The Wildered Quest – เนื้อเรื่อง Throne of Eldraine ฉบับย่อ PART 1



Part 1: ฤดูเก็บเกี่ยว

Chapter 1

โอโค่ (Oko) เพลนส์วอล์คเกอร์แฟรี่ ถูกนักล่าลึกลับที่ใช้ขวานยักษ์เป็นอาวุธไล่ล่า หลังจากที่หลอกล่อและจับเขามัดไว้ได้ด้วยเถาวัลย์ก็ทำการไต่สวนจนรู้ว่าชายร่างบึกบึนผู้นี้ก็เป็นเพลนส์วอล์คเกอร์เช่นกัน แถมเขายังมีอาการคุ้มคลั่งต้องการไล่ฆ่าเพลนส์วอล์คเกอร์คนอื่นๆ จนหมดจากคำสาบของคนชื่อ ลิเลียน่า เวส โอโค่สังเกตุว่านักล่าคนนี้มีหินฮีดรอนฝังไว้ในร่างกายซึ่งคงเป็นบ่อเกิดของมนต์ดำ



ทางเลือกที่ดีที่สุดในสถานการณ์แบบนี้คือชิ่งออกให้ไว

แต่อย่างว่าละนะ การเอาตัวรอดก็มักจะขึ้นอยู่กับการรอบรู้ให้มากกว่าคู่ต่อสู้ซะส่วนใหญ่

“ว่าแต่เจ้าต้องการอะไรกัน หืม? สหายแปลกหน้าของข้า”

“ต้องการฆ่าแก”

“ทำไมล่ะ? เพราะหน้าตาอันหล่อเหลาสุดประมาณของข้างั้นเรอะ? รึว่าเพราะความฉลาดหลักแหลม? หรือเพราะความที่ข้าเป็นคนอารมณ์สุนทรีแบบนี้?”

ชายร่างยักษ์ทำเสียงละม้ายคล้ายคนรำคาญหรืออาจจะเป็นเสียงหัวเราะออกเชิงเย้ยหยัน “คิดว่าข้าจะฆ่าเจ้าไม่ได้อย่างนั้นรึ?”

“ถ้าเจ้าเอื้อมถึงละก็แน่นอน แต่กันไว้ดีกว่าแก้ ข้าก็แปลงร่างเป็นปลาเขมือบสวอลโลเว่อหนีได้อยู่ดี แต่จะว่าไปมันคงไม่ดีเท่าไรสำหรับป่าทึบในเขตภูเขาแบบนี้ ใช่มะ? เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุด เราทั้งสองบอกลากันเสียเนิ่นๆ ตั้งแต่ตอนนี้เลยก่อนที่จะต้องเกิดเหตุโศกนาฏกรรมอย่างที่บอก ข้าไม่ได้หมายถึงเรื่องแปลงเป็นปลานะ ถึงแม้ว่ามันก็คงจะไม่ค่อยน่าพิสมัย ไม่ค่อยปลอดภัยสำหรับจอมเวทอย่างเราๆ เท่าไร แถมออกจะมีกลิ่นเหม็นตุๆ อีกด้วย เหม็นเหมือนเจ้านั่นแหละ แต่ที่ข้าตั้งใจจะพูดก็คือ ก่อนที่เจ้าจะฆ่าข้าไงล่ะ หวังว่าคงจะเข้าใจนะว่าทำไมข้าถึงไม่อยากให้มันเกิดขึ้น”

“แกมันพล่ามมากเกินไป”

“วิเคราะห์ได้ดี ข้าเองก็ไม่อยากเห็นหน้าอุบาทว์ๆ ของเจ้าอีกเช่นเดียวกับที่เจ้าเองก็คงไม่อยากได้ยินน้ำเสียงไพเราะของข้าเป็นครั้งที่สอง เพราะงั้นถือว่าเห็นแก่สองหูและอารมณ์อันแสนจะบอบบางของเจ้า ข้าของลาขาดตรงนี้และหวังว่าเราจะไม่ได้พบกันอีกก็แล้วกัน”

นักล่าเอ่ยต่อ “ข้าตามแกไปได้ทุกที่”

“ทุกๆ ที่?” โอโค่หยุดชะงักก่อนที่เขากำลังจะเพลนส์วอล์คข้ามมิติอกไปจากป่าอันเงียบสงบ

“เจ้าหลบซ่อนจากข้าไม่ได้ จะหนีไปภพไหนเจ้าก็ยังเป็นเป้าให้ข้าล่าหัวอยู่ดี”

เขาหรี่ตาลง “เจ้าชักทำข้าสนใจขึ้นมาแล้วสิ นี่กำลังจะบอกว่าเป็นเพลนส์วอล์คเกอร์เหมือนกันใช่มั้ย?”

“ข้าล่าเพลนส์วอล์คเกอร์”

“ด้วยเหตุผลอันใดล่ะ?”

“พวกมันชอบคอยมาก่อกวน เมื่อใดที่ข้าสังหารเพลนส์วอล์คเกอร์จนหมด เมื่อนั้นข้าจะได้ออกล่าสัตว์อย่างสงบซะที”

“สหายเอ๋ย ตรรกระเจ้ามันย้อนแย้งสิ้นดีเพราะเจ้าก็เป็นเพลนส์วอล์คเกอร์เหมือนกัน”

“อย่ามาล้อเลียนข้า ไอ้เด็กน้อย”

โอโค่ชูสองมือขึ้นปราม “ข้าเปล่าล้อเลียนเจ้านะ กลับกันเลย ไฟแห่งความฉงนสงสัยของข้ามันเริ่มลุกโชนแล้วด้วยซ้ำ ร่างกายของเจ้ามีพลังมนต์ดำต้องสาบไหลเวียนอยู่ มีเศษหินฮีดรอนฝังเอาไว้ใต้ผิวหนังอีก แถมเจ้าก็ยอมรับเองว่าเป็นเพลนส์วอล์คเกอร์ที่ตั้งใจจะตามล่าข้าจากภพหนึ่งไปอีกภพหนึ่งทั้งๆ ที่เจ้าไม่รู้จักข้าเลยสักนิดเพียงเพราะว่าข้าเป็นเพลนส์วอล์คเกอร์เหมือนกัน ถ้าเดาไม่ผิดก็ต้องเป็นการล้างแค้น แต่ก็ไม่น่าใช้แค้นที่มีต่อข้าเพราะพวกเราไม่เคยเจอกันมาก่อน มีเรื่องอะไรในใจที่เจ้าอยากระบาย อยากเล่าให้ข้าฟังมั้ย? เหตุผลที่ต้องออกสังหาร? รึความลับต่างๆ?”

นักล่าคำรามในคอพลางพยายามกวัดแกว่งมือให้เป็นอิสระ หนามเถาวัลย์ขูดลึกเข้าไปในผิวหนังแต่ราวกับว่าความเจ็บปวดเหล่านั้นไม่มีผลใดๆ ทั้งสิ้นกับเขา

“ข้าจะฆ่าแก” เขาพูดพึมพำ “จะตามแกะรอยไปจนถลกหนังหัวแกได้”



เพลนส์วอลค์เกอร์รูปร่างล่ำบึ้กเปี่ยมไปด้วยความแค้นและพิษของคำสาบ เชื้อร้ายของมันแผ่ออกจากผิวหนังของเขาจนทำให้เถาวัลย์เริ่มเปลี่ยนสีและมีอาการเน่าสลาย โอโค่จึงใช้เวทบังคับจิต สะกดจนสงบแล้วสั่งให้มาเป็นทาสรับใช้พร้อมกับตั้งชื่อใหม่ว่า Dog


                “สหายข้า เจ้ามีชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร?” โอโค่ถามด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร แต่ก่อนที่นักล่าจะเอ่ยปากตอบเขากลับส่ายหน้า “ไม่เอาดีกว่า เจ้าคงไม่อยากจดจำชื่อของตัวเองพร้อมกับหวนระลึกถึงเรื่องเลวร้ายอะไรต่อมิอะไรที่เคยเกิดขึ้นในอดีตหรอก ใช่มั้ย?”

                นายพรานหนุ่มก้มหัวลง “ไม่ ข้าไม่อยากจดจำมัน”

                “ลืมอดีตไปซะแล้วมาเริ่มต้นเดินบนเส้นทางใหม่ ค้นหาชะตากรรมใหม่ๆ ข้าก็ต้องการบอดี้การ์ดอยู่พอดี เจ้าเองก็น่าจะมีแรงจูงใจใหม่ๆ ในการใช้ชีวิตนะ ซึ่งภารกิจที่ข้ากำลังจะทำเนี่ยตอบโจทย์ได้แน่นอน ข้าจะเรียกเจ้าว่า…หมา ส่วนเจ้าก็เรียกข้าว่า นายท่าน ก็แล้วกัน อย่างนี้ดีมั้ย เจ้าหมา?”

                บุรุษลึกลับตัวแข็งนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนที่ทั่วร่างจะผ่อนคลายลงราวกับว่าเหนื่อยล้าแสนสาหัสและไม่มีแรงใจจะสู้ต่อไปอีกแล้ว เขาค้อมหัวรับ “ครับ นายท่าน”



Chapter 2

โรแวนและวิล เคนริธ ฝาแฝดหญิงชายคนโตของราชวงศ์แห่ง Ardenvale เตรียมพร้อมที่จะร่วมขบวนแห่เฉลิมฉลองไปกับพระบิดาผู้เป็นกษัตริย์ จริงๆ แล้วเด็กๆ จะออกนอกเมืองเพื่อทำ Quest ได้ก็ต่อเมื่ออายุ 18 ปีบริบูรณ์เท่านั้น แต่ราชายกเว้นให้เป็นพิเศษเพราะคู่นี้อีก 4 เดือนก็จะ 18 แล้ว ยอมให้ร่วมขบวนมาได้โดยมีข้อแม้คือต้องอยู่ท้ายขบวนและไม่ปริปากทำอะไรทั้งสิ้น



ก่อนขบวนเริ่ม วิลแตกแถวไปและตกอยู่ในภวังค์ เห็นนิมิตผ่านเวทน้ำแข็งของตนในสวนท้ายปราสาท โรแวนที่เห็นน้องหายตัวไปรีบออกตามหาจนเจอและเห็นภาพจากโลกอื่นๆ ผ่านแผ่นน้ำแข็งที่เขาสร้าง สุดท้ายรีบพากันวิ่งกลับมาร่วมขบวนแห่ แต่ไม่ทันเสียแล้ว ทั้งหมดออกเดินขบวนพร้อมกับปิดประตูเมืองหนาแน่น ไม่มีทางให้ออกตามไป

ราชินีลินเดนพระมารดาได้โอกาสสั่งสอนลูกทั้งสองว่าแค่เพราะเราเป็นเจ้า จะมามีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่นไม่ได้ มันทำให้ตระกูลดูไม่ดีในสายตาสามัญชนและทุกคนมีภาระหน้าที่ความรับผิดชอบต้องแสดงออกตามระเบียบ สุดท้ายสั่งว่าไม่ให้ไปเพราะขนาดราชายอมอ่อนให้แล้วยังแตกแถวไม่ทำตามกูฏ โรแวนเสียใจมาพยายามขอร้องแต่ไม่เป็นผล ราชินีกำชับว่าทั้งสองจะได้ออก quest เมื่ออายุ 18 เหมือนเด็กคนอื่นๆ ทั่วไป

มีคนมารายงานราชินีว่าเกิดปัญหาพวก Redcap (ก้อบลินของโลกนี้) บุกทำลายไร่นาหมู่บ้านใกล้เคียงทำให้ต้องไปจัดการด้วยตนเอง โรแวนบอกวิลว่าจะอาศัยจังหวะที่แม่ไม่อยู่นี้แอบออกไปนำหน้าขบวนแห่ และตามสมทบตอนที่พวกนั้นพักแรมกลางคืน



                ราชินีเสด็จออกจากห้องไปพร้อมกับเหล่านางสนม

                วิลเอามือมาขยี้ตาตนเอง “ไม่ได้โดนดุหนักเหมือนที่คิดแฮะ”

                “ข้าจะตามขบวนไป” โรแวนพูดขึ้น

                วิลทำตาถลน “เจ้าว่าอะไรนะ?”

                “ก็อย่างที่พูดนั่นล่ะ ท่านแม่จะไม่อยู่คืนนี้แล้วกว่านางจะรู้ว่าพวกเราไม่อยู่ก็สายไปแล้ว”

                “เจ้าคิดว่าทหารยามท้ายขบวนจะไม่เห็นเราสองคนจี้ไปติดๆ เพื่อไล่ตามแล้วจะไม่รายงานท่านพ่อรึไง? เขาเตะเราส่งกลับปราสาทแน่ทันทีที่เขามองออก ข้ารู้ว่าเขาไม่แคร์เรื่องหยุมหยิมพวกนี้หรอก แต่พ่อไม่ขัดคำสั่งท่านแม่แน่นอน

                “พวกยามด้านหลังจะไม่เห็นเราเพราะข้ามีแผนเด็ดๆ แล้ว ขบวนแห่จะต้องใช้เส้นทางยาวอ้อมหนองน้ำแก้ว (Glass Tarn) แต่เราจะเดินเท้าข้ามทางลัดไป”

                “โธ่ โร อย่ามาขี้โว” วิลพูดพยายามลากเสียงให้คล้องจอง

                แต่น้ำเสียงหล่อนยิ่งจริงจังขึ้นไปอีก “เราจะอ้อมไปดักหน้าขบวนแห่ พอพวกเขาไปถึงที่พักในเมืองเบคโบโร่ห์ เราก็จะย่องเข้าไปทำทีว่ากำลังช่วยดูแลพวกม้า ท่านพ่อไม่มีทางรู้ว่าเราไม่ได้อยู่ด้วยในขบวนตั้งแต่แรก”

                “นี่มันเป็นแผนที่บ้าบอและฟังดูอันตรายเอามากๆ เลย”

                “ใช่สิ เราอาจจะโดนคาดโทษขั้นหนักเลย เดี๋ยวข้าไปตามแม่นมมาเฝ้าเอเรคแล้วก็จะออกไปล่ะนะ เจ้าจะมาด้วยกันมั้ย?”

                เขายักไหล่พลางใช้ฝ่ามือตบบ่าของนางพร้อมกับฉีกยิ้ม “ไปกันเถอะ”



Chapter 3

คู่แฝดแอบออกเดินทางผ่านหมู่บ้านที่ไร่นามีร่องรอยถูกเรดแคปทำลาย วิลชักไม่แน่ใจแต่โรแวนบอกว่าพวกมันไม่อยู่ที่เดิมนาน ป่านนี้หนีไปหมดแล้ว และเดินลัดเลาะผ่านป่าเข้าสู่ช่องแคบระหว่างภูเขาเผื่อจะโผล่ไปอีกฝั่ง ตัดหน้าไปรอขบวน

ในป่าทึบด่านใจเกิดความชุลมุนขึ้นเมื่อทั้งสองถูกฝูงเรดแคปดักซุ่มโจมตี จัดการไปได้ 6 ตัวก็เต็มกลืนแล้ว เมื่อเด็กๆ ได้ยินเสียงใบไม้กร้อบแกร้บจากแนวป่า พอหันไปเจอชายร่างยักษ์ถือขวานก็รีบวิ่งหนีทันที



Chapter 4

หนีมาได้ไม่นานก็จนมุม เจอเข้าให้กับฝูง redcap แถมบุรุษลึกลับร่างใหญ่ก็ยังตามมาอีก แต่โชคดีที่ Oko ปรากฎตัวขึ้นและออกคำสั่งให้สมุน หรือ ‘Dog’ พร้อมขวานมหึมานั่นจัดการกับเจ้าพวกสัตว์ประหลาดเหล่านั้นเสียก่อน โอโค่รีบเข้ามาตีซี้กับเด็กทั้ง 2 ทันทีโดยหลอกถามโรแวนเกี่ยวกับความเป็นมาเป็นไปต่างๆ ของภพนี้ โรแวนที่มีนิสัยปากไวใจเร็วอยู่แล้วแถมเจอหนุ่มหล่อช่างคุยจึงพูดรัวๆ ไม่หยุด วิลพอจะรู้ไต๋คนแอบหลอกพูดนำล้วงข้อมูลแบบนี้อยู่บ้าง (เพราะเขาก็ทำบ่อยๆ!) พยายามเบรกพี่สาวตนเองเรื่อยๆ สุดท้าย โอโค่ร่วมเดินทางไปด้วยเพื่อคุ้มกันจนกว่าจะถึงเมืองที่ขบวน Grand Procession ไปพักแรม โอโค่ออกคำสั่งกับ Dog ว่าห้ามทำร้ายเด็กทั้ง 2 โดยเด็ดขาด


                เขาส่งรอยยิ้มอันบริสุทธิ์สดใสนั้นมาทางโรแวนและวิล “ยินดีที่ได้พบ สหายทั้งหลาย ข้าต้องขอโทษอย่างสุดซึ้งจริงๆ ที่เข้ามาขัดจังหวะ หวังว่าคู่หูข้าที่อยู่ตรงนี้คงไม่ได้ทำให้พวกท่านตื่นตระหนกหรือตกใจหรอกนะ พวกเรากำลังแกะรอยตามเจ้าสัตว์อัปลักษ์เหล่านี้จนถึงเมื่อครู่ที่ข้าคิดว่าพวกมันคงได้กลิ่นเจ้าทั้งสองเข้านั่นแหละ”

                ชายแปลกหน้าพูดพลางโน้มศีรษะลง และเมื่อสัมผัสได้ว่าเด็กทั้งสองกำลังมึนงงกับสถานการณ์ตรงหน้าจนพูดอะไรไม่ออก เขาจึงเอ่ย “ข้ามีนามว่าโอโค่ ยินดีรับใช้ สหายเอ๋ย”

                “ท่านคงมาจากลอคห์เวนสินะ” โรแวนชิงพูดเมื่อนางจ้องไปที่ร่างของชายหนุ่มผิวซีดตรงหน้าที่แน่ชัดแล้วว่าไม่ใช่ผีหรือวิญญาณ แต่เป็นคนที่มีเลือดเนื้อ

                วิลเอาศอกกระทุ้งสีข้างหล่อนเข้าอึกหนึ่ง “ข้าชื่อวิล นี่คือโรแวนพี่สาวของข้า ท่านช่วยชีวิตพวกเราไว้โอโค่ พวกข้าขอขอบคุณท่านและคู่หูจากใจจริง เราเป็นหนี้บุญคุณท่าน”

                “ก็ดูท่าจะเป็นเช่นนั้น” โอโค่กระโดดลงมาจากโขดหินพลางเดินเข้าประชิดทั้งสองและใช้สายตาจ้องสำรวจอย่างฉงนสงสัย ทำเอาโรแวนหน้าแดงเขินอายไปเล็กน้อย เขาเอานิ้วแตะริมฝีปากพร้อมกับฮัมเพลงเบาๆ ขณะที่จ้องตานางเขม็ง นัยน์ตาดำหม่นดูขี้เล่นและร้ายกาจอยู่หน่อยๆ “ข้าคุ้นๆ หน้าพวกท่านทั้งสองมาก แต่นึกไม่ออกจริงๆ ว่าจากที่ใด”

                “ท่านคงเคยเห็นเราสองคนที่ปราสาทเป็นแน่” โรแวนรีบโพล่งขึ้นมาเพราะไม่อยากให้เขารู้สึกเหมือนพูดออกมาเก้อๆ ก็เขาเป็นอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยทั้งทีนี่นา! “หรือบางทีท่านอาจจะกำลังออกทำ quest ของตัวเองอยู่ ตามหาหม้ออมฤต (Cauldron of Eternity)? แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น จะไปหยุดพักที่ปราสาทอาร์เดนเวลทำไมล่ะ? เว้นเสียแต่ว่าท่านจะไปเข้าร่วมขบวนแห่ ข้าไม่ยักจำได้นะว่าเห็นท่านที่ลานหน้าวัง ข้ามั่นใจว่าถ้าเห็นหน้าท่านละก็คงไม่ลืมแน่นอน”

                วิลเหยียบเท้านางลงเต็มแรง เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเวลาที่เขาต้องการไล่คนที่คุยด้วยไปให้เสียพ้นๆ “พวกเราแค่ออกมาเดินสังเกตุการณ์รอบๆ น่ะและก็กำลังจะกลับไปร่วมขบวนแล้วด้วย เราควรรีบไปซะตอนนี้ก่อนที่จะมืดค่ำ คนอื่นๆ คงกังวลเอามาก”

                โอโค่พยักหน้าพลางยิ้มอวดภูมิ “อ้า ใช่เลยๆ ปราสาทอาร์เดนเวลและขบวนแห่ นั่นคือคำตอบจริงแท้ แต่ถ้าพวกท่านไม่ว่ากระไร ขอให้ข้าและคู่หูได้ร่วมเดินทางไปด้วยเถอะ เจ้าสัตว์ประหลาดพวกนั้นอาจจะหนีหางจุกตูดไปแล้วก็จริง แต่ข้าคิดว่าอีกไม่นานเมื่อมันเลียแผลกันเองเสร็จ พวกมันอาจจะรวบรวมกำลังกลับมาใหม่ พวกท่านมีแค่สอง ถ้าเราทั้งสี่อยู่ด้วยกันรับรองว่าไม่มีปัญหา”

                เขาผายมือออกไปทางขอบป่า โรแวนละสายตาจากรอยยิ้มของเขามองตามไปยังแนวต้นไม้ เจ้านักล่ายักษ์ปักหลั่นกลับมาแล้ว หล่อนไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนที่ร่างกายใหญ่โตขนาดนั้นจะเคลื่อนไหวได้อย่างเงียบเชียบ เขายืนนิ่งไม่ไหวติงราวกับพร้อมที่จะกระโจนเข้าขย้ำทันทีที่ออกคำสั่ง ปากเผยอออกจากกันเล็กน้อยและศีรษะก็เอนไปข้างหนึ่งเหมือนว่ากำลังพึงพาสัมผัสของเสียงและกลิ่นมากกว่าการมองเห็น สมแล้วที่โอโค่เรียกเขาว่า ‘หมา’

                “อย่าหาว่าข้าล่วงเกินเลยนะ แต่เราจะไว้ใจคู่หูของท่านได้จริงหรือไม่?”

                “เจ้าหมา ห้ามทำร้ายท่านทั้งสองนี่โดยเด็ดขาด”

                “ครับ นายท่าน” นายพรานตอบ


Chapter 5

เมื่อมาถึงเมืองเบคโบโร่ (และโอโค่ล้วงข้อมูลได้เป็นกระตั้ก) วิลและโรแวนก็ขอแยกตัวไปร่วมขบวน Dog เลี่ยงไม่เข้าใกล้เมืองส่วนโอโค่ทิ้งท้ายไว้ว่าเขาเองก็มี Quest ที่จะต้องไปทำเหมือนกันแต่ไม่ยอมบอกว่าคืออะไร

พระราชาเดินอย่างสง่างามท่ามกลางฝูงชน เขาล้วนเป็นที่รักของประชากร มีเพียงสิ่งมีชีวิตใน The Wilds เท่านั้นที่เกลียดเขาเข้าไส้ เพราะหน้าที่ของ High King คือผดุงสันติสุขในฝั่ง The Realm เอาไว้โดยค่อยๆ แผ่ขยายอาณาเขตเข้าไปใน The Wilds วิลคิดในใจ เขาไม่เคยลืมเรื่องเล่าที่ว่าแม่แท้ๆ ของทั้งเขาและโรแวนถูกฆ่าในดินแดน Wilds ระหว่างที่ราชาอัลจินัส เคนริธในวัยหนุ่มกำลังออกทำ quest อยู่

เด็กๆ กลับมารวมกลุ่มกับเพื่อนที่อายุถึงเกณฑ์เดินขบวนซึ่งก็คือ เซรีส (Cerise) เพื่อนสนิทของโรแวน เชี่ยวชาญเวทรักษาและ ทีตัส (Titus) อัศวินรูปงามฝีมือเป็นเลิศที่โรแวนแอบปลื้ม ราชาและผู้ติดตามนามเคโด้ (Cado) ออกเดินรอบๆ แคมป์ทักทายทุกคน โดยที่เคโด้ก็ขยิบตาให้เด็กทั้งสอง ต่อมาพวกเขาเล่าเรื่องให้เพื่อนฟังว่าเจอฝูงเรดแคประหว่างทาง แต่เมื่อถูกเพื่อนๆ ถามรายละเอียดกลับจำไม่ได้ว่าชนะพวกมันมาได้อย่างไรแล้วเกิดอาการปวดหัวเฉียบพลัน ความทรงจำเลือนไปหมด นึกได้แต่ภาพที่เคโด้ขยิบตาให้ สุดท้ายวิลและโรแวนก็ไม่ได้ใส่ใจพลางโม้ต่อว่าเป็นฝีมือพวกเขาเองที่จัดการพวกเรดแคปไป 7 ตัว

เคโด้เดินเข้ามากลางกลุ่มเด็กพลางถามว่าเห็นราชาไหม วิลรีบพูดขึ้นว่าจะรู้ดีเท่าเขาได้ไงเพราะเมื่อกี้เดินไปส่งเองแถมยังขยิบตาให้ด้วย เคโด้พูดอย่างสับสนว่าเขาพึ่งมาที่นี่หลังจากทำธุระจัดการดูแลม้าของพระราชาเสร็จ โรแวนอ้าปากค้างบอกว่าตอนที่เคโด้ขยิบตา ทุกคนเห็นรอยแผลเป็นใต้ตาขวาไหม? เคโด้คนที่เดินผ่านไปไม่มีรอยแผลใดๆ ทั้งสิ้น…



                ทีตัสเงยหน้าขึ้นมาถาม “สรุปมันมีพวกเร้ดแคปกี่ตัว?”

                “หก…รึเจ็ดตัวนี่แหละ” โรแวนตอบด้วยน้ำเสียงลังเลกว่าปกติ

                “เจ้าต่อสู้กับพวกมันทั้งหมดด้วยกันสองคนเองเหรอ?”

                โรแวนเอามือไปทาบกับดวงตาแน่น วิลเองก็รู้สึกปวดหัวจี้ดขึ้นมาฉับพลัน ภาพความทรงจำของเถาวัลย์รูปร่างน่าเกลียดน่ากลัวกลายร่างไปเป็นงูกัดกินพวกเรดแคปกำลังเลื้อยชอนไชอยู่ในหัวของเขา ทันใดนั้นเองเขาก็หวนจำจังหวะที่เคโด้ขยิบตาให้ตอนเดินสวนกัน ความทรงจำอื่นๆ พลันมืดดำไปเสียหมด สิ่งที่พอจะจำได้คือแนวต้นไม้ที่ดูเหมือนมีภัยอันตรายซุ่มคอยอยู่รอบด้าน วิลเอาฝ่ามือที่ชุ่มโชกไปด้วยผดเหงื่อเช็ดกับขากางเกงแล้วจึงฮัมทำนองเพลง ‘นักล่าผู้กล้าหาญแห่งซิลเวอร์เมาน์เท่น’

                “ได้ใจจริงๆ!” ทีตัสพูดต่อ “เร้ดแคปตั้งเจ็ดตัว!”

                “ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรที่ข้าและวิลจะจัดการไม่ได้นะ” โรแวนคุยโอ่พลางยิ้มเชิด “เรียบร้อยดี ไม่มีปัญหาใดๆ”

                “ว่าไงพวกเด็กน้อยทั้งหลาย หวังว่าขบวนแห่วันแรกของพวกเจ้าจะเป็นไปอย่างสงบราบรื่นนะ” เคโด้เดินเข้ามารวมกลุ่มพร้อมรอยยิ้มเบิกบาน ผมสั้นดำขลับของเขาหยิกยุ่งไปหมดและไม่ได้สวมชุดเกราะ มีเพียงเสื้อคลุมเท่านั้น ในมือถือแปรงขนสัตว์เอาไว้ “ข้ากำลังตามหาพระราชาอยู่ พวกเจ้าเห็นบ้างมั้ย?”

                วิลและโรแวนมองหน้ากันอย่างงุนงง “ท่านน่าจะรู้ดีกว่าเรานะ”

                “ไหงงั้นล่ะ?”

                โรแวนยิ้มกว้าง “นี่กำลังอำกันใช่ไหม? พวกเราพึ่งเห็นท่านเดินไปกับพระราชาเมื่อกี้เอง”

                เคโด้ส่ายหัวอย่างใสซื่อ “เจ้าสองคนนี่อย่ามาทำตัวทะเล้น ครั้งนี้จับได้คาหนังคาเขาเลย ใครบอกว่าข้าอยู่กับเขากัน?”

                “ท่านยังขยิบตาให้พวกเราเลย” วิลชิงพูดต่อพลางเอื้อมไปคว้าข้อมือโรแวนเอาไว้ “ที่เขาขยิบตาไง เจ้าจำได้มั้ย?”

                นางเอามือทาบประคบศีรษะพลางสูดลมหายใจเข้า “ไม่..”

                เคโด้ผงะไปเล็กน้อยเหมือนโดนผลัก “ข้าไม่ได้อยู่กับเขาเลย นี่ข้าพึ่งจัดระเบียบม้าของเขาในคอกให้เรียบร้อยตามปกติเวลาเขาติดภารกิจอื่นๆ แล้วมาทำเองไม่ได้”

                อัศวินหนุ่มไว้ผมสั้นตลอดตั้งแต่ครั้งที่นางพราย (Undine) เจ้าอารมณ์ตนหนึ่งเงื้อมมือขึ้นจากทะเลสาบแล้วคว้าปลายผมยาวสลวยของเขา ดึงเข้ามาแล้วฟันฉับเป็นแผลทางยาวตรงตาข้างขวา

                “แผลเป็นท่าน” วิลพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะขุดเอาความทรงจำในสมองกลับมา แต่ความรู้สึกมันเหมือนปลาไหลที่ดิ้นลื่นหลุดไปทุกทีที่พยายามจะจับตัว “เซรีส ทีตัส พวกเจ้าจำได้มั้ย? เขาขยิบตาให้เราแต่เขาไม่มีแผลเป็น”

                ทุกคนมองออกไปยังความมืดด้านนอกทันที ทางที่ปราศจากแสงไฟและเต็มไปด้วยเงาวูบวาบของต้นไม้สูงลิบลิ่ว

                ทันใดนั้น เสียงร้องตะโกนแผดลั่นขึ้นมาท่ามกลางค่ำคืนเงียบสงบ แล้วพลันเงียบลงอย่างรวดเร็ว

                 เคโด้ชักดาบออกจากฝัก “พวกนั้นไปทางไหน?”



Part 2: ฤดูหนาว

Chapter 6

เวลาผ่านไปได้ 3 เดือนนับตั้งแต่วันที่สองฝาแฝดร่วมขบวนแห่ ตั้งแต่เหตุการณ์โกลาหลในคืนนั้นที่พระราชาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยจวบจวนวันนี้ก็ยังไม่มีใครตามหาตัวพบ พวกสัตว์และความน่าสะพรึงกลัวจากฝั่ง The Wilds ได้ขยายอิทธิพลสร้างความหวาดกลัวให้กับประชากรฝั่ง The Realms มากขึ้นทุกขณะเพราะผู้ครองอาณาจักหายสาบสูญไป ราชินีลินเด้นขึ้นมารักษาการณ์แทนเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ของราษฏร



ระหว่างที่วิลและเฮเซลไล่กวดแฟรี่จิ๋วที่เข้ามาก่อกวนในปราสาท เขาได้ยินทหารยามนินทาเกี่ยวกับตัวราชินีว่าที่ราชาเคนริธหายตัวไปจะเป็นแผนยึดอำนาจของนางหรือเปล่า เพราะในอดีตมีเรื่องทะแม่งๆ หลายอย่าง ทั้งที่ว่าทำไมเคนริธหายตัวไปเป็นเดือนๆ แล้วราชินีที่ตามไปหากลับมาพร้อมเด็กทารก 2 คน ใครๆ ก็รู้ว่าคู่แฝดไม่ใช่ลูกแท้ๆ คำถามคือทำไมเคนริธถึงผ่านบททดสอบ quest อัศวินจาก 5 แคว้น แต่ลินเดนได้แค่ 4 แล้วมาเป็นแค่คู่สมรส ต้องมีเงื่อนงำอะไรแน่ๆ แล้วตอนนี้นางก็กุมอำนาจเอาไว้หมดเมื่อราชาไม่อยู่ วิลที่ได้ยิน อย่างนั้นจึงโกรธมาก เข้าไปสั่งสอนทหารยามแล้วก็ถูกพูดทิ้งท้ายเจ็บๆ คันๆ ไว้ว่าคนเขาก็พูดถึง นินทากันในที่ๆ พวกเจ้าไม่ได้ยินทั้งนั้นนั่นแหละ



วิลมาเจอโรแวนซึ่งวางแผนที่จะออกไปตามหาพ่อแล้วจะให้วิลตามมาด้วยกันเพราะวันนี้เป็นวันเกิดอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ของทั้งสองซึ่งทำให้สามารถออก quest ได้อย่างถูกต้องโดยทีตัสและเซรีสตกลงที่จะมาร่วมเดินทางด้วย วิลเสนอว่าควรมุ่งหน้าไปที่แวนเทรสก่อน ทีตัสรู้ทันและดักคอว่าอัศวินคนอื่นๆ เอาความลับมากมายไปลองแลกกับกระจกวิเศษอินดริลอนมาหมดแล้วแต่คว้าน้ำเหลวหมด วิลตอบอย่างมั่นใจว่าความลับของเขานั้นได้ผลแน่นอน

ราชินีลินเด้นผู้เป็นแม่เข้ามาเจอพอดีและบอกว่าอดห่วงไม่ได้แต่ก็จะไม่ห้ามที่พวกเด็กๆ จะไปเพราะเมื่อนางอายุ 18 ก็ออกเดินทางทันทีเหมือนกัน พร้อมกับบอกว่าเคโด้จะร่วมคณะไปด้วยอย่างน้อยๆ ก็เพื่อดูแลทุกคนอีกต่อหนึ่ง ที่สำคัญเขารู้สึกผิดอย่างมากที่ราชาหายไปภายใต้ความรับผิดชอบของเขาเอง ที่อาจจะมีพ่อมดหรืออสุรกายใดปลอมเป็นตัวเขามาหลอก


                “ถ้าบอกก็ไม่ใช่ความลับน่ะสิ” โรแวนตัดบท หล่อนสวมกอดเฮเซลแล้วจึงชี้ไปทางกองเครื่องมืออุปกรณ์ “วิล ข้าเตรียมของเดินทางไว้ให้เจ้าแล้ว เราจะรีบออกเดินทางระหว่างที่วังกำลังวุ่นวายกับเหตุการ์ณปั่นป่วนที่พึ่งเกิด เฮเซลค่อยไปบอกท่านแม่ที่หลังว่าพวกเราไปกันแล้ว นางจะได้ไม่ต้องกังวล”

                “นางจะต้องกังวลตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะนั่นคือภาระหน้าที่ที่คนเป็นแม่ต้องคอยแบกรับเอาไว้ในทุกๆ ลมหายใจ”

                ทุกคนหันหลังกลับอย่างตกในที่ได้ยินเสียงของราชินีอยู่ตรงโถงทางเดิน ลินเด้นก้าวเท้าเข้ามาในห้องพลางสำรวจข้าวของที่เตรียมไว้รวมถึงใบหน้าอันขึงขังของโรแวน ครั้งนี้นางมาคนเดียว ไม่มีคนรับใช้คอยติดสอยห้อยตาม

                “ท่านห้ามให้พวกเราไปไม่ได้หรอก!” โรแวนส่งเสียงดัง

                ราชินี้ยิ้มมุมปาก “ข้าไม่ห้ามพวกเจ้าหรอก เหมือนกับที่ข้าก็ไม่เคยห้ามตัวเองเมื่อตอนอายุเท่าพวกเจ้าเช่นกัน วันที่ข้าอายุครับสิบแปดปีคือวันที่ข้าเดินทางออกจาหมู่บ้านเพื่อทดสอบตนเอง เพื่อพิสูจน์ตัวเอง ข้าคาดหวังว่าพวกเจ้าก็คงไม่ต่างกัน แต่ที่ข้าเศร้าก็คือพวกเจ้าตั้งใจจะไปโดยไม่กล่าวคำลาเลยนี่สิ”

                โรแวนชะงักไปหลายชั่วอคดใจก่อนจะโผเข้ากอดผู้เป็นแม่ วิลได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นเบาๆ – แน่อยู่แล้วว่ามาจากโรแวน ไม่ใช่จากราชินี เขาอดใจรอแล้วปล่อยให้นางกล่าวคำอวยพรแก่เซรีสและทีตัสก่อน เมื่อคนอื่นๆ ออกจากห้องไปแล้วเขาถึงกระซิบบอกนางด้วยเสียงทุ้มเบา “ก่อนข้าจะไป ข้าอยากจะเตือนว่าข้าได้ยินผู้คนนินทา พูดถึงท่านแม่ลับหลังด้วย”

                “วิลลูกรัก เจ้าคิดว่าข้าจะไม่รู้เรื่องที่พวกเขาพูดกันงั้นหรือ? แต่ก็สมเป็นเจ้าจริงๆ ที่เป็นห่วงเป็นใยข้า” หลุ่มกุมมือซ้ายของเขาเอาไว้ในอุ้งมือทั้งสอง “เอาล่ะ เคโด้กำลังรออยู่ที่ประตูทางออกชั้นนอก ขอให้เขาได้ตามพวกเจ้าไปด้วยเถอะนะ อย่างน้อยที่สุดก็จนถึงปราสาทแวนเทรส”

                “ไม่ใช่ว่าเขาพึ่งกลับมาจากการเดินทางตามหาอย่างนั้นหรือ? นี่จะไม่พักสักวันนึงก่อนเลยรึไง?”

                “เขารู้สึกต้องรับผิดชอบที่ไม่ได้อยู่ข้างกายพ่อเจ้าในคืนนั้น”

                “มันไม่ใช่ความผิดของเขา”

                “ข้าก็ไม่ได้คิดเช่นนั้น แต่พวกเขาทั้งคู่ร่วมทางด้วยกันมามากมาย ต่างเป็นสหายที่ซื่อสัตย์ต่อกัน เคโด้รู้สึกผิดกับการหายตัวไปของอัลจินัสมากที่สุดเพราะมันแน่ชัดแล้วว่านักเวทหรือแม่มดสักตนใช้คาถาปลอมเป็นตัวเขาเพื่อหลอกตบตาพ่อของเจ้า ให้เขาได้ตามไปช่วยเถอะ เพื่อตัวของเขาเองด้วยหรืออย่างน้อยๆ ก็เพื่อให้ข้าได้รู้ว่ามีอัศวินมากประสบการณ์คอยดูแลพวกเจ้าอยู่ ไม่ใช่ว่าข้าไม่มั่นใจว่าเจ้าและโรแวนพร้อมออกผจญภัยหรือยังหรอกนะเพราะข้ารู้ดีว่าพวกเจ้าพร้อมแล้ว



Chapter 7

ชาวคณะออกเดินทางโดยมีจุดหมายที่แวนเทรสก่อน ระหว่างทางมีสัญญาณว่าเหล่าสัตว์และพวกอสุรกายจาก The Wilds มีอาการตื่นตระหนกคลุ้มคลั่งมากขึ้น ชาวบ้านหวาดกลัวว่าการหายไปของพระราชาจะเป็นโอกาศให้พวกเอลฟ์กลับมายึดพื้นที่อีกเหมือนครั้งอดีตกาลเพราะไม่มีใครคุ้มครอง พวกเขายังเล่าอีกว่าทุกๆ กลางฤดูหนาว เอลฟ์ใน The Wild จะมีประเพณีออกล่าเหยื่อ ล่ามนุษย์เพื่อทำให้พวกเราหวาดกลัวอีกด้วย



ระหว่างที่กำลังเดินทางต่อ มีชาวบ้านหนีมาขอความช่วยเหลือและบอกว่าออเกอร์กำลังบุกรุกหมู่บ้านและเหลือคนคุ้มกันไม่มากแล้ว กลุ่มพระเอกรีบรุดหน้าไปช่วยทันที การต่อสู้เป็นไปอย่างยากลำบาก เจ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้ทั้งแข็งแกร่งและคล่องแคล่ว เหล่าอัศวินรุ่นเยาว์ถูกเหวี่ยงกระเด็นกระดอนคนละทิศละทางจนเกือบจะเสียท่าแต่ม้ายูนิคอร์นคู่ใจของเซรีสเข้ามาช่วยโดยพุ่งเอาเขาเสียบออเกอร์จนตายไป


เมื่อสถานการ์ณเริ่มคลี่คลาย อัศวินแห่งแวนเทรสพึ่งมาถึง นำโดยลอร์เมจเอโลเวน (Loremage Elowen) ซึ่งเป็นนักสู้ฝีมือฉกาจและรอบรู้เชี่ยวชาญเรื่อง The Wilds เป็นอย่างดี สิ่งแรกที่นางทำคือทักคู่แฝดว่าเป็นคนพาพวกออเกอร์มาเหรอ? เพราะนางสัมผัสได้ถึงกลิ่นคำสาบแม่มดติดตัวมากับทั้งสองคน เด็กๆ ปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้นเพราะพวกเขาเองพึ่งมาจากปราสาทอาร์เดนเวลเพื่อตามหาพระราชาและจะขอคุยกับกระจกวิเศษอินดริลอนเพื่อแลกเปลี่ยนความลับกัน เอโลเวนนึกออกว่าฝาแฝดคู่นี้คือลูกของอัลจินัสและลินเด้น เด็กๆ ถามต่อว่าทำไมถึงเอาแต่พูดว่าพวกเขาเป็นแฝดต้องคำสาบแต่เอโลเวนบอกว่าถ้าพ่อแม่ของทั้งคู่ไม่เคยพูดถึง นางเองก็ไม่ควรจะบอกอะไรมากไปกว่านี้



เอโลเวนพาโรแวนและวิลไปที่ปราสาท วิลแสดงเจตจำนงว่าเขามีความลับมาแลกเปลี่ยนกับกระจกวิเศษ อินดริลอนจึงเปิดทางบันไดวนลงชั้นล่างให้พวกเขาเข้าพบ

                อินดริลอนเริ่มพูดขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้ดังกึกก้องสะท้อนห้องโถงนั้น แต่เป็นเสียงที่แผดดังออกมาราวกับจะบีบเค้นหัวใจของผู้ที่ได้ยิน



                “โรแวน เคนริธและ วิล เคนริธ อัลจินัสแห่งเคนริธทาวน์คือบิดาของพวกเจ้า ลินเด้นแห่งเคนริธคูมบ์คือมารดาของพวกเจ้า พวกเจ้าถูกสร้างขึ้นมาจากคำสาบแม่มดและถือกำเนิดออกมาจากความตายอันน่าสยดสยอง แต่กระนั้นความรักและความสัตย์ซื่อก็ได้เลี้ยงดูอุ้มชูพวกเจ้ามาโดยตลอด พวกเจ้านำความลับประการใดมาบอกข้า?”

                โรแวนรู้สึกฉุนกึกขึ้นมา สองมือสั่นสะเทือนด้วยความโกรธ “คำสาบแม่มดอีกแล้ว? มันหมายความว่าอะไร?”

                “นั่นคือคำถามของเจ้าใช่หรือไม่? โรแวน เคนริธ บอกความลับที่ข้าไม่เคยรู้มาก่อนแล้วข้าจะมอบความกระจ่างเป็นสิ่งตอบแทน”

                วิลเหยียบเท้าหล่อนเชิงห้ามปราม “เรามีโอกาสแค่ครั้งเดียวเท่านั้น โร อย่าทำพังสิ”

                “จงพูดมา” อินดริลอนออกคำสั่ง

                วิลใช้พลังของตนสร้างแผ่นน้ำแข็งเหมือนในวันขบวนแห่ที่เขาเห็นนิมิตจากโลกอื่นๆ ที่ไม่ใช่เอลเดรน ภาพจากแต่ละภพค่อยๆ สลับกันไหลเวียนว่ายออกมาให้เห็นผ่านแผ่นน้ำแข็งบางเฉียบที่วิลสร้างขึ้น กระจกวิเศษดูจะพอใจกับความลับนี้และฉายภาพให้เห็นในกระจก ในนั้นคือพื้นที่โล่งกว้างมีเสางาช้างตระหง่านตั้งอยู่สองข้าง ระหว่างกลางคือเนินดินสูงซึ่งสิ่งที่อยู่บนยอดเนินก็คือกวางรูปร่างสง่างามตัวหนึ่ง

                “หากวางให้เจอแล้วจึงจะพบพ่อของพวกเจ้า” อินดริลอนเอ่ยขึ้นก่อนจาก



                เรื่องราวของคู่แฝดจะเป็นอย่างไรต่อไป ชะตากรรมของพระราชาเคนริธคืออะไรแล้วเจ้าจอมป่วนโอโค่วางแผนอะไรไว้อยู่? ตามอ่านกันใน PART 2 ได้เร็วๆ นี้ครับ!



*** PART 2 คลิกเลย!! ***

Facebook Comments
กลับขึ้นไป