Unkindness of Ravens – ฝูงกาไร้ปรานี

เรื่องราวก่อนหน้า: เจซ เบเลอเรน – กลับมาพบเจอ

 

ลิเลียน่า เวส เป็นหนึ่งในจอมเวทย์ Necromancer ที่เก่งกล้าที่สุดในพหุภพแต่ตอนนี้ชีวิตของนางกำลังถูกตามหลอกหลอนด้วยสิ่งที่ทรงพลังอำนาจมากกว่าและหมายจะควบคุมตัวนางไว้ ไม่ว่าจะเป็นมังกรเพลนส์วอล์คเกอร์ นิโคล โบลาส ปีศาจทั้ง4ตนที่นางเคยทำพันธะสัญญาไว้ หรือแม้แต่ผ้าคลุมห่วงโซ่โบราณ ซึ่งทั้งหมดก็ได้บีบบังคับให้นางต้องจำยอมเดินไปบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยการเข่นฆ่าและทรยศ ที่สำคัญที่สุด ลิเลียน่าได้เข้าไปพัวพันกับ “บุรุษอีกา” (The Raven Man) ชายที่เบื้องหลังเต็มไปด้วยความลึกลับ ซึ่งเคยหลอกลวงนางจนนำไปสู่การตายของน้องชาย และทำให้ Spark ของลิเลียน่าปะทุจนมาเป็นเพลนส์วอล์คเกอร์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่นางทำในขณะนี้ล้วนเพื่อเป้าหมายเดียว—อิสรภาพ โดยสิ่งที่ต้องมาก่อนคือการสังหารเหล่าปีศาจที่กุมสัญญาชีวิตนางไว้ และทำลายคำสาปร้ายของผ้าคลุมห่วงโซ่นั่น…

แต่ถึงแม้นางพยายามจะหนักแน่นทำภารกิจนี้เพียงใด พลังอำนาจอื่นๆก็ไม่เว้นที่จะก่อกวนชวนให้หัวปั่นอยู่ตลอด…

 


 

ลิเลียน่า เวส เดินลุยไปตามถนนที่มีอยู่หลากหลายเส้นบนเขต2อันหรูหราของราฟนิก้า หล่อนเดินฝ่าฝูงชนที่ต่างก็หลบเลี่ยงเบี่ยงทางให้เหมือนกำลังแหวกว่ายอยู่กลางน้ำ หล่อนขยับถุงมือยาวให้เข้าที่ เป็นเวลาเดียวกับที่เสียงร้องของอีกาตัวหนึ่งในบริเวณนั้นแว่วเข้ามาในโสตประสาทท่ามกลางเสียงอื้ออึงรอบตัว—เสียงอื้ออึงของผู้คนในเมือง…และเสียงอื้ออึงของเหล่าวิญญาณที่เวียนว่ายแทะกินความคิดของนาง

เจซจะได้ยินรึเปล่านะ? หล่อนคิด เป็นไม่ได้หรอกว่าเขาจะไม่ได้ยิน— วิญญาณของพวกยักษ์โอนัคเกะนั้นส่งเสียงร้องระงมอยู่ในหัวของเธอตลอดเวลา ซึ่งพลังในการอ่านใจของเจซต้องทำให้เขาได้ยินบ้างล่ะ.. แต่เขาก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะรู้สึกได้ถึงเสียงของพวกมันเลย หรือจริงๆแล้วเขาอาจจะไม่รู้ก็เป็นได้ว่าเจ้าผ้าคลุมนี่มันทำอะไรกับนางบ้าง

แล้วข้าละรู้ดีพอไหมว่ามันกำลังทำอะไรกับตัวข้าบ้าง..?

ราวกับจะตอบคำถามนั้น เสียงหลอกหลอนในหัวของนางค่อยๆดังขึ้น “พาหนะแห่งการทำลายล้าง…รากฐานของ..”

“โอ๊ย หุบปากเสียทีเถอะ” หล่อนตวาด พลางเขย่าศีรษะของตน แรงกระแทกทำให้ปอยผมของนางตกลงมาจากที่คาดผมแล้วปรกตาลงข้างหนึ่ง เด็กชาวเวลดาเคน (Veldaken) คนหนึ่งสังเกตเห็นอาการดั่งคนคลุ้มคลั่งของนางรีบหลบออกห่าง ลิเลียน่าเก็บผมของเธอให้เข้าที่พร้อมๆกับเสียงในหัวที่ค่อยๆเงียบหายไป

พวกมันจะเสียงดังเป็นพิเศษเวลาอยู่บนภพชานดาลาร์(Shandalar) ก็แน่สินะ ที่นั่นเป็นถิ่นอาศัยของพวกออเกอร์โอนัคเกะ ไม่ว่าจะเป็นที่ราฟนิก้า หรืออินนิสตราด(Innistrad) หรือภพอื่นๆกว่าครึ่งโหลที่นางเคยไปเยือนมา เสียงของพวกมันจะแค่จางๆอยู่ในพื้นหลัง และถึงแม้ว่าจะเป็นตอนที่หล่อนพูดคุยอยู่กับเจซในภัตตาคารก็ตาม เสียงในพื้นหลังพวกนี้ก็อาจจะคล้ายๆกับเสียงของเครื่องแก้วจานชามกระทบกระแทกกัน ซึ่งลิเลียน่าเองก็ไม่อยากจะเชื่อว่าเจซจะไม่สังเกตถึงเสียงดังผิดปกตินี้

ไม่แน่นะ เขาอาจรู้สึกตัวก็ได้ นางคิด…ถ้าหากว่าเราไม่ถูกขัดจังหวะเข้าเสียก่อน

แต่ถ้าเขารู้ตัวล่ะ? แล้วมันจะเป็นยังไง? บางทีเขาก็คงจะยื่นมือเข้ามาช่วย…

ลิเลียน่าเดินทางมาตามหาตัวเจซด้วยความหวังว่าเขาจะช่วยหาช่องโหว่ให้หล่อนได้ ช่องโหว่ที่จะทำให้หล่อนหลุดจากสถานการณ์ยุ่งเหยิงที่ตัวเองเข้าไปข้องเกี่ยวด้วย อำนาจของผ้าคลุมห่วงโซ่นั้นมากล้นเหลือคณา มันช่วยให้นางมีพลังพอที่จะปลิดชีพโคโตเฟด(Kotophed) และ กริซเซลแบรนด์ (Griselbrand) อสูร2ตนที่นางได้ติดหนี้พันธะวิญญาณเอาไว้— สัญญาที่ลิเลียน่าได้สร้างไว้เพื่อเรียกคืนพลังเวทย์ดุจเทพเจ้าบางส่วนของนางไว้หลังจากที่สูญหายไปในเหตุการณ์”มหาบูรณะ” (The Great Mending)

แต่ด้วยความที่ต้องการหลุดพ้นจากพันธะสัญญาหนึ่ง เธอได้นำพาตัวเองเข้าไปติดบ่วงกับพันธะสัญญาอีกหนึ่งโดยมิได้ตั้งใจ การที่จะใช้ผ้าคลุมห่วงโซ่นั้นได้มันมีสิ่งที่ต้องจ่ายโดยราคาของมันก็หนักหนามากสำหรับร่างกายและจิตใจของเธอ เมื่อเข้าตาจน หล่อนเดินทางกลับไปยังชานดาลาร์ หวังว่าจะทิ้งมันไว้ทั้งอย่างนั้น แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำได้ ผ้าคลุมได้ยึดติดกับตัวนาง และตัวลิเลียน่าเองก็ติดยึดอยู่กับพลังของมัน..

มันต้องมีทางออกสิน่า

 

The Chain Veil | Art by Volkan Baga

 

เจซควรจะเป็นคนที่ช่วยนางค้นหาคำตอบ—หนทางอะไรสักอย่างที่จะทำให้นางสามารถดึงพลังของผ้าคลุมมาใช้ได้ โดยไม่ต้องตกเป็นทาสของมันและของวิญญาณร้ายที่เผ้าสิงผ้าคลุมห่วงโซ่นี่อยู่ เจซถือว่าฉลาดมากที่สุดแล้วในเรื่องแบบนี้ และถ้าหากเจ้าผ้าคลุมนี่เกิดยึดครองจิตใจของนางขึ้นมาล่ะก็ ลิเลียน่ามั่นใจว่าเจซจะสามารถช่วยให้เธอหลุดพ้นออกมาจากการครอบงำมันได้

แต่ที่ไหนได้ เจซกลับมาขอให้เธอช่วยซะงั้น ตอนที่นายทหารกิเดี้ยนนั่นโผล่หัวมา หล่อนทำน้ำเสียงเยาะเย้ยออกมาดังๆเมื่อคิดถึงเรื่องนั้น ทำให้ผู้คนที่เดินรอบข้างหันมามองด้วยสายตาตื่นตระหนก พ่อค้าที่แต่งด้วยเสื้อผ้าหรูคนหนึ่งบังเอิญไปสบตาหล่อนเข้า พลันต้องหน้าซีดแล้ววิ่งหายลับไปในฝูงชน ก้อบลินตัวหนึ่งก้มขดตัวแข็งสั่นอยู่บนพื้นพลางคลานหนีออกห่าง ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าของเธอ

อีกาตัวหนึ่งเกาะอยู่บนกำแพงใกล้ๆ ดวงตาดำกลมใสของมันจดจ้องมาที่ตัวเธอ ลิเลียน่าออกเสียงไล่มันไปแล้วมุ่งต่อไปข้างหน้า

กิเดี้ยนจู่ๆก็มาที่ร้านอาหาร ขัดขวางการสนทนาของพวกเขา แล้วก็แทบจะอ้อนวอนให้เจซไปยังเซนดิก้ากับเขา ภพบ้านนอกห่างไกลสักแห่งที่มันบอกว่ากำลังโดนสัตว์ยักษ์อะไรสักอย่างถล่มกินอยู่ ลิเลียน่าเกือบจะหัวเราะส่งเจ้าหมอนี่ออกไปจากตึกซะแล้ว—พูดซะอย่างกับว่าเจซจะมีแก่ใจไปที่แบบนั้น เขาเป็น”ผู้คุมกฎ” เจซ มีหน้าที่ต้องดูแลแต่ราฟนิก้าอยู่แล้ว และที่สำคัญเหนืออื่นใด เขากำลังจะช่วยเธอต่างหาก

แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ทำ กลับไปตกลงจะช่วยนายกิเดี้ยนแทนซะอย่างนั้น “ข้ารู้ว่าเจ้าจะทำสิ่งที่ถูกต้อง” กิเดี้ยนพูด—แล้วเจซก็ตกหลุมเข้าเสียเต็มเปา แถมยังมีหน้ามาขอให้ลิเลียน่ามาช่วยกันอีกแรง นางคิดแล้วก็ทำเสียงเย้ยหยันออกมาอีก

ครู่ต่อมา ความรู้สึกหนักอึ้งก็แทรกเข้ามาในอกของนางจนต้องทำหน้าบึ้ง เมื่อตะกี้ทั้งเจซและหล่อนเองกำลังมีช่วงเวลาดีๆสนุกสนานด้วยกันอยู่แท้ๆ การได้มาเจอเขาอีกครั้งทำให้ความรู้สึกที่น่าแปลกใจแบบนี้หวนกลับมา เมื่อก่อนพสกเขาเคยร่วมหอ ร่วมเตียงในสักเขตหนึ่งของราฟนิก้าที่แสนจะยากจน นางเคยช่วยเขาจากช่วงเวลาที่ยากเข็ญที่สุด เจ้าเด็กน้อยเอ๋ย… ก่อนจะทรยศหักหลังเขากลับไปหานิโคล โบลาส ผู้ซึ่งนางเชื่อว่าจะสามารถช่วยให้เป็นอิสระจากพันธะสัญญาผูกมัดของเหล่าอสูรนี้ได้

 

Demonic Pact | Art by Aleksi Briclot 

 

ถ้าครั้งนี้ตัดสินใจอีกแบบจะเป็นยังไงกันนะ? ถ้าข้าร่วมเดินทางไปกับเขา แล้วช่วยเขาแทน?

บางทีพวกเขาคงจะมีช่วงเวลาดีๆมากกว่านี้อีก บางทีหล่อนคงจะสนุกกับการที่ได้มีเขาอยู่ข้างๆถึงแม้จะต้องยอมทนกับความหยิ่งทะนง และมั่นใจในตนเองของกิเดี้ยนเสียหน่อย—เจ้าหมอนี่มันอยู่ด้วยยากพอๆกับพวกเทวดา(Angel)เลย นางคิดในใจ ข้ารู้ว่าเจ้าจะทำสิ่งที่ถูกต้องจริงๆซะด้วย ถ้าจะว่าไป ลองต่อสู้กับสัตว์ยักษ์แล้วปลุกศพขนาดใหญ่แบบนั้นมาช่วยสู้ก็น่าจะ…สนุกดีละมั้ง?

“อี๋” หล่อนพูดด้วยท่าทางขยะแขยง การไปต่อกรกับสัตว์ประหลาดพวกนั้นหมายถึงการที่เธอจะต้องใช้พลังของผ้าคลุมห่วงโซ่ แล้วมันก็จะวนเวียนกลับมายังจุดเริ่มต้นปัญหาเธออีกครั้ง

ภาพขนนกและปีกสีดำผุดขึ้นมาต่อหน้า ทำให้เธอต้องหยุดคิดกะทันหัน เจ้ากาดำอีกแล้ว—

บุรุษอีกา…

เสียงร้องของอีกา อีกาเกาะบนผนัง แล้วตอนนี้อีกาก็อยู่ตรงหน้า หล่อนเหม่อลอยมาชั่วขณะจริงๆ ลิเลียน่าสบถกับตัวเองเมื่อมองไปรอบๆ และรู้สึกตัวได้ในที่สุดว่าสองเท้าที่พาตัวเธอเดินในขณะที่ตกอยู่ในภวังค์แห่งความคิดนั้นได้มา ณ. ที่ใด

หล่อนกำลังยืนอยู่ตรงของสนามร้างแห่งหนึ่ง บ่อน้ำพุเก่าแก่ที่แห้งโขดและฉาบไปด้วยปูนขาวทำหน้าที่เสมือนให้อีกาฝูงใหญ่มาเกาะ แต่ละตัวเอียงคอไปมาพลางจ้องเขม็งมาที่ตัวเธอ นกกาอีกหลายตัวกระโดดอยู่เหนือพื้นหิน หรือบินวนไปมาบนหลังคาของตึกที่อยู่รอบสนามนั่น อีกาตัวหนึ่งยืนสง่าอยู่บนสุดของน้ำพุเปล่งเสียงเคาะสั้นๆถี่ๆ แล้วจิกจงอยปากมายังหล่อน

“พอได้แล้วเจ้ามนุษย์อีกา” ลิเลียน่าเอ่ยขึ้น “เลิกเล่นเกมได้แล้ว”

ทันทีทันใด ฝูงกาที่เกาะราวอยู่บนบ่อน้ำพุดีดตัวขึ้นไปกลางอากาศพร้อมกับกระพือปีกสีดำ พวกมันบินเข้ารวมกันและก่อให้เกิดเศษปีกฟุ้งกระจายเหมือนหมอกควันปกคลุมยังจุดนั้น และเสียงนกร้องดังอยู่เหนือแผ่นหินบนพื้น อึดใจต่อมา บุรุษอีกาก็ก้าวออกมาจากกลางพายุปีกขนนก—แล้วเหล่ากาก็หายวับไป

ลิเลียน่าปรบมือช้าๆ และพูดต่อด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ “โอ้โฮ ยอดเยี่ยมมาก แสดงกลให้ข้าดูอีกซิ”

เขาดูไม่ต่างจากที่นางเคยพบเมื่อครั้งแรก ย้อนกลับไปในตอนนั้นที่บ้านของนางในป่าคาลิโก้(Caligo) เวลาที่ล่วงผ่านมากว่าพันปีมิได้สร้างริ้วรอยใดๆบนตัวเขามากไปกว่าที่มีบนตัวนาง ชายผู้นี้ยังดูมีชีวิตชีวาเหมือนในอดีตที่นางจำได้ไม่ผิด พร้อมเสื้อคลุมสีดำและทอง ผมสีขาวโพลนและดวงตาเป็นทองคำประกาย เขาเอื้อมมือแข็งกร้านมาจับไหล่ของเธอ

 

Art by Adame Minguez

 

“เจ้าต้องการความช่วยเหลือ” เขากล่าว

ลิเลียน่าสะบัดไหล่ออกจากอุ้งมือของเขาพร้อมกับก้าวถอยออกให้ห่าง ไม่มีการพบกันครั้งไหนกับบุรุษอีกาผู้นี้ที่จะจบลงอย่างสวยงามสำหรับตัวเธอ—หรือสำหรับคนที่เธอรัก…

“แล้วเจ้าก็มาเพื่อที่จะช่วยรึยังไง?” นางตอบ

“ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เจ้าจะยอมไหมล่ะ?”

“แน่อยู่แล้วว่าไม่”

“ข้าว่าเจ้ายอมรับความช่วยเหลือจากใครไม่เป็นเสียด้วยซ้ำ” เขาพูดต่อพลางขยับเข้ามาใกล้

“ข้าไม่ต้องการความช่วยเหลือจากเจ้า” ลิเลียน่าตอกกลับ นางประทับฝ่ามือลงกลางอกของเขาแล้วผลักจนถอยไปสองก้าว “ทุกๆอย่างอยู่ในความควบคุมของข้า”

“อ้อ งั้นเหรอ” เขาทำท่าขบขัน ความรู้สึกอยากจะใช้พลังเวทย์เป่าหน้าเจ้าเล่ห์ของมันแล่นเข้ามาในความคิดหล่อน “แล้วเจ้าวางแผนจะทำยังไงต่อล่ะ?”

“ลบแกให้หายไปจากโลก แล้วเปลี่ยนทั้งตัวแกและนกน้อยทั้งฝูงของแกให้มาเป็นสมุนซอมบี้ทาสรับใช้ข้า”

บุรุษอีกาหัวเราะเบาๆ

“บอกสาเหตุที่ข้าไม่ควรทำเช่นนั้นมาสิ” หล่อนพูด

“เจ้าพูดเหมือนมันจะง่ายเสียเหลือเกิน” เขายักไหล่ “ไม่แน่ เจ้าก็ลองดูซิ”

“มันก็ต้องง่ายดายอยู่แล้ว” หล่อนตอบทันควัน แต่มันจะไปสนุกอะไรล่ะ ทุกๆอย่างมันจะง่ายด้วยพลังของผ้าคลุมห่วงโซ่ แม้กระทั่งตอนนี้ นางสัมผัสได้ถึงพลังที่เริ่มจะแผ่พุ่งขึ้นในกายเธอราวกับว่ามันร้อนรนอยากจะถูกใช้งาน และพร้อมๆกันนั้นเสียงภูติผีแห่งโอนัคเกะเริ่มกลับมาดังขึ้นในจิตของเธออีกครั้ง ลิเลียน่าหันหลังให้เขาพลางขยับศรีษะพยายามที่จะปัดเสียงเหล่านั้นออกไป

ทันใดนั้น หล่อนรู้สึกได้ถึงลมหายใจของเขา แผ่วเบาที่ข้างใบหู “หันหลังให้กับศัตรูแล้วหรือนี่ หืม? ลิเลียน่า เวส” อะไรบางอย่างทิ่มที่แผ่นหลังผ่านชุดคลุมของนาง—มันถือมีดไว้ในมือ

“ข้าไม่กลัวเจ้าหรอก” นางตอบ และในพริบตาวงแหวนพลังสีดำมืดก็ระเบิดขึ้นรอบตัว ทำให้บุรุษอีกาต้องผงะถอยหลังไป

“เจ้ากลัวสิ” เขาพูดต่อ

ลิเลียน่าหันกลับมาเผชิญหน้าเขาอีกครั้ง “เจ้าเป็นใครกันแน่?” หล่อนร้องถาม “เจ้าเป็นเพลนส์วอล์คเกอร์—ข้าเคยเจอเจ้าที่โดมินาเรีย ที่ชานดาลาร์ และตอนนี้เจ้าก็มาอยู่ที่นี่ เจ้าเป็นนักเปลี่ยนร่างร่าง(Shapeshifter) ก็เห็นๆกันอยู่แล้วนี่นะ แถมเจ้ายังเคยพูดกับข้าผ่านปากของศพตอนอยู่ในชานดาลาร์ได้อีก เจ้าเป็นใคร—เป็นอะไรกันแน่?”

ริมฝีปากของเขาโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ดูโหดเหี้ยมมากกว่าจะเป็นความขบขัน แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา…

 

Art by Chris Rahn

 

“เจ้าพูดถึงผ้าคลุมห่วงโซ่ราวกับว่าเรื่องทั้งหมดเป็นแผนการของเจ้า—เจ้าบ่มเพาะรากฐานของความชั่วร้าย หน้าฉากอันหลอกลวง พาหนะแห่งการทำลายล้าง..” พร้อมๆกับที่นางท่องคำเหล่านั้นเสียงระทมของวิญญาณหลอนแห่งโอนัคเกะก็สะท้อนขึ้นมาในหัวอีก แค่ครานี้เป็นเสียงกระซิบกระซาบแหบแห้งที่ดังก้องราวกับอยู่ด้านในของหลุมฝังศพ “แต่โคโตเฟดเป็นคนสั่งให้ข้าไปเอาผ้าคลุมกลับมา”

“ซึ่งเจ้าก็ไม่ได้นำคืนให้มัน”

“ข้าไม่ได้เป็นเบ๊คอยวิ่งงานให้ใคร หรือว่าเจ้าเป็นคนเสี้ยมให้ไอ้ปีศาจนั่นส่งข้าไปเอาผ้าคลุมคืนมา? ถ้าเป็นอย่างนั้นละก็ คนที่ทำให้มันพบจุดจบก็คือเจ้าเองนั่นละ”

“เจ้าน่ะเป็นพาหนะสำหรับการทำลายล้างที่ยิ่งใหญ่มากกว่านั้นอีก..”

คำพูดของบุรุษอีกาทำให้นางเย็นสันหลังวาบ แต่นางก็ข่มความรู้สึกเอาไว้พลางเดินไปหาตัวเขาพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

“ก็แน่อยู่แล้ว” ลิเลียน่าเอ่ย “ข้านำพาการทำลายล้างสู่ทุกแห่งหนที่ข้าไป ซึ่งก็ทำให้เราวกกลับมายังคำถามเดิมเมื่อตะกี้—ทำไมข้าถึงจะไม่ควรทำลายล้างเจ้าสิ้นซะในตอนนี้?”

“แล้วการทำลายล้างของตัวเจ้าเองล่ะ?”

หล่อนถลึงตาใส่ “เจ้าหมายความว่ายังไง?” ท่ามกลางชั่วเวลาอันมืดมนของนาง ลิเลียน่าก็เริ่มหวั่นอยู่เป็นที ว่าผ้าคลุมห่วงโซ่นี้จะเป็นต้นตอแห่งความหายนะของตัวหล่อนเอง กลัวว่าหลังจากที่ดิ้นรนต่อสู้มายาวนานเพื่อหลบเลี่ยงความตาย กลับกลายเป็นว่าสิ่งที่เธอนำมาใช้จะกลายมาเป็นวาระสุดท้ายของตัวเอง แต่หล่อนไม่มีวันที่จะยอมรับในความกลัวนี้ให้บุรุษอีกาได้รับรู้—หรือแสดงออกถึงท่าทางที่บ่งบอกว่านางกลัว

“มองไปรอบๆตัวเจ้าสิ ลิลี่” เจ้าอีกาตอบ

“อย่ามาเรียกข้าแบบนั้น”

เขาแสร้งทำเป็นไม่สนใจ “ความตายมันกำลังจ้องมาที่เจ้าจากทั่วทุกทิศทาง”

หล่อนเหลือบตามองไปรอบๆ อย่างไม่ได้ตั้งใจ กาดำรายล้อมอยู่เต็มไปหมดพร้อมกับดวงตาใสดำกลมโตของพวกมันที่จ้องเขม็งมาที่เธอ

 

Raven Familiar | Art by John Avon

 

“ยังมีปีศาจอีก2ตนที่ถือครองพันธะสัญญาของคำจารึกพวกนั้นบนผิวหนังเจ้า แล้วเจ้า2ตัวนี้มันแข็งแกร่งกว่าตัวแรกๆที่เจ้าสังหารไป ผ้าคลุมหน้าที่เจ้าใช้พลังของมันราวกับไม่เกรงกลัวภยันตรายใดๆก็กำลังดูดกลืนพลังชีวิตของเจ้าทุกๆครั้งที่ใช้ แล้วถ้าเจ้าไม่ใช้มันล่ะ? ปีศาจพวกนั้นได้ควักหัวใจเจ้าออกมาดูเล่นเป็นแน่”

“ข้าไม่ได้มีหัวใจมานานมากแล้ว” ภาพความทรงจำของเจซแว่บเข้ามาในหัวอย่างที่เธอไม่ต้องการ

“ไม่ใช่แค่นั้นนะ จอมเวทย์แห่งพงไพรที่เจ้าได้สาปมันไปก็กำลังควานหาตัวเจ้า แล้วก็ฆ่าเพลนส์วอล์คเกอร์ไปทีละคนๆพร้อมกับตามหาร่องรอยของเจ้า แม้แต่ไอ้หนุ่มเจซสุดที่รักของเจ้าเองยังออกปากชวนเจ้าไปหาที่ตายเลย”

หล่อนอ้าปากหมายจะโต้กลับ—แต่ก็หุบปากลงตามเดิมพลางขมวดคิ้ว “อ้อ เดี๋ยวนี้เราต้องเพิ่มการเป็นนักอ่านใจเข้าไปในลิสต์ความสามารถของเจ้าด้วยสินะ?” ลิเลียน่ายิ้มเยาะ “ออกไปจากหัวของข้าซะเจ้ามนุษย์กา ในนี้ไม่มีทีให้สำหรับอีกคนหรอกนะ”

เขายังเพิกเฉยต่อสิ่งที่นางพูด “จากทั่วทุกทิศทาง” บุรุษอีกาพูดย้ำ

“แล้วยังไงล่ะ? ข้าเคยชินกับการมีความตายรายล้อมตัวอยู่แล้ว”

“เจ้าน่ะเคยชินกับการเข่นฆ่า” เขาย้อนคำ “เจ้าเคยชินกับซากศพที่ถูกผูกมัดด้วยพลังเวทย์ เจ้าเคยชินกับการใช้ความตายเป็นอาวุธ แต่บัดนี้ความตายกำลังคืบคลานมาหาเจ้า ลิลี่ ความตายที่เจ้าไม่อาจควบคุมมันได้ มันกำลังก่อร่างขึ้นภายในตัวเจ้าและไม่มีทางที่เจ้าจะทำอะไรเพื่อยับยั้งมันได้”

“ทางน่ะ—” ลิเลียน่ายกมือขึ้น และพริบตานั้นแสงสว่างสีม่วงก็แผ่พุ่งออกมาจากตัวเธอ—จากฝ่ามือ จากดวงตา จากอักขระจารึก ตัวอักษรที่ขดเป็นวงไปมาบนผิว และจากรูปปัดทรงหัวกะโหลกที่ประดับอยู่บนผ้าคลุมห่วงโซ่—ทั้งหมดเข้ารวบรัดกลืนกินบุรุษอีกาด้วยพลังเวทย์มนต์สีม่วงเข้มนั้น

“—มันมีอยู่ตลอดเวลา” หล่อนพูดจนจบ

 

Art by Adame Minguez

 

ซากอีกาและขนนกปลิวว่อนร่วงหล่นลงบนพื้นหินตรงจุดที่บุรุษอีกาเคยยืนอยู่ เสียงกระพือปีกดังอยู่กลางอากาศด้านหลังเธอ ลิเลียน่าหมุนตัวกลับมาทันเห็นร่างของมันโผล่ร่างออกมาจากกลุ่มหมอกควันและฝูงกาที่รวมกลุ่มอยู่ตรงนั้นพร้อมกับถือมีดตรงเข้าหาเธอ ลิเลียน่าคว้าข้อมือของมันทันควันแล้วพลังชีวิตที่ไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือดของเขาออก มีดคมร่วงหล่นลงพื้นในขณะที่ร่างของบุรุษอีกาสลายออกไปกลายเป็นกาดำส่งเสียงระงมนับสิบๆตัว ปีกของพวกมันกระพือตีเข้าใส่ใบหน้าและแขนของนาง ในมือของเธอตอนนี้เหลือเพียงนกที่ตายคาที่อยู่ตัวหนึ่งเท่านั้น

“เอาสิ” หล่อนพูดขึ้น “ข้าสร้างฝูงของข้าเอาเองก็ได้”

นกในมือของเธอค่อยๆขยับและดิ้นตัวจนเป็นอิสระ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นซอมบี้ตัวจ้อยที่ถูกผูกวิญญาณเข้ากับเธอ บริเวณรอบๆสนาม ซอมบี้อีกาค่อยๆลุกขึ้นจากพื้นหิน กระโดดไปมาและโบยบินเข้าหาตัวเธอ ทันทีที่กลุ่มควันและฝูงนกกามีชีวิตโผล่ขึ้นกลางอากาศ เหล่าทาสซอมบี้ตัวน้อยของเธอก็ถลาเข้าใส่ฉีกทึ้งร่างของอีกาทั้งหลายด้วยเล็บคม และจะงอยปากแหลม ลิเลียน่าเอะใจว่านางสังเกตเห็นเจ้าบุรุษอีกาอยู่ท่ามกลางฝูงนกที่รุมตีกันอย่างบ้าคลั่ง แต่แล้วก็ยกมือขึ้นพร้อมกับหายตัวไป… มีเพียงอีกาไม่กี่ตัวเท่านั้นที่เอาชีวิตรอดได้ และบินหนีขึ้นไปกระพือปีกอยู่เหนือตึก แล้วก็ร่อนหายลับไปกับสายลม

ลิเลียน่ารู้สึกได้ถึงของเหลวที่ไหลผ่านหัวไหล่ของเธอ เมื่อก้มลงมองไปตามผิวหนัง หล่อนเห็นหยดเลือดซึมออกมาจากทั่วทุกที่ที่อักขระจารึกเส้นสีม่วงอันเกิดจากพันธะสัญญาปีศาจของเธอค่อยๆจางลงเหลือไว้เพียงรอยจ้ำเล็กๆเหมือนถูกเข็มแดงเข้มแทง—นี่ขนาดหล่อนยังไม่ได้ใช้พลังของผ้าคลุมห่วงโซ่อย่างเต็มที่เลยนะ

ลิเลียน่านั่งลงบนขอบของบ่อน้ำพุเพื่อพักหายใจและใช้ความคิด มันก็จริงอยู่—เธอกำลังติดกับ หากว่าเธอยังใช้พลังของผ้าคลุมไปเรื่อยๆแบบนี้ กว่าจะฆ่าปีศาจอีก2ตนนั่นมันก็คงจะสูบวิญญาณของเธอไปจนหมด หากว่าเธอไปเผชิญหน้ากับพวกปีศาจโดยไม่ใช้พลังของผ้าคลุมห่วงโซ่ มันก็จะฉีกร่างเธอเป็นชิ้นๆ การที่หล่อนจะไปช่วยเจซต่อสู้กับสัตว์ยักษ์ในเซนดิก้าก็เหมือนกัน: ถ้าใช้ผ้าคลุมก็ตาย ถ้าไม่ใช้ก็ตาย…

“ข้าไม่ต้องการความช่วยเหลือ” หล่อนพูดเสียงดังออกมา ปล่อยให้เจซไปช่วยไขปริศนาของกิเดี้ยนเถอะ ข้าจะไขปริศนาของข้าเอง

หล่อนลุกขึ้นยืน หลับตาลงแล้วสูดหายใจลึกเข้าเต็มปอด กระเพาะของเธอปั่นป่วนเล็กน้อยในขณะที่เธอใช้พลังเวทย์เปิดประตูเชื่อมระหว่างภพ

เมื่อลิเลียน่าย่างเท้าเข้าไปในประตูระหว่างมิติ หล่อนพลันได้ยินเสียงร้องเย้ยหยันแว่วมาจากอีกาตัวหนึ่ง…

 

Carrion Crow | Art by Aaron Miller

 

ตอนต่อไป: ชานดร้า นาลาร์ – บรรณาการแด่เปลวเพลิง

 


 

ที่มา: http://magic.wizards.com/en/articles/archive/magic-story/unkindness-ravens-2015-07-29

แปล/เรียบเรียง: Parn Prasjaksattru

 

Facebook Comments
กลับขึ้นไป