The Wildered Quest – เนื้อเรื่อง Throne of Eldraine ฉบับย่อ PART 2


*** เรื่องราวก่อนหน้า —> PART 1 ***

Chapter 8

                ชาวคณะเดินทางต่อโดยมีจุดหมายคือกาเรนบริก แคว้นอันเป็นที่ตั้งของ The Great Henge หินประตูมิติยักษ์ที่สามารถเชื่อมต่อไปได้ทุกที่ใน The Wilds



                ระหว่างทางพวกเขาพบกลุ่มอัศวินพลหมีลาดตระเวนโดยเล่าให้ฟังว่าช่วงเทศกาลคิมหันต์นี้เป็นเวลาที่ราชินีอายาร่าจากลอค์หเวนและยอร์โว มนุษย์เผ่ายักษ์ผู้ครองแคว้นจะมาฉลองกันเป็นประจำทุกปี ซึ่งทั้งหมดสามารถมองเห็นปราสาทลอค์หเวนลอยตระหง่านอยู่บนก้อนเมฆไม่ไกลออกไป สาเหตุที่มันลอยได้ก็เพราะคำสาบจากการที่สมบัติประจำแคว้นสูญหายไป ทำให้ปราสาทลอยขึ้นและอยู่กับที่ไม่ได้ แต่อัศวินเหล่านี้ก็แสดงความไม่พอใจที่ต้องมารับรองพวกคนจากลอคห์เวนและพูดต่อว่าไม่แน่ที่กษัตริย์เคนริธหายตัวไปอาจจะเป็นเพราะราชินีเอลฟ์อายาร่าต้องการคู่ครองใหม่จนทนให้ลินเด้นแก่ตายก่อนไม่ได้เลยลักพาตัวเขาไปก่อนซะเอง เพราะเมื่อตอนเขาหนุ่มๆ นางก็เคยพยายามดึงให้มาสมรสด้วยทีหนึ่งแล้ว



                เอโลเวนได้ทีเสริมขึ้นอีกว่านางจะมีการจัดงานเลี้ยงเพื่อเลือกเฟ้นหนุ่มๆ มาเป็นคู่ควงคู่ครองอยู่เรื่อยๆ (โดยที่รายก่อนๆ หน้าก็มักจะหายตัวไปอย่างลึกลับทุกที!) และทุกๆ ช่วง Midwinter ระหว่างเทศกาลคิมหันต์ อายาร่าจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย 2-3 วันเป็นประจำ แล้วพูดต่ออีกว่า ไม่แน่นะ ทั้งหมดอาจเป็นแผนของทั้งลอคห์เวนและราชายอร์โวแห่งกาเรนบริก ลักพาตัวกษัตริย์ไปทำให้ The Realms อ่อนแอเพื่อเปิดโอกาสให้เผ่าพันธุ์อมนุษย์ของพวกเขาจาก The Wilds อย่างเอล์ฟหรือยักษ์เข้ามาครองอาณาจักรเหมือนสมัยก่อน เหล่าอัศวินหมีไม่พอใจในคำพูด โต้แย้งว่ากาเรนบริกเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันเสมอมาแถมตอกกลับว่าพวกจากแคว้นแวนเทรสก็น่าสงสัยไม่น้อย เพราะพวก Loremage ผู้ทรงภูมิมักจะมีความคิดขี้สงสัยแผลงๆ ทำอะไรแปลกๆ กันเสมอ


                “ข้าก็แค่อยากให้รู้ไว้ว่าทำไมพวกเราถึงได้จงเกลียดจงชังพวกนั้นนัก” บรากิเอ่ยต่อ “จะว่าไปถ้าข้าจำไม่ผิด นางเคยพยายามจับอัลจินัสแต่งงานเมื่อครั้งที่เขายังเป็นอัศวินหนุ่มแห่งอาร์เดนเวลด้วยนี่”

                “นางทำอะไรนะ?” โรแวนถามขึ้นทันควันในขณะที่วิลอ้าปากค้าง

                เอโลเวนรีบตอบให้แทน “เอาจริงๆ ราชินีอายาร่าก็ใช้คู่ควงเปลืองมากโขอยู่นะ เพราะงั้นตอนนั้นมันก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องพิเศษอะไร”



                “นางไม่ชอบให้ใครมาปฏิเสธยังไงล่ะ” บรากิพูดอย่างเจ็บแค้น “หรือไม่แน่นางอาจจะขี้เกียจรอจนลินเด้นแก่ตายตามอายุขัยมนุษย์ ก็เลยฉกเคนริธไปซะเอง”

                “รึว่าบางทีทั้งหล่อนและราชายอร์โวร่วมกันวางแผนโค่นราชอาณาจักรมานานแล้วเพื่อคืนอำนาจให้กับเผ่าพันธุ์ของพวกเขาเหมือนเมื่อครั้งที่เคยปกครองทั้งหมดที่นี่” เอโลเวนสวนกลับ

                “เจ้าอย่ามาหยามพวกเรา!” บรากิแยกเขี้ยวคำราม “ทำไมอัศวินแห่งกาเรนบริกอย่างเราจะคิดทำอันตรายอัลจินัส เคนริธ หึ? ลอร์เมจ? เขาเป็นพันธมิตรที่เด็ดเดี่ยว เข้มแข็ง”

                “ก็พวกเผ่ายักษ์แห่งกาเรนบริกล้มล้างจ้าวครองแคว้นที่เป็นมนุษย์ตั้งแต่ก่อนที่ข้ารึเจ้าจะเกิดเสียอีก ยอร์โวกับลูกสมุนของเขาอาจจะไม่อยากอยู่ใต้การปกครองของกษัตริย์จึงจัดการกันเองยังไงล่ะ”

                “อัลจินัส เคนริธและราชินีลินเด้นเป็นมิตรกับกาเรนบริกมาโดยตลอด เจ้ากล้าพูดไหมล่ะว่าเขาได้รับความเคารพเยี่ยงที่พวกเราปฏิบัติจากแคว้นอื่นๆ หรือกระทั่งที่ปราสาทของเขาเองก็เถอะ?” บรากิเห็นสีหน้าบูดบึ้งของวิลแล้วจึงพูดต่อ “ข้าก็ว่างั้นแหละ ไปสุ่มหาตัวการที่อื่นเถอะ พวกข้าสงสัยอายาร่าด้วยเหตุผลตามที่บอกไปแล้ว แต่อันที่จริงเราก็น่าจะลองตรวจสอบแคว้นแวนเทรสด้วยนะ เจ้าคงจะรู้ดีกว่าข้าถึงความพิลึกพิลั่นและความขี้ฉงนสงสัยแบบไม่เข้าท่าของพวกลอร์เมจทั้งหลายใช่มั้ยล่ะ? ความเสี่ยงยิ่งต่ำ พวกมันยิ่งกระวนกระวายบ้าบอ”



                เอโลเวนฉีกยิ้ม “เจ้ายั่วโมโหข้าไม่สำเร็จหรอกและข้าก็ไม่กลัวหมีพวกนี้ของเจ้าด้วย แต่เห็นได้ชัดว่าราชินีอายาร่าคงปั่นหัวพวกเจ้ามาไม่น้อยเลยทีเดียว”

                “อย่ามัวมาทะเลาะกันเลย!” เคโด้รีบเอาตัวเข้าขวางระหว่างอัศวินผู้ทรงภูมิแห่งแวนเทรสและอัศวินหมีแห่งกาเรนบริก พวกเขาทั้งหมดถอยร่นไปคนละก้าวทันทีที่กริฟฟินของเคโด้แผดเสียง “บรากิ จะยอมให้เราผ่านไปโดยดีได้หรือไม่?”

                “ข้าไม่ขวางทางเจ้าหรอก เคโด้ ราชายอร์โวคงดีใจที่จะได้เห็นเจ้าเป็นแน่”



Chapter 9

                ทั้งหมดมาถึงกาเรนบริกและเข้าไปชม The Great Henge ชมความวิจิตรงดงามของสมบัติจากธรรมชาติอันล้ำค่าประจำปราสาทนี้ ทหารนำทางพวกเขาไปยังที่พักและนำทางโรแวน วิลและเอโลเวนเข้าเฝ้ายอร์โว เขาถามไถ่สารทุกข์สุขดิบและพูดเกี่ยวกับลินเด้นว่าเป็นผู้เสียสละตลอดเวลาซึ่งทำให้เด็กๆ สงสัย แต่ก่อนที่จะซักไซ้อะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องแม่ของพวกตน ราชาเผ่ายักษ์ก็รีบตัดบทเสียก่อนโดยถามว่ามาทำอะไรที่นี่ คู่แฝดอธิบายว่าพวกเขามาตามคำใบ้ของกระจกวิเศษอินดริลอนแล้วจึงบรรยายถึงตำแหน่งที่จะตามหากวางตัวนั้นได้



                “วิล! โรแวน! พวกเจ้าเสมือนนำแสงสว่างมาสู่กาเรนบริกในช่วงเวลาที่หมองหม่นเช่นนี้จริงๆ ท่านแม่ของเจ้าเป็นเยี่ยงไร? ถ้าข้าคิดไม่ผิด ซึ่งก็คงไม่ผิดแน่เพราะข้ารู้จักนางดี น่าจะกำลังง่วนกับการเฝ้าระวังปกป้อง ทำทุกวิถีทางให้ทุกๆ อย่างในราชอาณาจักรดำเนินไปอย่างเรียบร้อยท่ามกลางสถานการณ์อันเลวร้ายแบบนี้สินะ ถ้านางรู้ว่าข้าพูดยอซะขนาดนี้ นางคงทำหน้าเหรอหราแล้วรีบชวนให้เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นที่มีประโยชน์กว่าเป็นแน่ อย่างเรื่องการจัดวางระบบชลประทานหรือวิธีป้องกันเมืองจากฝูงกบล่าเนื้อ ฮ่าๆ! ว่าแต่ว่าพวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่กันห๊ะ เด็กๆ?”

                “อินดริลอนมอบนิมิตมาให้พวกเรา เส้นทางที่จะนำไปหาท่านพ่อ” โรแวนพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น “พวกเรากำลังตามหากวางที่เห็นยืนอยู่บนเนินดินยามรุ่งสาง ตรงจุดที่พระอาทิตย์ขึ้นระหว่างเสางาช้างสองฝั่งด้านหลัง”

                “อย่าได้พูดถึงนิมิตข้างนอกห้องโถงนี่เชียวล่ะ” ราชาเผ่ายักษ์เหลือบตามองไปยังประตูหลายบานรอบๆ ที่ปิดอยู่ราวกับระแวงว่าจะมีใครดักฟัง “แล้วจะให้ข้าช่วยเหลืออย่างไร?”

                “เราอยากใช้ประตูมิติเพื่อเข้าไปใน The Wilds” วิลตอบ

                “ภารกิจอันเต็มไปด้วยภยันตราย! แต่พวกเจ้าก็บรรลุนิติภาวะแล้ว ฉะนั้นข้าจะช่วยจัดการเอง ก่อนอื่นตอบข้ามาสิ วิล เจ้าอาจจะต้องใช้เวลาเป็นปีๆ ทำเควสนี้ในแดนเถื่อนแล้วอาจไม่เจอเจ้ากวางตัวนี้เลย พวกเจ้ามีแผนการยังไงในการแกะรอยสัตว์ตัวนี้?”

                เอโลเวนชิงพูดขึ้น “ถ้าฟังจากคำบรรยายเรื่องสถานที่ ข้ารู้เป๊ะๆ เลยว่าจะต้องเปิดประตูมิติออกไปที่ไหนและเมื่อไร”

                สายตาคนยักษ์ชำเลืองมาที่ผู้พูดพลางกระพริบตาช้าๆ เสมือนว่าไม่เข้าใจในสิ่งที่ได้ฟังและพยายามจะแปลความหมายคำพูดของนาง

                ระหว่างที่วิลทำหน้างงงวย เอโลเวนรีบอธิบายต่อเนื่อง “ข้าขออภัยที่สอดขึ้นมานะกษัตริย์ยอร์โว แต่ภารกิจนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน ซึ่งข้าว่าท่านเองก็คงเห็นเหมือนกัน”

                “มันก็แน่ละที่ข้ากำลังกังวล เพราะเจ้าจะต้องเรียงหินให้ตำแหน่งมันได้ระดับกันเสียก่อน”

                “ใช่เลย พิธีการที่ต้องใช้เรี่ยวแรงมหาศาลแบบนี้คงเป็นเรื่องเด็กๆ สำหรับกษัตริย์ยอร์โวผู้ทรงพลัง”

                “เรื่องเด็กๆ บางครั้งมันก็ซีเรียสนะลอร์เมจ แต่แน่นอนล่ะว่าข้าทำได้สบายอยู่แล้ว ที่ข้าห่วงจริงๆ ก็คือช่วงฤดูหนาวแบบนี้มันคงไม่เหมาะนักที่จะเข้าไปเดินเตร็ดเตร่ในแดนเถื่อน”



                “พูดยังกับว่าข้าไม่ใช่ลอร์เมจที่ฉลาดปราดเปรื่องที่สุดในแวนเทรสซะงั้น” เอโลเวนบ่นอุบ นางแสร้งทำเป็นมองไปบนพื้นเพื่อห้ามใจตนเองไม่ให้พลั้งปากพูดคำประชดประชันใดๆ ออกมาอีก “ท่านก็รู้ดีว่าสถานการณ์มันย่ำแย่ขนาดไหน พวกเรามีแค่ภาพจากนิมิตไว้คอยชี้นำทางเท่านั้น ข้ารู้จักตำแหน่งเนินดินใน The Wilds ที่มีเสางาช้างขนาบข้างตรงตามที่คู่แฝดบรรยายไม่มีผิด พระอาทิตย์จะขึ้นระหว่างเสาสองต้นนี้แค่ในตอนเช้าของวัน Midwinter เท่านั้น นั่นหมายความว่ากวางจะมาอยู่ตรงจุดที่พูดในเวลาเช้าของวันพรุ่งนี้ มีเพียงประตูมิติเท่านั้นที่จะพาเราไปถึงสถานที่นั้นได้ทันเวลา”           


                ยอร์โวเข้าใจและพร้อมที่จะช่วยเหลือแม้เขาจะกังวลว่าฤดูนี้ไม่เหมาะที่จะเข้าไปในดินแดน The Wilds ทั้งหมดกลับเข้ามาร่วมงานสังสรรค์ที่ปราสาทซึ่งราชินีอายาร่านั่งคอยอยู่แล้ว หล่อนไม่ได้สนทนาอะไรกับใครมากนักนอกจากยกจอกขึ้นดื่มบ้างตามมารยาทพร้อมกับสายตาสงบนิ่งที่กวาดไปรอบๆ โถงราวกับกำลังมองหาใครอยู่…



Chapter 10

                เมื่อรุ่งเช้ามาถึง คณะสำรวจมาพร้อมกันที่หินมิติแต่ก็ต้องประหลาดใจว่า The Great Henge ได้เริ่มทำงานไปก่อนหน้าแล้วราวกับว่าพึ่งมีใครใช้ผ่านเข้า The Wilds ไป เมื่อยอร์โวมาถึง เขาเรียงหินให้ตำแหน่งตรงตามที่เอโลเวนต้องการและกำชับว่าประตูมิติจะเปิดจนถึงยามอาทิตย์อัสดงเท่านั้นก่อนจะปิด แล้วจึงจะเปิดอีกครั้งในตำแหน่งเดิมเมื่อเวลาผ่านไป 1 ปีกับอีก 1 วัน ถ้าหลังจากนั้นยังกลับมาไม่ได้อีกก็จะถือว่าหายสาบสูญไปตลอดกาล



                ทันทีที่เข้ามาในดินแดนเถื่อน วิลสัมผัสได้ทันทีว่าบรรยากาศนั้นแตกต่างจาก The Realm โดยสิ้นเชิง ทั้งสภาพอากาศ ฤดูกาลที่ไม่เหมือนหน้าหนาวสักนิด ทั้งสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติรอบๆ ตัว พวกเขารวมตัวกันได้ไม่นานก็ถูกโจมตีทันทีโดยอัศวินซอมบี้ เจ้า Lich Knight เป็นศัตรูที่ร้ายกาจ ขี่ม้าคล่องแคล่วและใช้เวทมนต์ดำได้อีกด้วย ทั้งหมดต่อสู้กับมัน คาถาน้ำแข็งของวิลและเวทของเอโลเวนไม่เป็นผลจนต้องตัดสินใจหนีข้ามสะพาน (เพราะภูตผีข้ามน้ำไม่ได้) ทีตัสที่รั้งท้ายคอยให้เพื่อนๆ ข้ามไปก่อนต้องจบชีวิตลงด้วยเวทความตายของผีดิบ วิลที่ตามไปช่วยเกือบจะเสียท่าไปอีกคนแต่ทันใดนั้นเองกวางที่เห็นในนิมิตรก็กระโจนเข้ามาใช้เขากระแทกอัศวินกระดูกจนร่างกระจัดกระจายสลายไป



                ทุกคนเสียใจกับการตายของทีตัสแต่อย่างน้อยพวกเขาก็เข้ามาใกล้กวางที่ตามหาแล้ว ทันใดนั้นเองเสียงผิวปากหวีดดังขึ้นจากอีกฝากของแม่น้ำ กวางมีปฏิกิริยาตอบโต้ทันทีแล้ววิ่งข้ามสะพานไปตามทิศทางของเสียง วิลและโรแวนจำเป็นต้องรีบตามไปไม่เช่นนั้นจะคลาดกันอีก


Chapter 11

                เมื่อชาวคณะวิ่งข้ามสะพานมา พวกเขาแตกกลุ่มกันออกไปเพราะเส้นทางแยกแตกแขนงไปมากมาย ระหว่างที่พลัดหลงกัน วิลคลับคล้ายคลับคลาว่าเห็นชายปริศนารูปร่างใหญ่โตพร้อมขวานมหึมา เขารีบเรียกให้โรแวนดูและบอกว่าคุ้นเหลือเกินแต่คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก



                สองฝาแฝดเดินลึกเข้าเรื่อยๆ จนมาถึงซากโถงอาคารโบราณขนาดใหญ่ เซรีสเองก็ผลัดหลงมายังจุดเดียวกัน ทั้งสามได้ยินเสียงคนคุยกันจากภายในจึงลัดเลาะตามต้นเสียงไป พวกเขาเห็นเอลฟ์กลุ่มหนึ่งกำลังประชุมถกเถียงกันอย่างเคร่งเครียดเกี่ยวกับการบุกโจมตี The Realm ในระหว่างที่กษัตริย์เคนริธยังหายตัวอยู่ โดยอายาร่าก็ร่วมอยู่ในวงนั้นด้วย



                “พวกเราต้องบุกโจมตีตอนนี้เท่านั้นระหว่างที่ The Realm กำลังอ่อนแอ ระหว่างที่มันกำลังทะเลาะวิวาทและระแวงกันเองภายใน” เอลฟ์หน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งพูดขึ้น ในมือเรียวสีน้ำตาลของเขานั้นถือธนูที่แกะสลักเอาไว้อย่างวิจิตงดงามอยู่ “เริ่มกันคืนนี้เลย พวกเราถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ใน The Wilds มาหลายชั่วอายุคนแล้ว ถ้าเราจะควบสัตว์ออกไปล่าเหยื่อกันกลางราชอาณาจักรในเทศกาลคิมหันต์ฤดูแบบนี้ใครหน้าไหนจะมาห้ามพวกเราได้? ได้ออกล่ากันตามใจชอบอย่างที่เคยทำกัน ได้เลือกเฟ้นเหยื่ออย่างอิสระเช่นที่เราควรเป็น!!”

                “ไอ้เด็กโง่เขลาเอ๋ย” อายาร่าแขวะ “เจ้าคิดว่าทำอย่างนั้นแล้วจะได้อะไรขึ้นมานอกเสียจากจะทำให้ผู้คนใน The Realm หวาดกลัว”

                “พวกมันก็คุกคามเราด้วยการออกทำเควส ออกกฎบ้าบอนี่เหมือนกัน ท่านเหลาะแหละลงมากนะ สมรู้ร่วมคิดกับพวกมันไปแล้วใช่มั้ย?!”

                ลมหมุนที่เกิดจากพลังเวทมนต์หอบเอาฝุ่นคละคลุ้งวนเวียนอยู่รอบองค์ประชุมในห้องโถงหมายจะทำให้ราชินีแห่งลอคห์เวนผงะลนลาน แต่เปล่าเลย อายาร่าใช้มือสะบัดหยุดทุกการเคลื่อนไหวก่อนที่จะพูดต่อ

                “เจ้าถอดคำพูดเดียวกันกับคนๆ หนึ่งที่เดินทางไปทั่ว The Wilds ช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา ปลุกระดมคนให้ลุกขึ้นสู้ จากข่าวที่สายของข้ารายงาน มันผู้นี้คือคนแปลกหน้าในหมู่พวกเรา ทำไมเจ้าถึงเชื่อคำพูดของมันนัก หือ? อิลิด้อน”

                “ก็เพราะมันพูดถูกไงเล่า” เขาว่าพลางชูคันธนูขึ้นฟ้า “เทศกาลล่าเหยื่อเริ่มในค่ำคืนนี้ และปีนี้พวกเราจะล่าไปทุกที่ๆ ต้องการ”

                เอลฟ์อีกตนพูดแทรกขึ้น แม้ว่านางจะดูไม่แก่กว่าอิลิด้อนมากนักแต่น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความระแวดระวังรอบคอบ “อายาร่าต่างหากที่พูดถูก”

                “เจ้าก็ต้องพูดเข้าข้างแบบนี้อยู่แล้ว เอลฟรา!” อิลิด้อนตอกกลับ “เพราะพวกเจ้าเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน”

                “เจ้าไม่เคารพวิถีอันเก่าแก่ของเผ่าและความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวหรือไร? อายาร่าให้ความสำคัญกับสิ่งนี้มาตลอด นี่คือสาเหตุที่ทำไมนางจึงมาร่วมเทศการล่าคิมหันต์ฤดูนี้กับพวกเราทุกปีแม้ว่ามันจะเป็นพิธีต้องห้ามในฝั่งราชอาณาจักร อาหารที่เราร่วมกินเหมือนสิ้นสุดการล่าถือเป็นการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างตระกูลของพวกเราให้แน่นแฟ้น รวมพื้นดินและผืนฟ้าเข้าด้วยกัน เหมือนอย่างที่เคยเป็นมาและจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป”

                “ตั้งแต่ก่อนไอ้เด็กเมื่อวานซืนอย่างเจ้าจะเกิดเสียอีก” อายาร่าพูดย้ำเพราะแสยะยิ้ม

                เอลฟราผายมือขอให้นางเงียบไว้ก่อนแล้วจึงหันไปทางเอลฟ์หนุ่ม “เจ้าควรจะลองถามตัวเองดูนะว่าไอ้คนแปลกหน้านี่มาจากตระกูลไหน ไม่เห็นว่าจะมีใครรู้จักมัน ซ้ำร้าย มันยังมาพร้อมกับเชื้ออุบาทว์ที่แพร่กระจายทำอันตรายกับ The Wilds แห่งนี้ เจ้าไม่เห็นซากสัตว์ที่ล้มตาย ถูกกลืนกินด้วยคำสาบที่แม้พวกเรายังไม่รู้จักบ้างเรอะ? มันไม่ใช่มิตรของเรา อิลิด้อน”



                “มันไม่จำเป็นต้องเป็นมิตรกับเรา แค่มาเป็นพวกเดียวกันก็พอ ในตอนนี้ที่กษัตริย์หายตัวไปและทุกแคว้นกำลังเฝ้าสงสัยกันเอง เราสามารถชิงรุกโต้กลับคืนได้เสียที! ยึดคืนสิ่งที่ควรจะเป็นของเราโดยตลอดกลับมา!”      


                ราชินีเอลฟ์แห่งลอคห์เวน อายาร่า แสดงออกอย่างชัดเจนว่าต่อต้านความคิดนี้และจะไม่เข้าร่วมสงครามใดๆ ที่นางยังมาที่ The Wilds ทุกๆ ปีก็เพียงเพื่อเข้าร่วมเทศกาลล่าสัตว์คิมหันต์ฤดูนี้เพราะเห็นแก่ความสำคัญของเชื้อสายวงศ์ตระกูลและวัฒนธรรมประเพณีของ The Wilds เท่านั้น ว่าแล้วทั้งหมดก็เตรียมออกไปร่วมเทศกาลล่าที่จะเริ่มขึ้นในช่วงเย็น

                ทุกๆ คนมาวิเคราะห์อยู่ว่าจริงๆ แล้วใครเป็นคนลักพาตัวราชาไปกันแน่ เพราะพวกเอลฟ์ก็เหมือนจะไม่รู้ตัวการแค่อยากใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้เท่านั้น ส่วนอายาร่าเองก็ออกตัวว่าไม่สนับสนุน แต่ก็น่าจะร่วมมือกับยอร์โวเช่นกันเพราะเป็นคนเปิดประตูมิติให้และมาถึงก่อนพวกคณะสำรวจ ระหว่างนั้นเอง โอโค่ ก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง คู่แฝดลืมเหตุการณ์ไปเกือบหมด จำได้แค่ว่าล่าสุดแยกจากกันกับเขาที่เมืองเบคโบโร่ โอโค่พยายามพูดคุยหว่านล้อมชักจูงตามนิสัยเดิม แต่ครั้งนี้ตบตาเอโลเวนไม่ได้เพราะนางปราดเปรื่องพอที่จะมองทะลุธาตุแท้ของเขาออก


                เอโลเวนหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลัง “ข้ายอมรับเลยว่าเจ้านี่มันทั้งหล่อเหลา ทั้งพูดจาดี ฝีปากมีเสน่ห์ชวนให้หลงใหล แต่เจ้าคงไม่คิดว่าพวกเราจะโง่ขนาดยอมกินอาหารจากคนแปลกหน้าง่ายๆ ระหว่างที่อยู่ใน The Wilds หรอกนะ แถมเข้าไปกินในวงแหวนแฟรี่ (Faerie Ring) ซะด้วย”



                “วงแหวนแฟรี่อะไรรึ?” เขาแสร้งถามแบบไม่รู้เรื่องพลางเอียงคอไปข้างหนึ่ง

                “โธ่ ยอมรับมาเสียเถอะเจ้าหนุ่ม อย่ามาลองภูมิกันเลย ข้ารู้ดีว่าวงแหวนแฟรี่มันหน้าตาเป็นยังไง” หล่อนพยักหน้าให้ดูรอบๆ วิลมองตามแล้วจึงรู้สึกได้ว่าพื้นที่โล่งตรงนี้มีลักษณะเป็นทรงกลมพร้อมกับเห็ดที่แตกหน่อขึ้นมาตามขอบต้นไม้เสมือนวงกลมสีขาว วงกลมที่ทั้งสองเดินก้าวเข้ามาโดยไม่ทันคิดเพราะรีบร้อนจะไปตามหากวางนั่นเอง

                “แล้วก็นะ เจ้าไม่ใช่ขุนนางจากบอคห์เวนอะไรทั้งนั้น” เอโลเวพูดเสริม

                “ความเคลือบแคลงใจของท่านทำเอาข้าเสียใจไม่น้อยเลยนะเนี่ย” เสียงของโอโค่ยังดูสดใสแต่มือทั้งสองของเขากำเข้าหากันแน่น หัวไหล่เริ่มแข็งเกร็ง

                “ใช้เวลาสักเดี๋ยวก็ดูออก เจ้าไม่ได้มีสัญลักษณ์จอกแห่งลอคห์เวนติดอยู่ที่ใดในตัวเลย”

                โอโค่กวาดสายตาสำรวจเสื้อผ้าของตนก่อนที่จะมองขึ้นแล้วหรี่ตาเหมือนที่เขาจ้องวิลเมื่อสักครู่

                “เป็นพวกเอลฟ์มาวอนหาเรื่องกันสินะ” เคโด้พูดเสียงทุ้ม

                “ก็ไม่แน่” เอโลเวนตอบ “บอกข้ามาซิ โอโค่ มารดาของเจ้ามาจากตระกูลไหน แล้วบิดาของเจ้าล่ะ เกิดมาในตระกูลใด?”

                “จะถามไปทำไม?” เขาถามกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งเงียบ

                “เอลฟ์คนไหนก็ตามที่ถูกถามแบบนี้ต้องตอบตามตรงไม่เช่นนั้นจะถือว่าเสื่อมเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล มีอะไรบางอย่างในตัวเจ้าที่มันทะแม่งๆ เจ้าคงไม่ใช่เอลฟ์ด้วยซ้ำ ข้าว่าเจ้าแปลงโฉมมา อาจจะเป็นแม่มดก็ได้”

                “แม่มดงั้นเหรอ?!” เคโด้อุทานแล้วชักดาบออกจากฝัก

                โอโค่เงื้อมมือซ้ายออกและคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของเอโลเวนดุจอสรพิษคาบเหยื่อ “ไม่ชอบจริงๆ เวลาคนอื่นมากล่าวหาข้า” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกจนโรแวนรีบกระตุ้นให้ม้าที่ตนขี่โผเข้าไปขวางระหว่างลอร์เมจและเอลฟ์ตัวร้ายนั่น  



      

                เมื่อความแตก โอโค่ใช้คาถาเปลี่ยนให้เอโลเวนกลายเป็นนกบินหายไปที่อื่น เวลานั้นเอง นักล่าลึกลับก็เข้ามาสมทบพร้อมกวางที่วิลและโรแวนกำลังตามหาอยู่ ก่อนที่เหล่าอัศวินจะตอบโต้อะไรได้ โอโค่เสกเถาวัลย์หนามและไม้เลื้อยให้งอกขึ้นมาล้อมทุกคนไว้ ปิดทางพื้นที่บริเวณนั้นหมดกระทั่งด้านบนและทิ้งเจ้าหมา นายพรานบอดี้การ์ดไว้จัดการขณะที่มันจูงกวางหายลับไป มาถึงตอนนี้ วิลเริ่มนึกออกแล้วว่าโอโค่ต้องอยู่เบื้องหลังการหายตัวไปของพ่อแน่ๆ เขาใช้มนต์มายาเสกคนให้เปลี่ยนรูปร่างอย่างที่ทำกับเอโลเวนในคืนที่เกิดเหตุและกวางก็คือบิดาของเขา อัลจินัส เคนริธ นั่นเอง โรแวนปะติดปะต่อเหตุการณ์ว่าโอโค่จะต้องเอากวางไปเป็นเหยื่อในเทศกาลล่าสัตว์แห่งคิมหันต์ฤดูเป็นแน่ และจะวางแผนก่อให้เกิดสงครามระหว่าง The Realm และ The Wilds  



  

  

Facebook Comments
กลับขึ้นไป