวี่ยงข้าออกไปเต็มแรง ตัวข้ากระแทกลงกับพื้นและกลิ้งไถลไปตามทางมาหยุดอยู่แค่ไม่กี่นิ้วจากกองไฟ

     ข้านอนแน่นิ่ง มั่นใจว่าซี่โครงคงหักไปสองสามท่อน แต่แล้วข้าก็สัมผัสได้ว่ามีเงาใหญ่ยักษ์ทอดผ่านตัว ข้าขดตัวทันที นึกในใจว่าต้องเป็นรูริคและธาร์ตามมากระทืบให้ตายคาที่แต่เสียงทุ้มต่ำคุ้นเคยดังขึ้นมาแทน

     “ดีมาก เจ้าค้นพบความคลั่งของตนเองแล้ว” ดรายเซคเอ่ยพลางก้มลงมองข้าด้วยรอยยิ้ม “ทีนี้ก็ใช้มันซะให้เต็มที่”

Burn Bright – Art by Scott Murphy

     ใช้ให้เต็มที่? ก็นี่ไม่ใช่ว่าข้ากำลังทำอยู่รึไง? ข้าตั้งสติกับสิ่งที่กำลังโกรธและเมินสะเก็ดไฟซึ่งกำลังกระเด็นมาโดนผิว แน่นอนข้าโกรธพวกสมาพันธ์เซเลสเนีย ข้าโกรธที่ดินแดนของเราถูกชิงสูบพลังเวทออกไป ถูกรุกรานด้วยอารยธรรม ถูกวางยาด้วยระบอบอุตสาหกรรม แต่ที่ข้าโกรธจริงๆ ได้อยู่ในใจข้ามาโดยตลอดอยู่แล้ว ก่อนที่ไอ้สิ่งอื่นๆ จะมามีความสำคัญเสียอีก ข้าโกรธที่เรื่องราวของเผ่าพันธุ์ข้านั้นถูกลืมเลือน ที่เรื่องราวเหล่าฮีโร่ของข้าไม่ได้ถูกเล่าขาน ข้าโกรธที่ในฐานะเด็กน้อยเผ่ากิ้งก่าเวียชิโน่คนหนึ่ง ข้าไม่เคยได้ยินเรื่องราวของนักรบที่มีเกล็ดสีเขียวหางเรียวยาว หรือเรื่องราวของเผ่าพันธุ์ข้าต่อสู้บดขยี้อารยธรรมโดยไม่คิดชีวิตเลยสักครั้งเดียว

     ข้าฝืนลุกขึ้นยืนพลางเดินกะเผลกเข้าหารูริคและธาร์ที่สวาปามเนื้อซี่โครงตัวแรคทัสค์ไปครึ่งหนึ่งแล้ว หลังจากเดินได้สองสามก้าว สภาพเขย่งตัวดูไม่ได้ของข้าก็ค่อยๆ กลับเข้าป็นปกติแม้ว่าฝ่าเท้าจะปวดร้อนระบมเหมือนกำลังเดินบนเตาถ่านก็เถอะ ความรู้สึกนี่มันกำลังแผ่กระจายไปทั่วร่าง…หัวเข่า ท้องน้อย ปอด กระทั่งหัวใจ ไม่มีความเจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้มีเพียงความคลั่งเท่านั้น

     “ข้าขอท้าชิงตำแหน่งหัวหน้าเผ่า” ข้าประกาศเป็นครั้งที่สาม รูริคและธาร์ลุกจากที่นั่งแต่คงมีอะไรบางอย่างส่งผ่านแววตาของข้าทำให้พวกเขาหยุดพิจารณาและนั่งลงเอนพิงไปกับบัลลังค์ “ฟังที่ข้าพูดเถอะ ดินแดนรับเบิ้ลเบลท์กำลังจะตาย พืชพรรณกำลังเน่าเฟะ สัตว์ป่ากำลังเจ็บป่วยและมันจะไม่หยุดแค่นี้หากเราไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง พวกเซเลสเนียอยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด พวกมันกำลังสูบเอาพลังชีวิตจากดินแดนของเราเพื่อไปทำให้ของพวกมันเจริญเติบโต เราจะมัวมาเสียเวลาไม่ได้แม้แต่วันเดียวหรือแม้แต่นาทีเดียวในการเพิกเฉยปัญหานี้ ไม่เช่นนั้นล่ะก็ จะไม่มีความป่าเถื่อนใดๆ ในธรรมชาติหลงเหลือให้เราต่อสู้เพื่อมันอีก”

Privileged Position | Art by: Wayne England

     ข้าสูดหายใจเข้าเต็มปอดแล้วปล่อยยาวออกมา ตอนนั้นเองข้าถึงพึ่งรู้สึกตัวว่าทั้งร่างเปลี่ยนเป็นสีแดงร้อนระอุของพระเพลิง ความโกรธชั่วชีวิตที่ถูกปิดกั้นไว้หลั่งไหลออกมาภายในครั้งเดียว ข้าสะกดอารมณ์เอาไว้จนมันเหลือเพียงเปลวไฟวูบวาบสั่นไหวเท่านั้น

     จิริก้าวมายืนข้างๆ ข้าพร้อมกับวางมือไว้บนบ่า เปลวไฟไหลผ่านหาเขาต่อ ไม่นานทั้งร่างก็มีออร่าของไฟลุกท่วมเช่นกัน “ข้ายืนเคียงข้างอาร์รัส” เขาว่า

     บาสวางมือของนางบนไหล่อีกข้าง เปลวไฟส่งต่อไปที่ตัวหล่อนด้วย “ข้ายืนเคียงข้างอาร์รัส”

     “ข้าก็เช่นกัน” ดรายเซคเปล่งเสียงสนั่น เขาเพียงแค่ยืนอยู่ด้านหลังแต่เปลวไฟก็กระโจนต่อไปทางนั้นอีก คนอื่นๆ เริ่มล้อมวงเข้ามาจนในที่สุดพวกเราก็ร่วมกันเปล่งความร้อนแรงได้มากยิ่งกว่ากองไฟไหนๆ ในโลก

     “ข้าขอท้า ท่านหัวหน้าเผ่า ท้าให้ท่านทำอะไรสักอย่าง” ข้าพูดกับรูริคและธาร์ พูดในฐานะเผ่าของเรา และในฐานะกรูลแคลนทั้งหมด “พวกเราต่อสู้ถวายชีวิตให้ท่าน ตอนนี้ถึงตาท่านต้องสู้เพื่อพวกเราบ้าง”

     “ถ้าไอ้พวกเซเลสเนียต้องการสงคราม เราก็จะจัดให้พวกมันถึงที่” รูริคและธาร์ตอบกลับพลางเดินเข้ามาหาข้า รูริคยื่นฝ่ามือทาบบนศีรษะของข้าและเปลวไฟก็เลื้อยขึ้นไปตามแขนจนจุดประกายหัวหน้าเผ่าของเราอย่างเจิดจรัส “เรื่องราวของสงครามนี้จะถูกเล่าขานต่อไปอีกหลายชั่วอายุคน และนามของเจ้า…นักรบผู้ดุดันของข้าเอ๋ย…จะถูกจารึกไว้ตรงใจกลางของมัน”

Art by: Tyler Walpole


ที่มา: https://magic.wizards.com/en/articles/archive/magic-story/rage-unsung-2019-01-30

Facebook Comments
กลับขึ้นไป