Slaughter at the Refuge – สังหารหมู่ที่ค่ายลี้ภัย

เรื่องราวก่อนหน้า: นิสสา รีเวน – เพื่อเซนดิก้า

 

เมืองซี เกท ได้พังพินาศตามติดนครใหญ่ๆ ในเซนดิก้าอย่างเซจิริ และบาลา เกดไปแล้วเพราะการโจมตีจากเหล่าเอลดราซี่ ในชั่วขณะที่เมืองจวนเจียนจะถูกถล่มจนราบนั้น เพลนส์วอล์คเกอร์ กิเดี้ยน จูร่า ออกเดินทางข้ามภพเพื่อขอความช่วยเหลือจากนักคิดผู้มีสมองอันอัจฉริยะที่จะสามารถช่วยพวกนักวิชาการซึ่งกำลังหลบหนีภัยอยู่ในการหาคำตอบ “ปริศนาแห่งเลย์ไลนส์” อาจจะช่วยให้เซนดิก้ามีโอกาสโต้กลับการรุกรานในครั้งนี้ เขาจึงข้ามไปยังภพแห่งราฟนิก้าและโน้มน้าวให้ เจซ เบเลอเรน ตามเขากลับมายังเซนดิก้า

แต่ทว่าสำหรับเจซแล้ว การที่จะให้เขาเป็นอิสระจากภาระหน้าที่ของ ”ผู้คุมกฎ” อาจต้องใช้เวลาเสียหน่อย—แต่ไม่มีเวลาสำหรับผู้ลี้ภัยของซี เกทอีกต่อไปแล้ว

 


 

พวกเขาย่างกรายเข้าสู่การนองเลือด

ท้องไส้ของกิเดี้ยนปั่นป่วน เมื่อภาพอันโหดร้ายของการเข่นฆ่าตรงหน้าปรากฏชัดเจนในโสตประสาท ธงศึกสีม่วงของโวริคปลิวไหวล้อกระแสลมที่โบยบินผ่านช่องเขาและตีเอาฝุ่นสีขาวขุ่นกับเถ้าดำหมุนวนฟุ้งกระจายบนสนามรบ ควันยังคุกรุ่นจากสะเก็ดไฟตามจุดต่างๆ ที่แคมป์ไฟเคยตั้งอยู่ก่อนที่จะกลืนกินแหล่งพักอาศัยที่ชาวเมืองสร้างไว้คุ้มกัน   รอยผุเน่าของเอลดราซี่แผ่ปกคลุมไปทั่วพื้นดินเสมือนเส้นใยสีขาวที่ถักทออย่างปราณีตและซับซ้อน

ไหนยังจะพวกซากศพอีก—ซากศพเกลื่อนกลาดไปหมด

บางร่างก็ดูเหมือนศพจากสงครามทั่วๆ ไป โลหิตชโลมแผ่นอกและไหลย้อยผ่านใบหน้า แขนขาแยกขาดจากกัน ลิ่มเลือดทะลักออกจากปากแผล แต่ยังมีอีกมาก—ยังมีอีกมากมายหลายศพนัก—ที่บางส่วนผุย่อยสลายไป เหลือเพียงแค่ฝุ่นผงตรงส่วนที่เคยเป็นศีรษะ ขา หรือแขน กลิ่นโชยของเลือดและเครื่องในผสมเข้ากับกลิ่นซากของพวกเอลดราซี่นั้นทำให้กิเดี้ยนคลื่นไส้

ในระหว่างการโจมตีครั้งสุดท้ายของซี เกท ผู้บัญชาการโวริคได้ตั้งค่ายฐานทัพไว้ที่นี่ จุดลี้ภัยสำหรับผู้คนซึ่งหลบหนีการรุกรานของเอลดราซี่ เท่าที่กิเดี้ยนรู้มันเคยเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย—หรือปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ในเซนดิก้าขณะนี้ ตำแหน่งของมันตั้งอยู่ระหว่างหุบเขาแคบๆ โดยทางเข้าถูกกั้นไว้โดยซากปรักหักพังของฮีดรอน (Hedron) ยักษ์ที่ร่วงหล่นลงมา ทำหน้าที่เหมือนเครื่องกีดขวางไม่ให้อันตรายจากภายนอกคืบคลานเข้ามา โวริคเองก็ดูเหมือนจะมั่นใจว่าพลังเวทย์ที่เปล่งรัศมีออกจากหินฮีดรอนหกเหลี่ยมนี้จะปัดป้องให้ฝูงเอลดราซี่ไม่อยากเข้ามาใกล้ได้ด้วย

แต่เห็นได้ชัดว่าแค้มป์ของโวริคมิใช่พื้นที่ปลอดภัยอีกต่อไป ภารกิจของกิเดี้ยนนั้นกินเวลานากว่าที่เขาคาดการณ์ไว้มากนัก: เจซมีงานที่ต้องสะสางก่อนออกจากราฟนิก้า ส่วนบาดแผลของกิเดี้ยนเองก็ต้องรับการรักษาอย่างเร่งด่วน ไหนจะต้องเดินทางอย่างเปล่าประโยชน์ไปยังเรกาธาร์เพื่อชักชวนชานดร้า นาลาร์ ในระหว่าที่พวกเขาเสียเวลาอยู่นั้น พวกเอลดราซี่ก็ได้บุกถล่มฐานทัพของโวริคเสียแล้ว

 

Art by Aleksi Briclot

 

“กิเดี้ยน!!”

เขาหันหลังกลับตามสัญชาตญาณพร้อมกับเห็นเจซในท่าหมอบต่ำป้องกันตัวในขณะที่ลูกสมุนเอลดราซี่ฝูงหนึ่งกรูกันออกมาจากซากกำแพงพังทลายใกล้ๆ ส่งเสียงบดกัดฟันระงมพลางเคลื่อนตัวเข้าหา

กิเดี้ยนกระโจนคั่นกลางระหว่างพวกเอลดราซี่และเจซ แส้คมดาบซูรอลหมุนคว้างรอบตัวปัดเจ้าเอลดราซี่กระเด็นเข้าหากัน ส่วนหัวที่เป็นกระดูกแสนอัปลักษณ์ของพวกมันแตกหักตามแรงเหวี่ยงกระแทก สักครู่ที่แคมป์ก็กลับมาเงียบสงบตามเดิม

กิเดี้ยนคว้าดาบสั้นเล่มหนึ่งที่ปักคาไว้บนกองฝุ่นธุลีสีขาว “เอานี่ไป” เขาพูดพร้อมกับยื่นด้ามดาบให้เจซ

“ไม่ใช่แนวข้าเลย” จอมเวทย์หนุ่มกล่าว

“ทำเท่าที่เจ้าทำได้นั่นแหล่ะ” กิเดี้ยนตอบกลับ

“แล้วนักวิจัยที่เจ้าจะให้ข้าช่วยน่ะ อยู่ที่ไหนกัน?”

กิเดี้ยนมองย้อนกลับไปที่ชายร่างจิ๋ว “นี่เจ้าคิดอยู่แต่เรื่องนั้นรึ? ที่นี่? ตอนนี้เนี่ยนะ?”

เจซยักไหล่ แต่บางอย่างในแววตาของเขาบอกกิเดี้ยนได้ว่านักเวทย์พลังจิตคนนี้ก็กำลังเก็บซ่อนความท้อแท้สิ้นหวังของตนไว้เช่นกัน

กิเดี้ยนหันหลังกลับ “เราต้องไปแล้ว” เขาพูดพลางมองสำรวจพื้นที่รอบด้าน “ลึกเข้าไปในช่องเขา หากใครยังมีชีวิตอยู่ ก็น่าจะที่นั่นแหล่ะ” แม้ว่าเขาจะเป็นคนพูดออกมาเองแต่กิเดี้ยนก็หวั่นในคำของตนมิใช่น้อย ถ้าหากว่าไม่มีใครรอดชีวิตเลยล่ะ?

ถ้าเขาอยู่ที่นี่ล่ะก็ ฐานทัพนี้คงไม่แตกพ่าย

“เจ้าแน่ใจรึ?”

“เชื่อข้าเถอะ” กิเดี้ยนว่า

เจซพยักหน้าอย่างเชื่อใจแล้วขยับเข้าใกล้พร้อมตามไปทุกที่ที่กิเดี้ยนนำ

ช่องเขาแคบลงเรื่อยๆ ก่อนที่จะเป็นเนินสูงด้านหลังแคมป์ เอลดราซี่ตัวจ้อยเป็นกลุ่มๆ กระจัดกระจายอยู่ทั่วร่องเขาสร้างรอยเน่าเปื่อยขาวโพลนเป็นย่อมๆ กิเดี้ยนได้แต่เดาว่ามันคงกำลังกินอาหาร ถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่าในดินหินเหล่านี้จะมีสารอาหารแบบไหนให้พวกมัน  ความคิดแรกของเขาคือฆ่าให้หมดทุกตัวที่อยู่ในสายตา—แต่เขาก็ต้องคำนึงถึงเจซด้วย แถมตอนนี้พวกเขาไม่มีเวลาให้เสียอีกแล้วก่อนจะตามหาผู้รอดชีวิตจากฐานของโวริค ดังนั้นเขาจึงเลือกทางเดินเลียบผาหินที่จะทำให้ทั้งคู่อยู่ห่างจากฝูงเอลดราซี่ให้มากที่สุด

มีเอลดราซี่อยู่ไม่กี่ตัวที่เปลี่ยนทิศแยกออกจากฝูงแล้วตรงหาพวกเขา ซึ่งกิเดี้ยนได้เก็บกวาดพวกที่หลงมาอย่างคล่องแคล่ว ไม่นานต่อมา เขาตะกายร่างขึ้นบนขอบผาแล้วผลันก็โล่งใจกับสิ่งที่เห็น

กำแพงไม้ถูกนำมาวางกั้นให้หุบเขาด้านหน้ากลายเป็นคอขวด หอกแหลมยื่นออกมาจากด้านบนบ่งบอกได้ว่าอย่างน้อยยังมีชาวเซนดิก้าเหลือรอดชีวิตจากการสังหารหมู่ที่ค่ายลี้ภัย

ทว่า ระหว่างจุดที่กิเดี้ยนยืนอยู่และกลุ่มผู้รอดชีวิต เอลดราซี่นับร้อยตัวออกันอยู่หน้ากำแพงพยายามใช้หนวดและกงเล็บของมันหมายปีนป่ายข้ามไป คมหอกทิ่มแทงปีศาจเอลดราซี่ที่เข้ามาในระยะ แต่สภาพการต่อสู้บ่งบอกชัดเจนว่าเหล่าผู้รอดชีวิตนั้นเสียเปรียบอย่างใหญ่หลวงทั้งด้านกำลังและจำนวนคน

กิเดี้ยนแผดเสียงสนั่น “เซนดิก้า!!” แล้วพุ่งเข้าปะทะ ซูรอลของเขาร่ายรำรอบตัวกำจัดฝูงเอลดราซี่ที่ขวางทางออกไปพร้อมกับดิ่งตรงไปยังกำแพงที่จวนจะพังแหล่มิพังแหล่นั่น

เสียงหนึ่งดังขึ้นเบื้องหลังเครื่องกั้นตอบรับคำตะโกนร้องของกิเดี้ยน ตามมาด้วยเสียงขาดๆ หาย อีกนับไม่ถ้วนที่ลั่นออกมาพร้อมหอกทิ่มทะลวงศัตรูประหนึ่งความฮึกเหิมได้ฟื้นคืนกลับมา

“กิเดี้ยน!” ใครคนหนึ่งตะโกน ความรู้สึกแว่บแรกคือจะเหลียวกลับชำเลืองผ่านหัวไหล่—เขาลืมเจซไปเสียสนิทหลังจากทะยานร่างอย่างลืมเป็นลืมตายเข้าช่วยกลุ่มผู้รอดชีวิต แต่เจซก็ยังตามหลังเขามาติดๆ เสียงร้องเรียกดังมาจากภายในกำแพง และก็เหมือนครั้งแรก เสียงตอบรับกลับดังสะท้อนมากขึ้นกว่าเดิม

กิเดี้ยนมาถึงขอบกำแพงไม้และใช้อาวุธซูรอลของเขาตวัดไปมาในขณะที่เหล่าเอลดราซี่ประชิดตัวเข้าจู่โจม

 

Art by Dan Scott

 

“เอาไงกันล่ะทีนี้?” เจซถามขึ้น

กิเดี้ยนปาดซูรอลเป็นเส้นโค้งเคลียร์พื้นที่ข้างหน้าแล้วก็เอานิ้วมือประสานทั้งสองข้างพลางผงกหัวส่งสัญญาณให้เจซ “เหยียบขึ้นไปเลย”

“เอาจริงดิ”

เจซพลาดโอกาสไป พวกเอลดราซี่ตัวจ้อยแห่ล้อมเข้ามาอีกครั้ง ฝูงที่กรูกันเข้ามาทางซ้ายเบี่ยงเบนความสนใจของเขาไปชั่วเสี้ยววินาทีหนึ่ง—เมื่อหมุนตัวไปทางขวา เขาเห็นสมุนเอลดราซี่ตนหนึ่งดิ้นชักงอไปมาและพุ่งตัวเข้าหาเจซ กิเดี้ยนช้าเกินไป… เจซยกแขนสองข้างขึ้นป้องกันใบหน้า—และทันใดนั้น คลื่นพลังงานที่มองไม่เห็นก็ผลักร่างสัตว์ร้ายปลิวออกไปก่อนที่มันจะเสียบเขาทะลุด้วยมือแหลมของมัน ถึงแรงผลักจะไม่หนักหนาเท่าใดนักแต่ก็สร้างโอกาสให้กิเดี้ยนตวัดแส้ดาบไปรัดรอบคอเจ้าเอลดราซี่นั่น

เจซเซไปเล็กน้อยแล้วอุทานเสียงดังเมื่อหนวดปลาหมึกสีน้ำเงินอัปลักษณ์พันรอบขาของเขา กิเดี้ยนยกเจ้าเอลดราซี่ตัวแรกนั้นขึ้นไปบนอากาศแล้วทุ่มมันลงสุดแรงเข้าใส่เจ้าตัวมีหนวด

“เจ้าเป็นอะไรรึเปล่า?” เขาถามเจซ

เจซพยักหน้าแล้วนัยน์ตาเขาก็ลุกโชนด้วยแสงสีน้ำเงินพร้อมๆ กับสมุนเอลดราซี่อีกตัวที่วิ่งหนีห่างออกไปอย่างรวดเร็วและโดนผลักกระเด็นออกไปด้วยสิ่งที่น่าจะเป็นพลังจิตของเขา

กิเดี้ยนตวัดแส้ดาบซูรอลไปมาอีกครั้งเพื่อกวาดพื้นที่ ซากศพเอลดราซี่เริ่มกองเกลื่อน ทำให้การบุกต่อเนื่องของกองทัพปีศาจที่เหลือเริ่มช้าลง เขาประสานมือเข้าด้วยกันอีกครั้งและรอบนี้เจซใช้เท้าเหยียบลงไปเต็มๆ โดยไม่ลังเล กิเดี้ยนดันเขาขึ้นสูงและมือของเหล่าคนที่อยู่อีกด้านของกำแพงช่วยดึงเจซจนข้ามพ้นเขตอันตราย

กิเดี้ยนหลังชนกำแพงหันหน้าเผชิญกับฝูงสัตว์ประหลาดที่เหลือ—เอลดราซี่สมุนทาสคลืบคลาน และพวกมดงานไร้หน้า ร่างแยกสุดขยะแขยงที่ทำตามเจ้านายเอลดราซี่ยักษ์ เพื่อสนองความหิวโหยไร้สิ้นสุดของอูลามอก เจ้าเดรัจชานพวกนี้หารู้ไม่ว่าใครกันที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า พวกมันไม่รู้ว่าเขาคือกิเดี้ยน จูร่า ผู้กอบกู้ป้อมปราการเคฟ (Fort Keff) นักล่าผู้ยิ่งใหญ่แห่งออนดู (Ondu) วีรบุรุษแห่งคาบิร่า (Kabira) สำหรับพวกมัน เขาเป็นเพียงแค่ก้อนเนื้ออีกชิ้น สิ่งมีชีวิตที่มีไว้ให้พวกมันสูบกินเท่านั้น

แต่ผู้คนหลังกำแพงรู้ดีว่าเขาคือความหวัง เป็นโอกาสเดียวที่จะทำให้พวกเขารอดจากสถานการณ์วิกฤตนี้ได้เป็นผู้ช่วยชีวิตและผู้ปลดปล่อยสู่อิสรภาพ นี่คือสิ่งที่กิเดี้ยนเป็นสำหรับทหารนับไม่ถ้วนทั่วทั้งเซนดิก้า และบัดนี้เขาต้องทำมันอีกครั้ง

“หวังว่าข้าจะไม่มาช้าเกินไป” เขาพูดกับตัวเอง

 

Art by Eric Deschamps

 

กิเดี้ยนยืนหยัดและต่อสู้ กวัดแกว่งซูรอลของเขาไปรอบๆ ตัว จิตใจเขามัวแต่คิดเรื่องพูดคุยกับเหล่าผู้รอดชีวิตและพาเจซไปพบโจรี่ เอ็น อย่างปลอดภัย

“กิเดี้ยน!!” อีกเสียงหนึ่งดังขึ้นจากอีกฝากของกำแพง

ถึงเวลาแล้ว ลูกสมุนสัตว์ร้ายตัวใหญ่พร้อมแผ่นกระดูกหนาตรงส่วนหน้าพุ่งพรวดตรงเข้าหาเขา กิเดี้ยนย่อตัวกะจังหวะให้พอดีแล้วกระโดดขึ้นสูง เท้าหนึ่งสัมผัสลงบนหัวของเจ้าเอลดราซี่พลันดีดตัวออกอีกคราหนึ่ง เขาตีลังกากลับหลังแล้วม้วนตัวข้ามกำแพง

เท้าของเขาตบลงพื้นก่อให้เกิดฝุ่นคลุ้งกระจายไปทั่ว กิเดี้ยนกวาดสายตามองไปรอบๆ ที่เหล่าผู้รอดชีวิต ณ ค่ายของโวริค

ทหารที่ดูซีดเซียวร่วม 8 นายนั่งหันหลังพิงกำแพง ดูออกทันทีว่ากำลังยินดีที่กิเดี้ยนได้ช่วยซื้อเวลาให้พวกเขาได้พักสักครู่หนึ่งจากการรบต่อเนื่องกับเหล่าเอลดราซี่ แต่เพียงอึดใจเดียวเท่านั้น ช่วงเวลาพักของพวกเขาก็ต้องสลายไปเมื่อเสียงขบกัดฟันและเสียงปีนป่ายดังขึ้นด้านบนของกำแพง ทหารทั้งหมดฝทนลุกขึ้นอีกครั้งโดยใช้หอกพยุงร่างอ่อนล้าไว้

กิเดี้ยนตวัดแส้ดาบซูรอลกระแทกเจ้าตัวที่ไต่ขึ้นมาจนกระเด็นกระดอนตกลงไปเบื้องล่าง

“อย่าบอกนะว่าพวกเจ้าเหลือกันแค่นี้” เขาพูดขึ้น

สตรีชาวคอร์หนึ่งในกองทหารเชิดหน้าไปยังทางที่สูงขึ้นไปบนช่องเขา “ผู้บัญชาการโวริคกำลังนำคนที่เหลือไป” หล่อนว่า “แต่สภาพคนในกลุ่มนั้นแย่กว่าพวกเราเสียอีก”

ดูจากที่ทหารทั้ง 8 นี้เต็มไปด้วยร่องรอยการบาดเจ็บและผ้าพันแผลทั่วไปหมดก็พอจะรู้แล้วว่าหนักหนาขนาดไหน กิเดี้ยนทำหน้าบูดบึ้ง

“มีกันกี่คน?” เขาถามต่อ

หญิงสาวส่ายศีรษะพลางตอบ “ราวๆ 20 – 30 คน”

“ข้าน่าจะได้อยู่ที่นี่ด้วย” กิเดี้ยนพึมพำกับตนเอง

หล่อนใช้หอกแทงเจ้าอสุรกายที่พยายามข้ามกำแพงผลักมันออกไป กิเดี้ยนมองออกจากสีหน้าว่าหล่อนแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินที่เขาพูดเท่านั้น

“โวริคมีแผนอะไรในใจ? เขาจะพาคนพวกนั้นไปไหนกัน?”

“ข้าว่าเขาการออกจากช่องเขารูนรกนี่น่าจะเป็นเป้าหมายแรกของเขา แต่นอกเหนือจากภารกิจแรกนี่ข้าก็ไม่รู้แล้วล่ะ”

เจซส่งเสียงโกรธ “นี่ผู้บัญชาการภาษาอะ—” เขาเริ่มบ่น

“ไม่ เขาทำถูกแล้ว” กิเดี้ยนตัดบท “พวกเราทุกคนต้องหาทางออกจากหุบเขานี้ให้ได้ ข้าจะยันพวกมันไว้ที่กำแพงนี้เอง นานที่สุดเท่าที่ข้าจะทำได้” แส้ดาบของเขาประดุจตอกย้ำคำพูดนั้นเมื่อมันฟาดฟันปีศาจเอลดราซี่ลงมากองสิ้นชีพแทบเท้า “ตามคนที่เหลือไปซะ แล้วพาเจซไปกับพวกเจ้าด้วย”

ชาวคอร์พยักหน้ารับ สีหน้ายินดีอย่างเห็นได้ชัด แถม—กิเดี้ยนสังเกต—ไม่สนใจที่จะถามเขาเสียด้วยว่าจะต้านทานพวกมันได้นานแค่ไหน ชื่อเสียงของเขาเลื่องลือกว้างขวางเสียจริง

“เจซ” เขาเรียก “เมื่อเจ้าพบคนที่เหลือถามหามนุษย์เงือกที่ชื่อโจรี่ เอ็น บอกนางว่าข้าพาเจ้ามาช่วยไขปริศนาแล้วนางจะบอกทุกอย่างที่รู้ให้เอง”

“ถ้าหากว่านางยังมีชีวิตล่ะก็นะ” เจซตอบ

ความกลัวบีบรัดจิตใจของกิเดี้ยน เขาไม่อยากจะพูดสิ่งที่เขากลัวออกมา จนถึงบัดนี้เขายังไม่เห็นศพของโจรี่ เอ็นในหมู่ผู้เสียชีวิตที่แคมป์ก่อนหน้า แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าหล่อนจะยังมีชีวิตอยู่ ไม่แน่ว่าร่างของหล่อนจะเปื่อยย่อยเป็นฝุ่นผงปลิวไปตามลม หรือไม่แน่ว่าหล่อนอาจจะหนีออกจากซี เกทไม่ได้เสียด้วยซ้ำ ไม่แน่ว่าเขาจะพาเจซมาที่เซนดิก้านี้อย่างสูญเปล่า?

ถ้าเป็นอย่างนั้นจะทำให้การที่กิเดี้ยนเสียเวลาหายตัวไปจากที่นี่อย่างยาวนานยิ่งเป็นเรื่องที่ยกโทษให้ไม่ได้….เขารู้สึกพะอืดพะอมขึ้นมาทันที “รีบไป!” เขาตะโกน เหล่าทหารพากันลากสังขารออกไปจากป้อมกำแพงอย่างสุดความสามารถ

 

Art by Tyler Jacobsen

 

เมื่อไม่ต้องคอยพะวงปกป้องเจซ กิเดี้ยนสามารถต่อสู้กับพวกเอลดราซี่ได้เต็มกำลัง พอพวกทหารผละไปหมดสมุนเอลดราซี่เริ่มปีนป่ายข้ามกำแพงกันมาได้เร็วเกินกว่าที่กิเดี้ยนจะกำจัดมันลงได้ เขาเริ่มรู้สึกคุ้นเคยกับจังหวะของการสังหาร กระบวนท่าร่ายรำดุจที่กล้ามเนื้อของเขาเคลื่อนดุจธรรมชาติ แส้ดาบส่งเสียงแหวกอากาศเข้าเฉือดเฉือน แสงสีทองส่องประกายฉาบตลอดแนวยาวของคมแส้ทั้ง 4 พร้อมๆ กับพลังเวทย์ที่เขาถ่ายทอดลงไปในนั้น โล่เล็กของเขาปัดป้องการโจมตีและสลับมาเป็นอาวุธร้ายเข้ากระแทกกระดูหน้าและหักแขนขาข้อต่อของศัตรู คลื่นพลังงานกระเพื่อมทั่วผิวหนังปกป้องตัวเขายังจุดที่เอลดราซี่เข้าทำร้ายให้มิเป็นอันตรายใดๆ

การป้องกันตัวเองนั้นกลับกลายเป็นเรื่องยาก สำหรับกิเดี้ยน การต่อสู้กับคนนั้นเป็นการง่ายที่จะคาดเดาท่าฟัน ท่าแทง ซึ่งทำให้เขามั่นใจว่าการโจมตีใดๆ ที่ลอดผ่านพยุหะซูรัลและโล่มาได้จะสะท้อนออกจากผิดที่เคลือบไปด้วยเกราะเวทย์ของเขา หากต่อสู้กับคน เขาแทบจะเป็นอมตะเลยทีเดียว

แต่กับอสูรเอลดราซี่ เขาถูกทำร้ายบาดเจ็บได้มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เขาเหนื่อยล้าเช่นนี้มาหลายวัน การเคลื่อนไหวของมันนั้นยากที่จะคาดเดานัก แขนขาพวกมันแยกเป็นสองง่ามไม่ก็พันรวมกันด้วยหนวดปลาหมึกเป็นก้อนเนื้อชิ้นใหญ่ กิเดี้ยนกลับกลายมาต้องใช้โล่ปกป้องร่างกายของเขาบ่อยครั้งกว่าปกติซึ่งกินแรงเป็นอย่างมาก หรืออาจจะคะเนผิดพลาดแล้วโดนซัดเข้าเต็มๆ อย่างหลังนี่เกิดขึ้นบ่อยเหลือเกินในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมานี้

ถึงแม้ว่าไม่ค่อยจะอยากยอมรับก็เถอะ ถ้าหากว่าเจซไม่ได้พาเขาไปหาหมอรักษาในราฟนิก้าเมื่อคืนก่อน เขาก็คงจะไม่มีประโยชน์ในการป้องกันค่ายสักเท่าไร เลวร้ายที่สุด เขาอาจจะตายไปแล้วด้วยซ้ำ

เขาเหลือบมองข้ามหัวไหล่ไปในขณะที่ซากศพพวกเอลดราซี่ค่อยๆ กองสูงขึ้นรอบตัว เจซและชาวเซนดิก้าเหล่านั้นลับสายตาไปกันแล้ว ส่วนด้านหน้า ดูเหมือนว่าการบุกของกองทัพเอลดราซี่ก็เริ่มช้าลงเช่นกัน

ซึ่งอาจหมายความว่า พวกมันหาเส้นทางอื่นที่จะเข้าไปรับประทานเนื้อนุ่มหอมหวานของชาวเซนดิก้าด้านหลังเขาได้แล้ว กิเดี้ยนค่อยๆ ถอยร่นขึ้นไปตามช่องเขา ดาบซูรอลของเขาจับและหั่นสมุนเอลดราซี่ที่ไล่ตามมา ในบางจังหวะ เขาโจมตีเข้าใส่หินผาของหุบเขาให้เศษดินหินใหญ่ร่วงลงทับพวกเอลดราซี่ข้างล่าง

ทันใดนั้น เอลดราซี่ร่างยักษ์โผล่พรวดมาข้างหลัง—ไม่ใช่อูลามอก แต่เป็นบางอย่างที่คล้ายคลึงกับเจ้าอสูรร่างมหึมานั่น ตัวของมันไม่มีส่วนขาเป็นเพียงหนวดรยางค์ดิ้นไปมานับไม่ถ้วนซึ่งมันใช้แขนใหญ่พยุงร่างของมันเหนือพื้นที่แตกแห้ง ทุกครั้งที่มือกงเล็บย่ำเดิน แผ่นดินสั่นกระเพื่อมจากแรงกระแทกอย่างต่อเนื่อง แผ่นกระดูกดั่งเกราะปกป้องขนาดใหญ่คลุมขึ้นมาตั้งแต่ด้านหลังแขนไปจนถึงหัวไหล่ของมัน แผ่นกระดูกหนาส่วนหัวนั้นก็เป็นเพียงหนึ่งในหลายชิ้นนับไม่ถ้วนนั่น หนวดอัปลักษณ์อีกมากยั้วเยี้ยอยู่ตรงท้ายทอย ปลายของมันชี้ขึ้นบนฟ้า

 

Art by Slawomir Maniak

 

มือเล็บยักษ์ใหญ่ตบลงบนพื้น บดขยี้ร่างของสมุนเอลดราซี่แหลกละเอียด น้ำเมือกเหนียวสีม่วงกระจายเปรอะบริเวณรอบๆ แต่ทั้งตัวมันเองหรือเอลดราซี่จิ๋วตัวอื่นๆ หาได้สนใจไม่

กิเดี้ยนยึดเท้ามั่นแล้วสูดหายใจลึกเข้าเต็มปอดเตรียมพร้อมรบ เราจะชนะสงครามได้ยังไง—เขาคิด—ถ้าพวกศัตรูไม่เกรงกลัวความตายและต่อสู้แบบไม่มีอะไรให้เสีย? พวกมันไม่เคยเหน็ดเหนื่อย แถมยังกินทุกอย่างที่ขวางหน้า—และจะมีอะไรหยุดยั้งมันได้อีก? แค่วันนี้ ที่ในช่องเขานี่ เขาฆ่าเจ้าอสูรไปกี่ตัวแล้ว? แต่พวกมันก็ยังออกมาเรื่อยๆ ไม่หยุดหย่อน

เอลดราซี่ยักษ์ยืนตระหง่านอยู่เหนือกิเดี้ยน สูงใหญ่กว่าร่างเขาถึง 3 หรือ 4 เท่า ส่วนที่ดูคล้ายๆ หัวกับช่วงลำตัวของเจ้าสัตว์ประหลาดนั้นยื่นออกมาจากหน้าอกของมัน ดิ้นสั่นไหวไปมาเป็นเอกเทศจากร่างใหญ่ราวกับจะพยายามดึงตัวมันออกเป็นอิสระ

นี่มันพยายามขู่ให้เขากลัวโดยการเผยร่างที่ใหญ่โตกว่างั้นรึ? หรือว่านี่เป็นเหมือนสัญชาตญาณสัตว์ที่แสดงออกถึงการข่มขวัญ เหมือพวกหมาป่าที่ทำขนตั้งเกรียวเพื่อให้ดูตัวใหญ่ขึ้น? มันมีความนึกคิดตั้งใจอะไรบางอย่างรึเปล่าข้างในแผ่นหัวกระดูแข็งนั่น?

แต่ก็ไม่สำคัญแล้ว กงเล็บใหญ่ข้างหนึ่งง้างตะปบลงมาหากิเดี้ยน ด้วยการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย เขาใช้ซูรัลตวัดรัดพันรอบแขนของเจ้าสัตว์ประหลาดไว้แล้วดึงเต็มแรงทำให้เอลดราซี่ยักษ์เสียการทรงตัว

ไม่สำเร็จ ท่านี้ควรจะดึงคนให้เสียหลักได้หรือแม้แต่พวกเผ่ายักษ์ แต่หนวดของเจ้าเอลดราซี่แทบจะไม่ขยับเขยื้อน ยังยึดแน่นติดกับพื้น มันพยายามคว้าตัวของเขาไว้อย่างไม่ลังเล กิเดี้ยนใช่โล่ปัดกงเล็บมันออกพลางสะบัดอาวุธขึ้นด้านบนเข้าเฉือนและมัดไว้รอบคออสูรร้าย

คอ? หัว? กิเดี้ยนไม่มั่นใจว่าคำเหล่านี้จะใช้อธิบายเอลดราซี่พวกนี้ได้หรือไม่ มันสูดอากาศเข้าทางช่องบนหัวแล้วไล่ผ่านลงไปที่ปอดในช่วงอก? สมองของมันอยู่หลังแผ่นเกราะกระดูกตรงส่วนบน? หรือจริงๆแล้วมันมีสมอง หรือปอด หรือหัวใจ หรืออวัยวะภายในสำคัญบ้างรึเปล่าเนี่ย? เขาสังหารพวกเอลดราซี่มาหลายตัวก็จริง แต่ไม่เคยได้ชำแหละออกมาดูโครงสร้างร่างกายของพวกมันเลย ที่สำคัญเขาสังเกตุเห็นพวกมันหลายตัวยังทรหดอดทนสู้ต่อทั้งๆ ที่ได้รับบาดแผลซึ่งน่าจะทำให้ตายแล้วซะอีก

แม้แต่เจ้าตัวนี้ มันดูไม่แยแสอะไรขนาดซูรัลของกิเดี้ยนรัดแน่นเข้าที่ของของมัน กองหนวดที่พยุงร่างของสัตว์ร้ายตรงรี่เข้าปกคลุมตัวเขา พันวนรอบๆ พร้อมบีบอัดเข้ามา แสงสว่างสีทองเปล่งประกายคุ้มครองทั่วทั้งร่างป้องกันมิให้เอลดราซี่ทำอันตรายเขาได้ แต่การคงสภาพเวทย์เกราะนี้ไว้นั้นจะสูบพลังงานอย่างรวดเร็วราวกับเจ้าเอลดราซี่นี้กลืนกินพลังชีวิตของเขาหากปล่อยให้ม่านเกราะสลายไป

ทั้งเตะ ทั้งแกว่งตัว เขาทำให้เจ้าปีศาจคลายหนวดของมันออกได้สำเร็จ ถึงแม้จะไม่มากแต่ก็พอให้เขาดึงแส้ซูรัลลากหัวเจ้าเอลดราซี่ต่ำลงมา จากนั้นด้วยลางสังหรณ์ เขาเงื้อมือข้างที่ถือโล่แล้วต่อยเข้าหัวที่สองของมันซึ่งงอกออกมาจากทรวงอก

ถือว่าเป็นลางสังหรณ์ที่ดี หนวดยึดแน่นพลันคลายออก กิเดี้ยนชักแส้ดาบซูรัลเป็นอิสระจากลำคอของเจ้าเอลดราซี่แล้วมันก็เซถลาไปข้างหลังพร้อมกับปล่อยตัวเขาลงพื้นดิน กิเดี้ยนตะวัดแส้ที่เรืองแสงไปด้วยพลังเวทย์อย่างรวดเร็ว 2 ครั้งติดต่อกันหั่นคอข้างเล็กขาดสะบั้นออกก่อน ตามด้วยหัวใหญ่กว่าให้แยกออกจากตัว อสุรกายเอลดราซี่ล้มแน่นิ่งลงกับพื้น

 

Art by Jason Felix

 

กิเดี้ยนไม่มีเวลาที่จะดื่มด่ำกับชัยชนะเพราะตลอดเวลาที่เขาประมือกับเจ้าตัวใหญ่ พวกลูกสมุนเอลดราซี่นับโหล คลานตัวเคลื่อนผ่านเขาตามทางที่เจซและชาวเซนดิก้าหลบหนีไปด้านหลัง ไปสู่ผู้รอดชีวิตที่เหลือ แถมยังมีอีกมากที่รุกคืบเข้ามาทุกๆ วินาที ทะลักผ่านกองซากศพเอลดราซี่ที่เขาดับชีวิตไป กิเดี้ยนไล่ตามขึ้นบนหุบเขาพลางใช้แส้ซูรัลฟาดฟันศัตรูเท่าที่เขาจะทำได้ระหว่างทาง

ผาหินทั้งสองของหุบเขาเริ่มแคบเข้าเรื่อยๆ ขณะที่พื้นดินเริ่มยกสูงขึ้น ร่างของกิเดี้ยนเปื้อนเปรอะไปด้วยน้ำเมือกและลิ่มเลือดของเอลดราซี่นับสิบๆ ตัว แต่ในที่สุด เขาก็มาถึงจุดคอขวดแคบที่มีความกว้าพอแค่ให้เขาเขยิบผ่านไปได้ เขากระโจนขึ้นไปตามโขดหินและหยุดไตร่ตรองหน้าช่องแคบอยู่ครู่หนึ่งพลางมองกลับไปยังฝูงเอลดราซี่ที่กำลังตรงดิ่งเข้ามาตามช่องเขาด้านหลัง

กิเดี้ยนก้าวย่างอีกเล็กน้อยผ่านช่องว่างเข้าไป เมื่อทางเดินในหุบเขาเปิดกว้างขึ้นอีกครั้ง เขาหยุด หันหลังกลับแล้วใช้แส้ดาบซูรัลของเขาตะวัดฟัน—หนึ่งครั้ง สองครั้ง—เข้าที่กำแพงหินให้แตกหักพังทลายหล่นทับเหล่าเอลดราซี่ที่อยู่เบื้องล่าง เขาตีซ้ำอีกหลายครั้ง ดาบคมแส้กระทบกระแทกกับหินผาราวกับเป็นเสียมขุดเหมือง หินก้อนใหญ่ถล่มลงจากกำแพงบดขยี้สมุนสัตว์ร้ายพลางปิดกั้นทางไม่ให้พวกมันข้ามผ่านมาได้ หลังจากการตีอย่างแม่นยำอีกเพียงไม่กี่ครั้งเขาก็ได้สร้างกำแพงป้องกันจากกองหินผาโดยสมบูรณ์

เขารู้ดีว่ามันคงต้านทานไว้ได้ไม่นาน—ไม่ต่างอะไรไปจากกำแพงไม้ที่ชาวเซนดิก้าสร้างไว้ระหว่างหลบหนี กิเดี้ยนยังได้ยินเสียงของพวกเอลดราซี่พยายามหาทาง พยายามขยับก้อนหินหาทางปีนป่ายขึ้นมา ถ้าหากว่าโชคยังเข้าข้างพวกเขาอยู่กำแพงหินนี้คงจะพอถ่วงเวลาได้บ้าง

เขาเริ่มออกวิ่ง ดีดตัวจากโขดหินหนึ่งไปอีกหนึ่งในขณะที่เขาเข้าใกล้ด้านบนของช่องเขาเข้าไปทุกทีๆ จนกระทั่งในที่สุด เขาได้ยินเสียงของผู้หญิงตะโกนออกคำสั่ง และอึดใจต่อมาเขาก็เห็นภาพของเหล่าผู้รอดชีวิตชาวเซนดิก้า

“เหลือน้อยจริงๆ” เขาเอ่ยกับตัวเอง ทหารบอกว่า 20 – 30 คน—น้อยมากจริงๆ หากว่าที่เขาเห็นอยู่นี้คือผู้เหลือรอดทั้งหมด จากทางด้านบนของหุบเขา พวกผู้ลี้ภัยกำลังพยายามเดินทางเลาะตามขอบผา เขาเห็นไม้ค้ำยัน และเปลหามชั่วคราวหลายอันที่ถือโดยทหารที่เดินกะโผลกกะเผลก ผ้าพันแผลห้ามเลือดแทบจะมีอยู่บนร่างของผู้รอดชีวิตและทหารทุกคนในนั้น

เสื้อคลุมสีน้ำเงินของเจซเด่นชัดท่ามกลางสีหม่นของเทาและน้ำตาลที่เป็นชุดผ้าพื้นๆ เปื้อนไปด้วยฝุ่นธุลีของชาวเซนดิก้า จอมเวทย์พลังจิตยืนอยู่ข้างมนุษย์ผู้หญิงสวมชุดเกราะเต็มยศ กิเดี้ยนปรี่เข้าหาพวกเขาทันที

“เจ้ามาถึงจนได้” เจซพูดขึ้น น้ำเสียงแฝงความชื่นชมไว้ด้วยรึเปล่านะ?

สตรีอีกคนหันกลับมาพลางเลิกคิ้วแสดงท่าทางรู้จัก “ท่านคงจะเป็นกิเดี้ยนสินะ” หล่อนว่า

“เจ้าหานางเจอไหม” เขาถามเจซ “โจรี่ เอ็น?”

เจซส่ายหน้า “ข้าถามทุกๆ คนแล้ว”

“นาง…หรือว่านางจะ—”

“นางไม่ได้มาถึงแคมป์ด้วยซ้ำ มนุษย์เงือกคนนึงบอกว่านางหนีออกจากซี เกทไม่ทัน”

หัวใจของกิเดี้ยนบีบแน่น “นางตายที่นั้นรึ?” เขาจากหล่อนไปท่ามกลางสนามรบ ทอดทิ้งหล่อนไว้ให้หาทางออกเองในขณะที่เขาไปตามหาเจซ หากว่าหล่อนตายแล้วจริงๆ ทั้งหมดก็เป็นความผิดของเขา

“เป็นไปได้” เจซตอบ “แต่ก็อาจจะไม่ ชายที่ข้าคุยด้วยบอกว่ามีชาวเมืองกลุ่มหนึ่งที่ถูกตัดขาดจากเส้นทางหลบหนี เขาคิดว่าโจรี่ เอ็นน่าจะเป็นหนึ่งในนั้น ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะหาที่ซ่อนตัวได้”

“ถ้างั้นพวกเขาก็อาจยังมีชีวิตอยู่ อาจยังซ่อนอยู่ในซี เกท” กิเดี้ยนห่อไหล่เมื่อนึกถึงสิ่งต่อไปที่เขาจะต้องทำ

ผู้หญิงในชุดเกราะกระแอมไอ “ข้าชื่อทาซรี (Tazri)” หล่อนพูดขึ้น

 

General Tazri – Art by Chris Rahn

 

หล่อนเป็นสตรีผิวสีน้ำตาลสวมชุดเกราะสวยงามประณีตพร้อมตกแต่งด้วยปีกเล็กๆ ที่ไหล่และห่วงคล้องที่ส่องประกายแสงเรืองรองเหมือนวงแหวนเทวดาแต่มาอยู่ที่คอของหล่อนแทน เข็มขัดที่สีข้างของหล่อนมีท่อนคฑาเหล็กหนักหน่วงห้อยไว้

“ขออภัย” กิเดี้ยนว่า เขายื่นมือให้จับคมดาบของแส้ซูรัลห้อยต่องแต่งแตะพื้น

หล่อนจับมือเขาอย่างระมัดระวังพลางมองไปที่อาวุธ “ข้าดีใจที่ท่านมาได้”

“ผู้บัญชาการโวริคอยู่ที่ไหน?” กิเดี้ยนถาม

“อยู่ที่นี่” เสียงแหบห้าวดังขึ้นข้างหลังทาซรี

ทาซรีหันหลังกลับแล้วกิเดี้ยนก็เห็นตัวโวริค เขาเป็นชายร่างกำยำผิวสีน้ำตาลเข้มพร้อมกับผมขาวหยักศกที่ตัดไว้ทรงสั้น แผ่นอกที่ปราศจากอาภรณ์ใดๆ ของเขานั้นทุกพันแน่นไปด้วยผ้าพันแผล เลือดไหลซึมจางๆ จากแผลทางสีข้างด้านซ้าย เขาใช้ไม้เท้าพยุงตัวพลางเดินเข้าหาพวกเขา

“สวัสดี กิเดี้ยน” เขาพูด น้ำเสียงแผ่วกระด้าง

“ครับท่าน” กิเดี้ยนตอบรับพยายามซ่อนความกังวลมิให้ปนไปกับคำพูด โวริคเป็นคนทะนงตน กิเดี้ยนรู้ดีว่าสถานการณ์เช่นนี้ยิ่งไม่ควรไปตอกย้ำเขา “เรามีเวลาเหลืออีกไม่มาก ข้าถ่วงเวลาพวกเอลดราซี่ไว้แล้วแต่ไม่สามารถหยุดยั้งมันได้”

“กิเดี้ยน จูร่า ผู้กอบกู้ป้อมปราการเคฟ” โวริคว่าต่อ เสียงของเขาแฝงความพิศวง “ไม่แน่ว่าต่อจากนี้พวกเราต้องเรียกเจ้าด้วยชื่อ ผู้พิทักษ์หุบเขาของโวริค ก็เป็นได้”

กิเดี้ยนก้มต่ำมองลงที่พื้น “ข้าน่าจะได้อยู่ช่วยที่นี่”

“ใช่” โวริคพูดเรียบๆ “เจ้าคงจะช่วยเราได้มาก”

“ท่านมีแผนยังไงบ้าง?”

โวริคถอนหายใจยาว “เราจะทำอะไรได้อีกล่ะนอกจากหนีไปเรื่อยๆ? ลงจากสันเขานี่ไปอีกราว 3 ไมล์จะมีซากหินฮีดรอนที่ร่วงลงมาอยู่ด้านหน้าของหน้าผาใหญ่ ตรงนั้นน่าจะเป็นจุดตั้งแค้มป์ที่ดี”

กิเดี้ยนตีหน้าฉงน “ทางเข้าแน่นหนาก็ดีอยู่ แต่ไม่มีทางสำหรับหนีรึ?”

“ถ้าหากว่าเรายันมันไว้ไม่ได้ที่นั่นล่ะก็ ยังไงพวกเราก็ตายอยู่ดี ไม่มีทางที่จะหนีไวกว่าพวกมันได้ต่อให้รอบนี้มีสุดยอดผู้พิทักษ์หุบเขาของโวริคอยู่ด้วยก็ตามเถอะ”

กิเดี้ยนมองไปรอบๆ แนวเขาพลางใช้มือลูกปลายคาง พวกเขายืนอยู่บนจุดสูงสุดของฐานที่มั่น เทือกเขาที่วิ่งล้อมทาซีม (Tazeem) ถึงแม้ว่าจุดนี้จะต่ำกว่า ใกล้กับซี เกท มากกว่าอีกฝากหนึ่งของเกาะทางขวามือของเขา แผ่นดินลาดเอียงลงไปจนถึงฮาลิมาร์ (Halimar) ทะเลยักษ์ที่อยู่ภายในทวีปนี้ซึ่งสร้างตัวจากแม่น้ำหลากหลายสายในทาซีมที่หลั่งไหลไปและถูกโอบอุ้มไว้ด้วยเขื่อนมหึมาซึ่งก็คือเมืองซี เกทนั่นเอง ทางซ้ายมือเขานั้นเป็นเนินชันตรงไปสู่มหาสมุทร ทัศนียภาพของภูเขาและต้นไม้นานาพันธุ์แห่งป่าวาสท์วู้ดทำให้เขามองไม่เห็นซี เกทจากจุดนั้น

หินศิลาฮีดรอนลอยคว้างอยู่กลางอากาศอย่างสงบนิ่งไม่ไกลออกไปนัก พวกมันจำนวนหนึ่งลอยต่ำลงมาจากจุดที่ฮีดรอนใหญ่ลอยเต็มไปหมดบนท้องฟ้าเหนือทาซีมและทะเลเบื้องล่าง กิเดี้ยนเหม่อลอยมอง “ทุ่งศิลาผนึกฮีดรอน” เชือกห้อยระโยงระยางจากหินลอยที่อยู่ต่ำลงมาเชื่อมโยงพวกมันเข้าหากัน

“ข้ามีแผนอีกอย่าหนึ่ง” เขาพูดในที่สุด

โวริคทำหน้าบูดบึ้ง “เจ้ารู้ที่สร้างฐานแห่งใหม่งั้นรึ?”

“ก็ทำนองนั้น ท่านดูซิ” เขาพูดพลางชี้ไปยังฮีดรอนซึ่งลอยอยู่ใกล้ที่สุด “นี่มันแทบจะเป็นบันไดรอพวกเราอยู่เลยนะ”

 

Art by Winona Nelson

 

“เจ้าเสียสติไปแล้วรึไง?” ทาซรีขัด “มีคนเกือบ 30 คนตรงนี้ที่แค่เดินยังแทบไม่ได้ แล้วเจ้าจะให้พวกเขาห้อยโหนบนเชือก เกี่ยวตะขอไปตามหินฮีดรอนเนี่ยนะ?”

“ถูกต้อง สำหรับคนพวกนี้มันน่าจะง่ายกว่าเดินเสียอีก และถ้าเรามีเชือกกับตะขอมากพอ เราสามารถช่วยคนที่เหลือขึ้นไปได้ด้วย” ว่าแล้วกิเดี้ยนก็หันไปทางโวริค “ท่านครับ จำนวนเอลดราซี่มหาศาลขนาดนี้บนผืนดิน ข้าเชื่อว่าไม่มีที่ใดแล้วที่จะป้องกันเราได้ดีกว่านี้”

“ก็ได้” โวริคตอบทันควัน “นำไปเลย”

ทาซรีอ้าปากค้าง ไม่เชื่อสิ่งที่ผู้บัญชาการพูดออกมา “ท่านคะ?”

“กิเดี้ยนพูดถูกแล้วทาซรี” โวริคตอบ “ช่วยเขาเตรียมความพร้อมพวกคนที่เหลือด้วย”

กิเดี้ยนและทาซรีทำงานร่วมกันอย่างรวดเร็วแม้ว่าหล่อนจะยังเคลือบแคลงใจอยู่บ้าง สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือหารือกับชาวคอร์ในกลุ่มผู้รอดชีวิตถึงแผนการ และความสามารถในการห้อยโหนเชือกของพวกเขา ในขณะที่ชาวคอร์บางคนกำลังง่วนกับการสร้างบังเหียนและสายคล้องเพื่อช่วยดึงคนเจ็บขึ้นสูง อีกส่วนก็ออกสำรวจชัยภูมิเผื่อหาจุดที่มั่นสำหรับยึดเชือกเผื่อหย่อนตัว จากนั้นพวกเขาจึงเริ่มแบ่งเสบียงอันน้อยนิดซึ่งยังเก็บรักษามาได้จากซี เกท และจากแคมป์ลี้ภัยที่ถูกทำลายไปก่อนหน้าให้เป็นภาระของคนที่พอจะแบกแต่ละส่วนไปได้ ภายในแค่ไม่กี่ชั่วโมง เหล่าผู้รอดชีวิตก็พร้อมสำหรับการปีนแล้ว

กลุ่มพลลาดตระเวนชาวคอร์นำทางไปก่อนพร้อมกับกิเดี้ยนที่ตามหลังมาติดๆ เขาใช้ซูรัลคล่องแคล่วเหมือนพวกคอร์ข้างหน้าที่ใช้เชือกแม้ว่าแส้ดาบนั้นจะไม่ยาวเท่า เขาอาจจะไม่มีสรีระที่ผอมบางคล่องแคล่ว แต่ก็มีส่วนทดแทนมาด้วยกำลังและความเร็ว กลับกัน เจซนี่สิ เขาไม่ใช่นักปีนป่าย หรือนักกีฬาในด้านไหนทั้งสิ้น เขาตามหลังกิเดี้ยนมาอีกพร้อมกับคอยช่วยเหลือชาวคอร์ซึ่งหามเหล่าคนที่บาดเจ็บเกินกว่าจะขยับตัว ช่วยได้ไม่มากแต่ก็เท่าที่เขาจะพอทำได้

หินศิลาฮีดรอนส่วนมากลอยด้วยมุมแทยงเอียงไปข้างๆ กลางอากาศ ซึ่งทำให้การเคลื่อนที่ไปตามหินผิวเรียบ สม่ำเสมอเหล่านี้ค่อนข้างราบรื่น วิธีเดินทางที่ง่ายที่สุดคือการคลาน—ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่กิเดี้ยนพูดเอาไว้ก่อนว่ามันจะง่ายกว่าเดินเสียอีกสำหรับคนเจ็บ ห้อยโหนข้ามระหว่างหินก้อนหนึ่งไปอีกก้อนหนึ่งนั้นเป็นความท้าทายมากกว่าเพราะต้องใช้ทั้งการทรงตัว และความกล้า แต่อย่าลืมว่านี่คือกลุ่มชนที่แสนทรหด ชินชากับความยากลำบากของชีวิตในเซนดิก้าอันเต็มไปด้วยภยันตราย พวกเขาปีนป่ายกันขึ้นไปโดยไม่บ่ายบ่น ไม่พลาดพลั้ง และไม่มีการบาดเจ็บเพิ่มอีก

Emeria, the Sky Ruins – Art by Jaime Jones

 

ศิลาฮีดรอนขนาดยักษ์ที่ลอยใกล้อยู่ใต้ขอบของซากปรักแห่งเอมิเรีย (Emiria, the Sky Ruin) นั้นมีพื้นที่โล่งกว้างเหมาะสำหรับการตั้งแคมป์ อย่างน้อยก็สำหรับชั่วคราวไปก่อน จากบนนี้ วิวของทาซีมข้างล่างนับว่าน่าตื่นตาตื่นใจทีเดียวกับภาพของแม่น้ำทุกๆ สาย ป่าดงดิบ และทะเลสาบที่ใสราวกระจก ทะเลฮาลิมาร์สะท้อนแสงอาทิตย์อัสดงระยิบระยับ พร้อมภาพของซี เกท—

 

Art by Slawomir Maniak

 

กิเดี้ยนจ้องมองซี เกทยาวนานฉายแววครุ่นคิด แม้ว่าจะอยู่ไกลขนาดนี้ เขาสามารถมองเห็นรอยซากเน่าเปื่อยของเอลดราซี่แผ่ปกคลุมไปทั่วเมือง ตึกรามบ้านช่องถ้าไม่ป่นสลายเป็นฝุ่นผงก็แปรสภาพไปเป็นเส้นใยตาข่ายสีขาวขุ่น เขื่อนยักษ์ซึ่งอุ้มน้ำจากทะเลฮาลิมาร์ไว้นั้นยังไม่มีร่องรอยการถูกกลืนกิน แต่มันจะยื้อไว้ได้สักเท่าไรกันเชียว? ประภาคารของเมืองนี้จะตั้งตระหง่านได้อีกนานเท่าใด?

“เอาไงกันล่ะทีนี้?” เจซถามขึ้น กิเดี้ยนผลันสะดุ้งออกจากภวังค์

“โจรี่ เอ็น อาจจะยังอยู่ที่นั่น” เขาตอบพลางพยักหน้าไปทางเมือง “ข้าต้องไปตามหานาง” ถ้าหากเขาหาหล่อนไม่พบล่ะก็ ทุกๆ อย่างก็จะสูญเปล่า เขาละจากซี เกทไปเพื่อตามหาเจซ เพื่อให้เจซมาช่วยโจรี่ในการไขปริศนาเวทย์ ซึ่งการที่เขาใช้เวลากับเจซนั้นแปลว่าตัวเขามิได้อยู่ที่ค่ายของโวริคยามเมื่อเหล่าอสูรเอลดราซี่มันบุกเข้ามาและสังหารคนที่ค่ายลี้ภัยนั่น ถ้าหากเขาหาหล่อนไม่พบแล้วล่ะก็ ทุกๆ คนถือว่าตายเปล่า

“ไม่ควรเลย” เจซพูด น้ำเสียงนุ่มนวล “เท่าที่เรารู้ นางอาจจะตายไปแล้วก็ได้ พวกเราน่าจะหาวิธีการอื่น”

“เจ้าน่าจะหาวิธีการอื่น” กิเดี้ยนแนะ “พวกเราไม่มีสมุดบันทึกของโจรี่ แต่ไม่แน่เจ้าอาจจะคิดออกว่านางพยายามสื่อถึงอะไร นางพูดว่าเลย์ไลนส์และฮีดรอน แล้วแถวนี้ก็มีฮีดรอนเต็มไปหมด—ลองดูซะว่าเจ้าจะค้นพบอะไรบ้าง ส่วนข้าจะไปตามหาโจรี่ เอ็น และพานางกลับมาที่นี่”

“เจ้ากำลังจะทำเรื่องที่เปล่าประโยชน์” เจซว่า ตรงตามที่กิเดี้ยนคิดเอาไว้ทีเดียว

“ถึวจะเป็นอย่างนั้นก็ช่าง ข้าต้องหานางให้เจอ ถ้าหากว่าข้าไม่ทำ แล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเราทำมาล่ะ? แล้วข้าจะพาเจ้ามาที่นี่ทำไม แทนที่ข้าจะอยู่ช่วยคุ้มกันค่ายนี้ตั้งแต่แรก? หากเจ้าและโจรี่ เอ็นไขปริศนานี้ไม่ได้ นั่นต่างหากถึงจะเปล่าประโชน์”

“มันจะเปล่าประโยชน์ถ้าเจ้าพยายามตามหานางแล้วไปตายในเมืองที่ยั้วเยี้ยด้วยพวกเอลดราซี่”

“เจซ” กิเดี้ยนวางมือหนาใหญ่ของเขาลงบนบ่าของจอมเวทย์พลังจิต “ดูสิ่งที่พวกเราทำในวันนี้สิ ยังมีอะไรอีกมากรอเราอยู่ข้างหน้า เชื่อข้าเถอะ”

เจซบิดตัวออกจากมือของเขาและถอยห่างออกก้าวหนึ่งพลางจ้องไปในตาของกิเดี้ยน เขาเปิดปากคล้ายกับจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็หยุด

“เชื่อข้าเถอะ” กิเดี้ยนย้ำอีกครั้ง

“ข้าเชื่อ” เจซตอบ น้ำเสียงมีความประหลาดใจในตนเอง “ยังไงข้าก็คิดว่ามันเปล่าประโยช์ แต่ข้าก็เชื่อเจ้า”

“ขอบคุณ ข้าจะกลับมาให้เร็วที่สุด”

“ข้ามั่นใจว่าเจ้าทำได้แน่” เจซว่าต่อ “โชคดี”

“เจ้าก็เช่นกัน” เขาพูดตอบพลางหันหลังกลับแล้วเดินไปตามขอบของหินศิลาฮีดรอนอ้อมไปรอบแค้มป์จนกระทั่งมาถึงจุดที่มีเชือกสำหรับโหนลงเบื้องล่าง โชค ฝีมือ พลังเวทย์และประสบการณ์จากการฝึกฝนของเขา—กิเดี้ยนต้องใช้ครบทั้งหมดอย่างแน่นอน

“ข้าต้องทำให้ได้” เขาบอกตัวเองพร้อมๆ กับจับแน่นที่เชือก “พวกเขาจะต้องไม่ตายเปล่า”

 

 

ตอนต่อไป: นิสสา รีเวน – เสียงร้องอันเงียบสงัด

 


 

ที่มา: http://magic.wizards.com/en/articles/archive/magic-story/slaughter-refuge-2015-08-19

แปล: Parn Prasjaksattru

 

 

 

Facebook Comments
กลับขึ้นไป