For Zendikar – เพื่อเซนดิก้า

เรื่องราวก่อนหน้า: ชานดร้า นาลาร์ – บรรณาการแด่เปลวเพลิง

 

              เวลาได้ล่วงเลยมาหลายปีนับตั้งแต่ครั้งแรกที่ภพแห่งเซนดิก้าพยายามติดต่อสื่อสารกับนิสสา รีเวน โดยส่งมโนภาพ วอนขอให้นางช่วยขจัดปีศาจร้ายที่ถูกจองจำไว้ภายในหุบเขา ถึงแม้ว่าในตอนนั้นนิสสาจะต่อกรกับอสุรกายยักษ์เอลดราซี่อย่างห้าวหาญ แต่หล่อนก็ไม่สามารถที่จะทำลายมัน…หรือเหล่าพี่น้องของมันได้ หลังจากการเผชิญหน้าครั้งแรกนั้น นิสสาก็ได้อุทิศทั้งชีวิตตนเองเพื่อต่อสู้กับฝูงสัตว์ประหลาดเอลดราซี่ซึ่งกำลังแพร่พันธุ์เข้าทำลายภพนี้ของเธอ และถึงแม้ว่าเธอจะก้าวพลาด หรือล้มเหลวไปบ้างก็ตาม แต่ภพแห่งเซนดิก้านี้ก็ยังดูเหมือนจะมีความหวังในตัวเธอ วิญญาณแห่งผืนดินส่งภูติรับใช้มาช่วยเหลือเมื่อเธอเรียกหา พลังมานาจากพิภพแปรเปลี่ยนเป็นภูติธาตุลักษณะคล้ายต้นไม้ที่คอยติดตามและช่วยในการต่อสู้ ดังนั้นนิสสาจึงยังคงยึดมั่นและสู้ต่อไป ด้วยความหวังที่ว่าเซนดิก้านั้นคิดถูกที่ได้เลือกเธอ

 

Nissa, Sage Animist | Art by Wesley Burt

 


 

นิสสายืนอยู่เคียงข้างวิญญาณธาตุแห่งเซนดิก้าร่างสูงใหญ่บนขอบผาสูงชันเหนือป่าวาสท์วูด (Vastwood Forest) จากจุดที่พวกเขายืนเด่นอยู่ มันเกือบเป็นไปได้—หากหล่อนผ่อนคลายสมาธิแล้วหรี่ตาลงสักนิด—ที่จะดื่มด่ำเสพย์ความเขียวชุ่มชื้นและน้ำตาลของต้นไม้อันเป็นสีสันธรรมชาติของผืนป่าแห่งนี้เข้าเต็มโสต

 

Animist’s Awakening | Art by Chris Rahn

 

แต่หล่อนรู้ดีว่าส่วนที่เป็นสีขาวผุขุ่นนั้นยังมีอยู่ ดินผุพังแตกกระจายเหล่านี้ไหลเป็นเส้นสายผ่านแผ่นดินเสมือนร่องน้ำที่แห้งผาก นิสสาภาวนาในใจอยากให้มันเป็นเพียงแค่นั้นจริงๆ —ความแห้งแล้ง— ต่อให้เป็นภัยแล้วที่หนักหนาที่สุด ยังไงซะก็คงจะดีกว่าที่ภพแห่งเซนดิก้ากำลังเผชิญอยู่ขณะนี้เป็นแน่

รอยยับเน่าเปื่อยเป็นทางยาวสีขาวนั้นดุจดั่งความตายด้วยฝีมือเจ้าพวกเอลดราซี่เผ่าพันธุ์ของอูลามอก (Ulamog) ได้ทิ้งไว้เบื้องหลัง ตรงนั้นมันว่างเปล่า ปราศจากสิ่งใดๆ ปีศาจเอลดราซีเหล่านี้สูบพลังชีวิตจากสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่พวกมันเจอ เส้นทางที่มันผ่าน หญ้าสักต้นก็ไม่งอกกลับคืนมา แม้แต่พวกสัตว์ยังไม่กล้าเฉียดเข้าใกล้พื้นที่ผุเน่าเหล่านั้น ในช่วงแรกๆ ชาวเซนดิก้าเชื่อว่าผืนดินที่ตายไปจะค่อยๆ ฟื้นสภาพ—หากเราให้เวลามันมากพอ สิ่งมีชีวิต ความอุดมสมบูรณ์จะค่อยๆ คืนกลับมา แต่หลังจากผ่านไปหลายปี เขตรัศมีการกระจายตัวของความเน่าเปื่อยนี้กลับยิ่งแผ่ขยายออก ดูเหมือนว่าบาดแผลที่พวกเอลดราซี่ได้ทำไปแล้วมันจะคงอยู่ถาวร ชีวิตที่เซนดิก้าได้สูญเสียไปแล้วนั้นไม่มีวันที่จะฟื้นคืนกลับมาได้อีก

และมันก็มาถึงจุดที่ภพนี้ไม่มีอะไรจะมาสูญเสียอีกต่อไปแล้ว…

“พวกมันจะแย่งชิงเอาไปทั้งหมด” นิสสาพูดขึ้น “ข้าก็ไม่รู้ว่าพวกเราจะสามารยับยั้งพวกมันได้หรือไม่”

หล่อนเปรยกับตัวเอง จริงๆ แล้วเหมือนให้วิญญาณธาตุที่อยู่ข้างๆ ได้ฟัง หลายวันที่ผ่านมา นิสสาเริ่มติดนิสัยที่จะพูดกับมันอยู่เสมอ แม้ว่าเท่าที่หล่อนจะสัมผัสได้ มันก็คงไม่เข้าใจในสิ่งที่พูดหรอก

สิ่งเดียวที่พอจะคล้ายกับการสื่อสารจากเจ้าต้นไม้ยักษ์นี้คือท่วงท่าที่มันทำซ้ำๆ วันละ 2-3 ครั้ง โดยยื่นมือที่เป็นเหมือนกิ่งไม้ออกไปราวกับว่าจะจับหรือคว้าบางสิ่งในอากาศที่นิสสามองไม่เห็นและไม่เข้าใจ

หล่อนเองก็พยายามที่จะแปลความหมายนี้ให้ออก แต่ทุกๆ ครั้งที่ลองเดาก็ดูเหมือนจะเป็นคำตอบที่ผิดอยู่ตลอด จนแล้วจนรอดนิสสาก็ยังคุยกับมันมาเรื่อยๆ อยู่ดี ตั้งแต่ที่พวกเขาลาจากกับฮามาดี (Hamadi) และชาวเอล์ฟคนอื่นๆ ก็มีแต่เพียงนิสสาและภูติตนนี้เท่านั้นที่ออกเดินทางไปด้วยกันผ่านซากที่เหลืออยู่ของป่าวาสท์วูด ซึ่งตัวหล่อนเองก็สบายใจอยู่บ้างที่ได้ใช้น้ำเสียงของตนในการทำอย่างอื่นนอกเหนือจากการส่งเสียงตะโกนสู้ศึก

“เจ้าทำได้ดีเลยเมื่อตะกี้” นิสสาผงกศีรษะไปทางด้านหลังของหัวไหล่ แสดงให้เห็นถึงส่วนหนึ่งของป่าที่พวกเขาพึ่งกวาดล้างไป ซากศพของเอลดราซี่ 2 ตัวนอนแผ่บนพื้นด้านหลังโดยที่วิญญาณธาตุข้างๆ นิสสานี่แหล่ะเป็นผู้กระชากหนวดปลาหมึก 4 เส้นขาดสะบั้นออกมาจากไอ้ตัวใหญ่นั่น

 

Ulamog’s Crusher | Art by Todd Lockwood

 

นิสสาอยากแสดงความซาบซึ้งใจที่มีมันคอยช่วย แต่หล่อนเองก็ยังเรียนรู้เพื่อที่จะเข้าใจในตัวมันอยู่ ครั้งแรกที่หล่อนอัญเชิญวิญญาณธาตุยักษ์ใหญ่ตนนี้ออกมา หล่อนก็ตกใจไม่แพ้พวกคนรอบๆ ตัว ทั้งพลัง ทั้งขนาด และความแข็งแกร่งของมันช่างมหาศาลนัก แน่นอนว่านิสสาเคยเสก เคยอัญเชิญวิญญาณธาตุจากผืนพิภพมาร่วมต่อสู้เคียงข้าง เคยถ่ายทอดพลังจากแผ่นดินผ่านตัวพวกมันมานับครั้งไม่ถ้วน แต่นี่มันต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

วิญญาณธาตุตนนี้ไม่เหมือนตัวอื่นๆ ไม่ใช่แค่ต่างเพราะขนาดมโหฬารของมันขนาดที่สามารถยกเจ้าเอลดราซี่ขนาดกลางได้ด้วยแขนกิ่งไม้ของมันในข้างเดียว—ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นแบบสุดๆเลยล่ะ— แต่ต่างออกไปเพราะวิญญาณธาตุตนนี้ไม่ยอมกลับคืนสู่ผิวดินหลังจากต่อสู้เสร็จนี่สิ

มันยังติดสอยห้อยตามนิสสา คอยเฝ้าดูหล่อน และถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่เข้าใจสิ่งที่หล่อนพูด แต่อย่างน้อยมันก็เหมือนจะฟังหล่อนอยู่

มันดูมีความรู้สึกมีอุปนิสัย หรือบางทีอาจจะมากกว่านั้นเสียอีก

และนั่นคือสาเหตุว่าทำไมหล่อนจึงรู้สึกแปลกๆ ที่มันไม่มีชื่อ

“ข้าอยากรู้ว่าต้องเรียกเจ้าว่าอะไร” นิสสาเอ่ยขึ้นพลางมองผ่านกิ่งก้านของภูติธาตุไปยังท้องฟ้าที่ฉายแสงรุ่งอรุณ “สำหรับเวลาแบบนี้ที่เราคุยกัน เจ้ามีชื่อมั้ย?”

วิญญาณธาตุไม้นิ่งเฉย มิได้แสดงท่าทางขัดข้องหรือรับรู้

“ถ้าอย่างงั้น อชาย่า ดีไหม?” นิสสาพูดต่อ “อชาย่า พิภพที่ตื่นขึ้น” หล่อนได้ความคิดของชื่อนี้จากฮามาดี เมื่อครั้งแรกที่นิสสาอันเชิญวิญญาณธาตุจากแผ่นดิน ฮามาดีเรียกนิสสาด้วยชื่อ “ชาย่า” ที่แปลว่า “ผู้ปลุกผืนพิภพ” ถ้าหากว่าหล่อนคือผู้ปลุกผืนพิภพล่ะก็ มันคงเหมาะเจาะทีเดียวว่าวิญญาณธาตุที่หล่อนเรียกมาตนนี้คือผืนพิภพที่ตื่นขึ้นมา

 

Gaea’s Revenge | Art by Kekai Kotaki

 

กิ่งไม้ตามตัวมันบิดไปมาและยืดออก นิสสานึกอยู่ในใจว่ามันคงกำลังคิดถึงชื่อใหม่นี้อยู่ ลองให้คุ้นเคย เมื่อรากของมันยืดสุดและยึดลงผืนดิน มันดูมีท่าทางที่พอใจ

“โอเค  ถ้าอย่างนั้น อชาย่า ก็แล้วกัน” นิสสาว่า ชื่อนี้เข้าท่าดีแล้วหล่อนก็รู้สึกถูกชะตาเสียด้วย เมื่อแสงแรกของดวงตะวันสาดออกมาจากปลายขอบฟ้า หล่อนถอนหายใจเบาๆ “นี่อชาย่า เราจะทำยังไงกันต่อไปดี?”

คำถามที่นิสสาถามตัวเองอยู่บ่อยครั้งในช่วงเวลานี้

เอลฟ์ 1 คนอย่างเธอจะทำยังไงกับพลังนี้ดี?

เอลฟ์ 1 คนในภพอันกว้างใหญ่… ในมหาพหุภพที่ใหญ่กว่าอีกหลายเท่า

เอลฟ์แค่ 1 คนจะต้องทำอย่างไรดี?

แล้วนี่ไม่ใช่สิ่งที่ฮามาดีพยายามจะบอกเธอมาตลอดรึยังไง? หล่อนต้องกอบกู้ภพนี้ หล่อนต้องใช้พลัง ใช้ภูติธาตุอชาย่า และทำลายพวกเอลดราซี่ให้หมดไป เซนดิก้าได้เลือกเธอมาแล้ว

แต่ฮามาดีก็ยังไม่รู้เรื่องราวทั้งหมด อันที่จริงเซนดิก้าเคยเลือกนิสสามาก่อนแล้วครั้งหนึ่งเมื่อครั้งที่เธอยังเยาว์วัย  ภพแห่งเซนดิก้าได้ส่งนิมิตมาที่เธอพร้อมอ้อนวอนร้องขอความช่วยเหลือ

และนิสสาก็พยายามสุดกำลังเพื่อเข้าช่วย

แต่เธอก็ทำไม่สำเร็จ

 

Nissa’s Revelation | Art by Izzy

 

เธอล้มเหลวไปแล้ว

แล้วเหตุใดโลกนี้จึงยังเลือกเธออีก?

“ข้าขอถามจริงๆ เถอะ” นิสสามองไปยังส่วนหน้าของอชาย่าที่มีลักษณะเหมือนแผ่นไม้ใหญ่ ดูๆ ไปแล้วดวงตาของมันคงอยู่ตรงตำแหน่งนั้น ถ้าหากว่ามันมีดวงตาล่ะก็นะ “เซนดิก้าต้องการให้ข้าทำอะไร? เจ้าคาดหวังว่าข้าต้องทำเช่นไร?”

วิญญาณธาตุไม่มีท่าทีว่าได้ยินหรือรับรู้ใดๆ

“เจ้าก็เป็นส่วนหนึ่งของเซนดิก้า ไม่ใช่รึไง? ” นิสสาอยากเขย่ากิ่งก้านของมัน เขย่าให้คำตอบออกมาจากร่างไม้สูงใหญ่นี้ “ทำไมเจ้าถึงมาอยู่นี่—อยู่กับข้า? ภพนี้มีผู้คนมากมาย…ทั้งพวกเอลฟ์ ชาวคอร์ มนุษย์เงือก—เจ้าจะเลือกก้อบลินยังได้เลย ทำไมถึงมาเลือกข้าล่ะ?” นิสสาพูดพลางส่ายหัว “ข้าทำไมสำเร็จ ครั้งสุดท้ายที่เจ้าเลือกข้า ข้าล้มเหลว อะไรทำให้เจ้าคิดว่าครั้งนี้มันจะไม่เหมือนครั้งก่อน? อะไรทำให้เจ้าคิดว่าข้าอาจจะทำได้ดีขึ้น แข็งแกร่งขึ้น กล้าหาญขึ้นงั้นเหรอ? ตัวข้ามีแค่นี้จริงๆ เท่าที่เห็นตรงนี้แหล่ะ” นิสสายื่นมือทั้ง 2 ออกเผยให้เห็นตัวตนทั้งหมดของหล่อนให้ภูติธาตุได้เห็น “แค่นี้เท่านั้น ข้าเป็นได้แค่นี้”

อชาย่า พิภพที่ตื่นขึ้น ขยับตัวเล็กน้อย มันยกมือขึ้นมาพร้อมกางออกให้ฝ่ามือหันหน้าไปทางนิสสา

มันกำลังทำท่าเดิม ท่าที่ทำอยู่เป็นประจำมาแล้วหลายครั้ง นิสสาถอนหายใจ “อะไรอีกล่ะ? นี่มันแปลว่าอะไร?”

เจ้าต้นไม้ยักษ์กำมือเข้าด้วยกันอย่างช้าๆ ด้วยนิ้วที่เป็นเหมือนกิ่งไม้เหล่านั้น

นิสสาถลึงตาใส่ “ข้าไม่เข้าใจ ข้าไม่รู้ว่าเจ้าพยายามจะบอกอะไร”

อชาย่าดึงกำปั้นเข้ามาที่อก แล้วยืดแขนออกไปอีกครั้งพร้อมกับค่อยๆ คลายนิ้วออกทีละนิ้ว จนเปิดฝ่ามืออ้าไว้หันขึ้นด้านบน

นิสสารู้ว่าท่านี้มาถึงตอนจบแล้ว หล่อนเคยเห็นมาก่อนหลายต่อหลายครั้ง

หล่อนเคยพยายามทาบมือตนไปบานฝ่ามือของมัน เคยยืดแขนออกแล้วหันฝ่ามือขึ้น หล่อนเคยเดาว่ามันหมายถึงต้องมองไปด้านบน ต้องเปิดใจ ต้องเอื้อมมือหาเซนดิก้า ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างหล่อนได้ทำมาหมดแต่ก็ไม่ได้ผล

อชาย่าทำท่าเดิมซ้ำอีกครั้ง

“เจ้านี่ก็ดื้อดึงเหมือนข้าเลยนะ” นิสสาเอ่ย

อชาย่ายังทำอีกเป็นครั้งที่ 3 และ ครั้งที่ 4

“พอได้แล้ว” นิสสาหยุดวิญญาณธาตุไว้กลางครันโดยรั้งนิ้วโป้งใหญ่ของมันไว้ด้วยมือทั้งสอง เมื่อร่างสัมผัสแรงเหนี่ยวตึงจากไหล่ทั้งสองข้างค่อยๆ ผ่อนคลายออก หล่อนสูดหายใจนำกลิ่นของอชาย่าเข้าไปจนเต็มปอด กลิ่นของผืนป่า—ฝุ่น น้ำหล่อเลี้ยง เนื้อไม้ และใบไม้  มันเป็นกลิ่นที่น่าทึ่ง…ทรงพลัง “ข้าขอโทษ ข้าหวังว่าข้าจะสามารถเข้าใจเจ้าได้” หัวใจของหล่อนเจ็บแปลบจากความปรารถนาอันซื่อบริสุทธ์ของตนเอง

อชาย่าขยับมืออีกข้างมาไว้ด้านบนนิสสา พลางกุมศีรษะของชาวเอลฟ์ไว้ระหว่างสองนิ้วที่ทำจากกิ่งไม้ใหญ่ยักษ์ของมัน ท่าทางแบบนี้หล่อนพึ่งจะเคยสัมผัสเป็นครั้งแรก นี่เป็นสิ่งที่มันไม่เคยทำมาก่อน

ใจนิสสาเต้นรัวและนิ้วของนางเริ่มสั่น พลางคิดถึงอะไรก็ตามที่กำลังจะเกิดขึ้น

ชั้นบรรยากาศระหว่างทั้งคู่เริ่มหนาแน่นขึ้นและนิสสาก็รู้สึกได้ถึงพลังบางอย่างที่เปล่งออกมาจากตัวของอชาย่า—ทันใดนั้นเสียงตะโกนอย่างสุดชีวิตก็ดังสวนขึ้นมาจากหุบเขาเบื้องล่างไกลออกไป

ทั้งนิสสาและอชาย่าหันขวับ ทั้งสองหันไปยังทิศทางของเสียงพลางชะโงกมองจากริมขอบหน้าผา

เสียงร้องดังขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง แต่รอบนี้เหมือโดนบีบรัดแหบแห้ง

“ตรงนั้น!” นิสสาชี้ ไม่ไกลออกไป ผิวมันขลับแน่นตึงสีม่วงสดอย่างผิดธรรมชาติของพวกเอลดราซี่สะท้อนวาวกับแสงอาทิตย์ยามเช้า

เท่าที่นิสสาสังเกตเห็น ดูเหมือว่าเจ้าเอลดราซี่นี้พึ่งจะบุกทำลายที่ตั้งแค้มป์เล็กๆ ด้านล่าง มีควันกองไฟอยู่แน่ๆอย่างน้อย 2 จุด แล้วก็เต็นท์ 10 กว่าหลังกระจายอยู่ระหว่างต้นไม้

ร่าง 3 ร่างกำลังล้อมปีศาจเอลดราซี่อยู่; เงาร่างหนึ่งคือชาวคอร์ และอีกสองน่าจะเป็นเผ่าเอลฟ์ เจ้าเอลดราซี่ร้ายท่าทางกำลังจับร่างที่ 4 ไว้—น่าจะเป็นมนุษย์—ใต้ศอกแหลมของมัน เสียงร้องของมนุษย์คนนั้นดังลั่นขึ้นมาอีก

 

Regress | Art by Izzy

 

ในขณะที่นิสสาและอชาย่ากำลังมองดูเหตุการณ์เบื้องล่าง ต้นไม้ใกล้ๆจุดตั้งแค้มป์นั้นก็เริ่มสั่นไหว ตามมาด้วยเสียงหักกร๊อปดังก้อง ต้นไม้ 3 ต้นหักครึ่งและล้มดิ่งลงพื้นพร้อมๆ กับร่างของอสูรยักษ์เอลดราซี่ 2 ตน—ตัวหนึ่งหนวดยั้วเยี้ย อีกตัวมีแขนงอกมากมาย—ถลันเข้ามาในที่นั้น รอยขาวเน่าผุเปื่อยของพวกมันกลืนกินตอไม้ที่เหลือ

ต้นไม้อีก 3 ต้นที่หายไปจากเซนดิก้าตลอดกาล

เอลดราซี่หนวดปรี่เข้าหาชาวคอร์ที่กำลังมัวแต่ต่อกรกับเจ้าสัตว์ประหลาดสีม่วงตัวแรก

“ระวังข้างหลัง!” นิสสาส่งเสียงเรียก แต่สายลมพัดพาเสียงของนางไกลออกไปจากหุบเขา

หนวดเส้นใหญ่ที่สุดของมันปาดเข้าที่ด้านหลังหัวเข่าของชาวคอร์คนนั้น หล่อนล้มตัวลงและกลิ้งลับสายตานิสสาออกไป “ไม่นะ!”

อชาย่าปล่อยมือนิสสาแล้วนางก็รี่ตรงไปยังด้านหลังของขอบผา “ตามมาทางนี้” หล่อนกระตุกที่ตัวของภูติธาตุไม้ ส่งสัญญาณให้มันตามมา

พุ่มไม้ด้านนั้นหนาทึบและไม่มีทางให้ผ่านที่ชัดเจน แต่กระนั้นก็ตาม นิสสามีความชำนาญในการเคลื่อนที่ผ่านป่าทึบ ความกังวลที่มีต่อชาวคอร์นั้นผลักดันให้เธอไปได้ไวกว่าที่ควร เธอสะดุดล้มลงสองครั้งระหว่างทางลงและตำหนิตนเองทั้งสองครั้งที่ทำให้เสียวินาทีอันมีค่าไป

พอถึงพื้นราบด้านล่าง นิสสาปรับสภาพตนเองต่อแสงอาทิตย์แล้วมุ่งหน้าต่อไปผ่านป่าทึบพร้อมๆ กับอชาย่าที่ตามมาติดๆ กิ่งไม่ฟาดเข้าที่ใบหน้า เสี้ยนหนามทิ่มเข้าที่ข้อเท้าของเธอ แต่นิสสาระลึกไว้เสมอว่าทุกรอยแผลคือสัญลักษณ์ในความแข็งแกร่งของพงไพร ความแข็งแกร่งที่เธอจะดึงมาใช้ต่อสู้กับพวกเอลดราซี่

 

Forest | Art by Jonas De Roe

 

เมื่อนิสสาและอชาย่ามาถึงจุดตั้งแค้มป์ ทั้งเต็นท์ เสบียงอาหาร และซากศพก็ได้กระจัดกระจายไปทั่วแล้วพร้อมกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมปนเปกับเมือกเหนียวของเอลดราซี่—ไม่ก็แปรสภาพเป็นคราบเน่าเปื่อยขาวขุ่น ตรงกลางพื้นที่นั้น เจ้าเอลดราซี่ผิวม่วงกำลังกัดแทะกินร่างของเอลฟ์อยู่

นิสสาเบือนหน้าหนีชั่วขณะหนึ่ง นานพอทีจะฝืนกลืนน้ำย่อยที่หล่อจวนจะขย้อนออกมาจากกระเพราะกลับลงไปในลำคอ จากนั้น หล่อนก็หันหน้ากลับมาอีกครั้งพร้อมทั้งพุ่งตรงเข้าจู่โจมและดลให้อชาย่าเข้าร่วมต่อสู้ด้วยกัน

หล่อนรวบรวมพลังไปยังผืนดินบริเวณใต้อสุรกายสีม่วงนั่นแล้วดึงพื้นผิวหน้าให้สูงขึ้นจากระดับ—เศษหินดิน ทรายกิ่งไม้หักและพืชผลต่างๆตรงนั้น—ทั้งหมดถลาขึ้นสูงด้วยแรงมหาศาล เมื่อแผ่นดินที่ยืนอยู่ถูกยกขึ้นชันและลาดเอียง เจ้าเอลดราซี่เสียหลักและไถลลื่นลงมาตามเนินที่นิสสาสร้างขึ้น…ตรงเข้าหาวงแขนของอชาย่าที่รอไว้อยู่แล้ว

นิสสาประจุพลังของตนเสริมเข้าไปในกายของภูติไม้ในขณะที่มันบีบรัดคอของปีศาจเอลดราซี่ บดขยี้อะไรก็ตามข้างในที่คอยพยุงร่างมหึมานี้ซะแตกหักไม่มีเหลือจนร่างไร้วิญญาณของมันห้อยโตงเตงหมดสิ้นสภาพ นิสสาสั่งให้อชาย่าทิ้งร่างเจ้าปีศาจนั่นเสีย เศษซากชิ้นใหญ่ร่วงหล่นดังตุ้บลงมากองข้างๆ กับศพของเอลฟ์เมื่อสักครู่

เมื่อโค่นล้มตนหนึ่งไปได้  นิสสาหมุนรอบตัวสอดส่องสายตามองหาอีกสอง…แต่สายไปเสียแล้ว

หนวดหนาสีแดงเข้มโถมเข้ามารัดขาของอชาย่าไว้ เจ้าเอลดราซี่มีหนวดที่ตอนนี้เหลือแค่ 3 เส้น—ชาวเซนดิก้าในแค้มป์นี้คงหั่นอีก 3 เส้นที่เหลือไปก่อนแล้ว—พาร่างของมันรี่เข้าหาวิญญาณธาตุของหล่อน

 

Spawnsire of Ulamog | Art by Izzy

 

โทสะเข้าครอบครองในอกนิสสา “ไปไกลๆ อชาย่าเดี๋ยวนี้นะ!”

หล่อนเสกรากใหญ่จากต้นไม้ใกล้ๆให้พุ่งเข้าไปรัดหนวดที่อยู่ด้านหลังของเจ้าเอลดราซี่ ตอนนี้การต่อสู้เป็นเสมือนแข็งชักเย่อ: ในฝั่งหนึ่งนิสสาออกคำสั่งให้อชาย่าดึงไปทางนั้นอย่างสุดแรง และอีกฝั่งรากของต้นไม้ก็กระชากไปยังทิศตรงข้าม อีกไม่ช้า ร่างพองเต็มไปด้วนไขมัน และผิวเนื้อสีแดงของเอลดราซี่ตัวนี้ก็จะถูกดึงขาดผ่ากลาง

“ช่วยด้วย!” เสียงร้องดังแล่นเข้ามาขัดสมาธิของนิสสา

ต้นเสียงมาจากด้านบน ชาวเผ่าคอร์นั่นเอง—คนที่นิสสาเห็นจากขอบผา—หล่อนอยู่บนกิ่งก้านของต้นไม้สูง โดยมีเอลดราซี่ตัวที่ 3 กำลังจะคว้าร่างของหล่อนด้วยรยางค์ที่แตกเป็น 2 หน่อ นับรวมกันคร่าวๆ ได้ 16 มือ แถมแต่ละมือยังมีอีก 8  ท่อนนิ้ว

สาวชาวคอร์ฟันหน่อรยางค์ที่ใกล้ที่สุดด้วยตะขอ และหั่นนิ้วของมันออกไป 3 นิ้วจากมือข้อที่ 4 แต่หล่อนดูท่าทางเจ็บปวดไม่เบาแล้วก็ทรุดร่างลงยังกิ่งไม้ใกล้ๆ หล่อนกำลังบาดเจ็บอยู่ น่าจะมาจากกราโจมตีที่นิสสาเห็นเมื่อตะกี้ หล่อนกำลังต้องการความช่วยเหลือ

 

Kor Hookmaster | Art by Wayne Reynolds

 

นิสสาส่งพลังไปยังกิ่งก้านไม้และออกคำสั่งกับพวกมันในคราเดียวให้ม้วนตัวรอบๆ และปกป้องชาวคอร์ ทว่าเกราะกำบังนี้ทำได้เพียงปัดป้องการจู่โจมของเจ้าเอลดราซี่ได้เพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น แขน มือ และนิ้วยั้วเยี้ยของเจ้าตัวน่าขยะแขยงนี้จับทึ้งดึงหักกิ่งไม้อกจนหมดสิ้น แม้แต่กิ่งที่หนาที่สุดยังหักง่ายดายราวซี่ไม้แห้งๆ

นิสสาเหลียวกลับไปหาอชาย่าหมายขอความช่วยเหลือ แต่จังหวะที่หล่อนผละความสนใจออกจากตัวภูติต้นไม้นั้นกลายเป็นการเปิดโอกาสให้เจ้าเอลดราซี่หนวดโต้ตอบคืนได้ มันยื้อฉุดจนชนะแล้วใช้หนวดที่เหลือของมันรัดแน่นเข้าที่ขาของอชาย่า ปีศาจเอลดราซี่กำลังดึงวิญญาณธาตุอย่างช้าๆ เข้าหาปากที่พร้อมเขมือบกัด

“ช่วยข้าด้วย!” สาวคอร์ส่งเสียงร้องอีกครั้ง “ได้โปรด!”

หัวใจของนิสสาเต้นระรัว หล่อนมองไปทางอชาย่าแล้วกลับมาที่ชาวคอร์ ไม่มีทางเลยที่หล่อนจะไปทั้งสองจุดได้ในเวลาเดียวกัน สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ: หล่อนจำเป็นต้องใช้พลังของอชาย่าเพื่อที่จะช่วยชาวคอร์คนนั้น “อดทนไว้ก่อน!”

หล่อนผสานพลังทั้งหมดเข้าใส่อชาย่า เสริมพลังให้มันหมุนลากขาข้างที่ถูกจับแล้วเหยียบหนวดของเจ้าเอลดราซี่ลงไปอย่างเต็มสูบด้วยเท้าอีกข้าง—หนึ่งครั้ง สองครั้ง แล้วซ้ำอีกที

 

Stirring Wildwood | Art by Eric Deschamps

 

แรงกระแทกทำให้ก้อนเนื้อ เลือดเมือกของเจ้าเอลดราซี่ลอยกระจัดกระจายไปทั่ว จนบัดนี้มันเหลือหนวดอยู่เพียงเส้นเดียว อาการบาดเจ็บของมันเข้าขั้นสาหัสขนาดทำให้มันเสียการทรงตัว สัตว์ประหลาดเลื้อยกลับ ดิ้นพล่านคลานหลบหนีไปยังแนวพุ่มไม้พลางขบกัดฟันของมัน

นิสสามิได้หยุดนิ่ง หล่อนรั้งตัวของอชาย่าขึ้นมา—รวมทั้งหนวดปลาหมึกที่รัดติดมาด้วย—พร้อมที่จะประจันหน้ากับเจ้าตัวที่สาม เอลดราซี่หลากมือนั่น

แต่ว่ามันก็หายตัวไปเสียแล้ว

สาวชาวคอร์ก็เช่นกัน

นิสสาสอดสายตาค้นหาอย่างร้อนรนตามบริเวณต้นไม้ ปัดกิ่งไม้ใบไม้แถวๆนั้นออกเผื่อให้เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เจ้าปีศาจมันหายไปไหนแล้ว? มันพาตัวเธอไปไหน?

เสียงขยับเขยื้อนสั่นไหวของพุ่มไม้เป็นเหมือนสัญญาณเตือน นิสสาตามไปที่ต้นไม้ซึ่งเห็นร่องรอยของเอลดราซี่เด่นชัด มันเคลื่อนตัวนำหน้าอย่างคล่องแคล่วไปร่วมหลายร้อยหลาแล้วด้วยหน่อแขนขานับสิบของมัน; เจ้าเอลดราซี่พลิกตัวหงายกับพื้นแล้วใช้แขนทั้ง 7 ทำหน้าที่แทนขา โดยที่ข้อต่ออีก 8 ข้างที่เหลือบิดงอขึ้นทำมุมอย่างผิดธรรมชาติเพื่อจับตัวชาวคอร์ยกไว้เหนือช่องปากของมัน

ซากเน่าเปื่อยสีขาวขุ่นค่อยๆ ลามไล่ไปบนขาของนาง

“ไม่นะ!” นิสสาวิ่งเต็มฝีเท้าไปตามแนวร่องเปื่อยยุ่ยที่เจ้าเอลดราซี่ทิ้งไว้ระหว่างต้นไม้ แต่หล่อนไม่สามารถหยุดมันไว้ได้ อสุรกายเอลดราซี่สูบชีวิตของชาวคอร์ไปจนสิ้น เปลี่ยนร่างแน่นิ่งซีดเผือกของนางให้กลายเป็นเพียงฝุ่นผง

ควันฝุ่นปลิวเข้าไปในตาของนิสสาทั้งแสบและทำให้มองภาพตรงหน้าขุ่นมัว ล่อนต้องกะพริบตาช้าๆ ฝืนน้ำตาให้ไหลย้อนกลับไป หล่อนทำอะไรเพื่อชาวคอร์ผู้นั้นมากไปกว่านี้มิได้แล้ว

นิสสาปล่อยลมหายใจออกยาวเพื่อขจัดความทรงจำร้ายๆ นี้ออกไปจากทั้งปอดและสมอง หล่อนกลับไปตามทางมุ่งสู่ซากแค้มป์ กลับไปหาอชาย่า

ระหว่างทาง หล่อนเห็นร่องรอยผุสีขาวจากการเน่าเปื่อยอีก คงจะโดนทิ้งไว้โดยเจ้าเอลดราซี่กะเผลกที่เหลือหนวดเดียวนั่น นิสสารู้สึกสิ้นหวังขึ้นมาทันที หากตัวมันจากแค้มป์นี้ไปแล้ว นั่นหมายความว่าที่แห่งนี้ไม่เหลืองสิ่งมีชีวิตใดๆให้กลืนกินอีก ไม่แม้แต่อย่างเดียว

แล้วก็เป็นจริงดังคาด จุดตั้งแค้มป์ถูกปกคลุมด้วยรอยเน่าเปื่อยของพวกเอลดราซี่ นิสสานับคร่าวๆ ได้ 5 ศพด้วยกัน แต่ไม่อาจบอกได้ว่ายังมีอีกกี่ร่างที่อาจจะย่อยสลายกลายเป็นฝุ่นผงไปหมดสิ้นแล้ว

 

Contaminated Ground | Art by Christine Choi

 

อชาย่ายืนเด่นอยู่กลางที่โล่งนั้น สีสันอย่างเดียว—เขียวและน้ำตาล—ท่ามกลางสีขาวโพลนผิดธรรมชาติในบริเวณนั้น ภูติไม้ดูท่าเหมือนกำลังไว้ทุกข์อยู่ พวกเขาได้พ่ายแพ้ในการต่อสู้นี้ไปเสียแล้ว หลายชีวิตได้สูญสิ้นลง ผืนแผ่นดินก็สูญเสียไปมากมายเช่นเดียวกัน นิสสารู้สึกเสียใจจนสุดประมาณ แต่หล่อนก็เคยเตือนอชาย่าเอาไว้แล้ว หล่อนบอกไปตั้งแต่แรกแล้วว่าการที่เซนดิก้าเลือกตัวหล่อนมามันเป็นเรื่องผิดพลาด ตอนนี้อชาย่าคงรู้แล้วว่าหล่อนพูดถูกทั้งหมด

“นี่ไม่ใช่ความผิดของเจ้าหรอก” เสียงเล็กๆ แหบแห้งทำให้นิสสาสะดุ้ง ชั่วแวบหนึ่งหล่อนกลับคิดว่านี่คือน้ำเสียงของวิญญาณธาตุ แต่สุดท้ายหล่อนก็พบเจ้าของเสียงจนได้: แวมไพร์ตนหนึ่งกำลังเดินอย่างเหนื่อยอ่อนตรงมาหาหล่อนจากดงไม้ เขาพยุงร่างของมนุษย์ที่หมดสติไปแล้วไว้ด้วย “เจ้าทำสุดความสามารถแล้ว” เขาพูดพลางวางร่างของมนุษย์คนนั้นลงบนพื้นแห้งสีเทา ไม่ห่างไปจากนิสสาเท่าใดนัก

ภาพของแวมไพร์กำลังเอาใจใส่ดูแลสิ่งมีชีวิตอื่นนั้นค่อนข้างจะแปลกประหลาด นิสสาเลิกคิ้วพลางมองที่ตัว แวมไพร์ตนนั้นแล้วลงไปหาผู้หญิงที่นอนอยู่

“ไม่ต้องกังวลหรอก นางไม่ได้เจ็บปวดทรมาน” แวมไพร์หนุ่มพึมพำออกมา “ข้าเป็นคนจัดการเอง ในไม่ช้านางจะจากไปอย่างสงบ แล้วข้าจึงจะฝังร่างนางเอง” เขากวาดสายตามองซากศพเปื่อยขาวขุ่นร่างอื่นๆ “พร้อมๆ กับคนที่เหลือ” เขายืนขึ้นพลางก้าวเท้าเข้าหานิสสา

 

Malakir Cullblade | Art by Igor Kieryluk

 

หล่อนถอยหลังกลับ 1 ก้าวทันทีโดยสัญชาตญาณ

แวมไพร์หัวเราะเสียงทุ้ม สุขุม “ก็ถือว่าถูกแล้วที่เจ้าจะกลัว ถ้าหากว่ามองย้อนกลับไปยังอดีตที่เจ้ามีต่อพวกแวมไพร์นะ นิสสา”

นิสสาผงะ สีหน้าตกใจ “เจ้ารู้ชื่อข้าได้ยังไง? เจ้าเป็นใคร—จากไหนกัน…?” หล่อนพูดติดขัดความคิดแล่นทะยานสับสน

“มีคำถามมากมายเหลือเกิน ข้าจะตอบให้หมดเลย” แวมไพร์ตอบเสียงแผ่วเบา “แต่ก่อนอื่น ข้ามีคำถามสำหรับเจ้า ถ้าหากไม่ถือว่าล่วงเกินอะไรล่ะก็นะ… เหตุใดเจ้าจึงยังอยู่ที่นี่อีก? ทำไมยังอยู่บนเซนดิก้าแห่งนี้?”

นิสสากระพริบตา ความงุนงงยิ่งก่อตัวทวีคูณ

“ข้าคิดว่าเจ้าคงจะทิ้งภพนี้ไปนานแล้วเสียอีก” แวมไพร์ลึกลับพูดต่อ “ไปกับพวกคนอื่นๆ ที่มีพลังเหมือนเจ้า บอกตามตรง ตอนที่ข้ารับภารกิจนี้มา ข้านึกว่าจะต้องไปตามหาสักคนที่ไฟสปาร์คกำลังจะปะทุ ใครสักคนที่พอจะขอร้องไหว้วานได้ก่อนที่พลังนั้นจะพามันออกไปจากภพที่กำลังจะอวสานนี้… แต่การตามหาเพลนส์วอล์คเกอร์ก่อนที่เขาจะเดินทางข้ามภพเป็นครั้งแรกนี่มันยากซะยิ่งกว่ายากอีก”

“เจ้ารู้งั้นรึ” นิสสาถอยร่นไปอีกก้าว ขนแขนลุกเกรียว “หรือว่าเจ้าก็—?”

“ข้าน่ะเหรอ? เปล่าเลย แต่เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่เจ้าคิดว่าเผ่าพันธุ์ของพวกข้ายังมีจิตวิญญาณเหลือพอให้ดวงไฟสปาร์คปะทุออกมาน่ะนะ”

“ข้าไม่ได้…”

แวมไพร์ยกมือทั้งสองขึ้นปราม “อ้ะๆ อย่าทำให้ความสัมพันธ์อันดีที่เราพึ่งสร้างกันมาต้องสั่นคลอนเลย นี่จะเป็นรากฐานแห่งความเชื่อมั่นที่ข้ากำลังจะมอบให้เจ้าเชียวนะ”

ความเชื่อมั่น? แวมไพร์เนี่ยนะ? เจ้าตัวนี้มีโอกาสเป็นขี้ข้าของอูลามอกมากพอๆ กับเป็นพวกล่าสังหารชาวเอลฟ์เลยนะ นิสสาไม่เคยเชื่อใจแวมไพร์ หล่อนยืนมั่น เพ่งสมาธิเข้าภายในแล้วดึงพลังแห่งปฐพีเพื่อให้จิตใจของตนสงบลง  “ระหว่างเราไม่มีความสัมพันธ์อันดีอะไรทั้งนั้น บอกเหตุผลดีๆ ให้ข้าไม่ปลิดชีวิตเจ้าซะตรงนี้มาสักข้อสิ”

“ข้ามีถึง 4 เหตุผลที่ดีมากเลยล่ะถ้าอย่างนั้น รอสักครู่เดี๋ยวข้าจะเอาให้ พวกมันคือของขวัญ จากอาโนวอน (Anowon)”

นิสสาตัวสั่นสะท้าน; นางไม่ได้ยินชื่อของแวมไพร์เฒ่านี้มานานมากแล้ว นางเหลียวมองตามมุมเงามือดรอบๆด้านในทันที เขาตามมาเจอแล้วงั้นรึ? หรือว่านี่จะเป็นการซุ่มโจมตี

 

Anowon, the Ruin Sage | Art by Dan Scott

 

“อย่าได้กลัวไป เจ้าเอลฟ์น้อยเอ๋ย ไม่มีอะไรต้องกังวล อาโนวอนไม่ได้อยู่แถวนี้หรอก”

“มันอยู่ที่ไหน?”

“ข้าไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน เขาหายตัวไปนานหลายปีแล้ว แต่ว่าก่อนที่จะหายไปเขาพูดถึงเจ้าบ่อยครั้งอยู่; เล่าให้ข้าฟังถึงพลัง ถึงความสามารถ ถึงสปาร์คของเจ้า จะว่าไปเจ้าคือคนแรกที่ข้านึกถึงหลังได้รับมอบภารกิจนี้ แต่ก็ไม่คิดจริงๆหรอกนะว่าจะยังเจอเจ้าอยู่บนภพนี้ นับเป็นโชคดีของข้า” เขาพูดพลางดึงเอาผ้าไหมสีเทาที่พับเอาไว้ออกมาแล้วยื่นให้นาง

“นี่คืออะไร?” นิสสาถาม ปฎิเสธที่จะจับต้องมัน

แวมไพร์คนนั้นแสดงท่าทางทะนุถนอมเป็นครั้งที่ 2 โดยค่อยๆคลี่ชั้นบนของผ้าออก ภายในมีเมล็ดพืชอยู่ 4 เมล็ดที่กลิ้งไปกระจุกอยู่ตรงกลาง เขาชี้นิ้วไล่ไปทีละอัน “โคลย่า (Kolya) แมนโกรฟแดง (Red Mangrove) แจดดี้ (Jaddi) และ บลัดไบรอาร์ (Bloodbriar)”

“บลัดไบรอาร์” หัวใจของนิสสาเจ็บแปลบเมื่อนึกถึงพืชพรรณอันเป็นที่รักของหล่อนจากทวีปบ้านเกิด แต่สัญชาติญาณรีบเตือนตนเองว่าเขาต้องกำลังโกหกแน่ๆ “แต่บาลา เกด (Bala Ged) ถูกทำลายไปทั้งหมดแล้ว”

“ทั้งหมด ยกเว้นเมล็ดนี้” แวมไพร์พับผ้าไหมปกคลุมเมล็ดทั้งหมดอีกครั้งอย่างระมัดระวัง “เจ้าคงจะเข้าใจแล้วสินะว่าข้ากำลังจะขอร้องให้เจ้าทำสิ่งใด นิสสาผู้เดินทางข้ามภพ เจ้าคงจะเข้าใจว่าข้าหวังจะให้เจ้าช่วยเหลือเซนดิก้านี้อย่างไร”

นิสสาเข้าใจในบัดดล เขาต้องการให้หล่อนนำเมล็ดพันธุ์เหล่านี้…ไปสู่ภพอื่น

“ข้ารู้ว่ามันคงจะเป็นเรื่องแปลกสำหรับแวมไพร์ที่จะมาขอร้องแบบนี้ แต่ในช่วงเวลาสุดท้ายของโลกพวกเราทุกคนก็มาทำเรื่องแปลกประหลาดกันหมดนั่นแหล่ะ ตัวข้าน่ะคิดว่าคล้ายคลึงกับต้นบลัดไบรอาร์แห่งบาลา เกดมากทีเดียว—พิษร้ายแรง แสบๆ คันๆ แล้วก็โรคจิตนิดหน่อย” เขายิ้ม “เพราะฉะนั้น ถ้าพวกมันอยู่ยง มีชีวิตต่อไปได้ที่ไหนสักที่ข้างนอกนั่น” แวมไพร์พูดพร้อมๆ กับโบกมือแบบไม่สนใจสิ่งใดไปยังท้องฟ้าเบื้องบน “ในบางความหมาย ตัวตนของข้าก็จะยังดำรงอยู่ต่อไปเช่นกัน ตัวตนของพวกเราทุกๆ คน” เขายื่นห่อผ้าไหมให้อีกครั้งหนึ่ง “ได้โปรด รับไว้เถิด”

นิสสาหรี่ตาหมายจะประเมินแวมไพร์ตนนี้ หล่อนพยายามอย่างหนักที่จะทำความเข้าใจเจ้าอสูรตนนี้; เขาแตกต่างออกไปจากแวมไพร์อื่นๆที่หล่อนเคยรู้จัก “เจ้าพูดจริงรึเนี่ย?”

“ตอนนี้ไม่มีอะไรจริงแท้ไปกว่าจุดจบของโลกแล้วล่ะ”

“เจ้าเชื่อว่านี่คือจุดจบงั้นหรือ?”

“ข้ารู้แน่ชัดเสียด้วยซ้ำ” แวมไพร์โน้มตัวเข้ามาใกล้พลางกระซิบ “เจ้าก็รู้แก่ใจเช่นกัน นิสสา”

คำกล่าวหานี้ช่างเจ็บปวดนัก เจ้าแวมไพร์ตนนี้คิดผิดเสียแล้ว นิสสามิได้คิดเลยสักน้อยว่านี่คือจุดจบ ภพแห่งเซนดิก้านี้กำลังต่อสู้และโอกาสก็ยังมีอยู่ “เจ้าผิดแล้ว” หล่อนพูดกลับ “จริงอยู่ เวลานี้โลกกำลังเผชิญภยันตรายใหญ่หลวง แต่มีพวกเราอีกมากที่พร้อมจะยืนหยัดคืนแล้วเข้าร่วมในการต่อสู้ แม้แต่ผืนพิภพก็ยังดิ้นรนต่อสู้ เจ้าเองก็คงเคยเห็นเวลาปฐพีพิโรธ”

 

Zendikar’s Roil | Art by Sam Burley

 

“ความพยายามอันหาญกล้าทั้งนั้น ข้ามั่นใจ พอๆ กับความพยายามของเจ้าในวันนี้นั่นล่ะ” เจ้าแวมไพร์ตอกย้ำพร้อมๆกับอ้าแขนไปยังทิศทางของจุดตั้งแค้มป์ที่ถูกความเปื่อยเน่าของพวกเอลดราซี่ครอบงำ; หญิงสาวที่เขาได้พยุงมา บัดนี้ได้ได้รวมไปกับจำนวนคนตายเข้าเสียแล้ว “ปัญหาคือความพยายามอย่างเดียวมันไม่พอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวนที่มากกว่าเจ้าหลายขุม”

“เราเปลี่ยนแปลงจำนวนได้ ตอนนี้มีไอ้ตัวลูกในป่านี้น้อยกว่าเมื่อเช้าไป 3 ตัว” นิสสาย้อนทันควัน

“แล้วเจ้าคิดว่าพวกตัวแม่ที่กระจายอยู่ทั่วภพมันสำรอกลูกสมุนออกมาอีกกี่ตัวกันล่ะภายในวันนี้?”

นิสสาอ้าปากจะพูดสวนแต่ก็รู้ดีว่าไม่สามารถโต้ตอบได้

แวมไพร์หนุ่มกระดิกนิ้ว “ไม่ใช่ความผิดของเจ้าหรอก นี่เป็นการต่อสู้ที่มองไม่เห็นทางชนะ เจ้าพวกเอลดราซี่มันมีกันเป็นร้อยเป็นพันแล้วก็กำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าเจ้าจะสังหารมันไปซะกี่ตัวก็ไม่มีความหมายตราบใดที่ไอ้ตัวยักษ์ใหญ่มันยังอยู่ เจ้าเองก็เป็นเอลฟ์ที่ฉลาด เจ้ารู้ว่าข้าพูดถูก เจ้ารู้มานานแล้ว”

นิสสาแสดงความโกรธชัดเจน

“ข้ามิได้จะดูหมิ่นเจ้าเลย ข้าเพียงแต่พูดข้อเท็จจริงเท่านั้น แม้แต่เจ้าเองก็ไม่มีพลังอำนาจมากพอที่จะล้มพวกตัวใหญ่ยักษ์ลงได้”

มันคือความจริง หน้าของนิสสาเริ่มแดงเรื่อ หล่อนพยายามบอกเซนดิก้าแล้วว่าลำพังหล่อนนั้นไม่เพียงพอหรอก ทำไมถึงไม่ฟังกันนะ?

“เจ้ากำลังทำแค่ชะลอจุดจบออกไปเท่านั้น ที่สำคัญคือเจ้าจะสูญเสียโอกาสที่จะหนีไปจากเซนดิก้า”

“ข้าจะไม่—” แวมไพร์หนุ่มขัดนิสสาขึ้นมาทันที

“เจ้าต้องไป นี่คือสาเหตุว่าทำไมข้าจึงยินดีนักที่โชคชะตาพาให้เรามาพบกันในวันนี้” เขายัดห่อเมล็ดพืชเข้าในมือเธอ “เจ้าเป็นเพลนส์วอล์คเกอร์ที่ทรงพลัง และเจ้าก็ห่วงเซนดิก้าเหนือยิ่งสิ่งอื่นใด เจ้าเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ นิสสา รีเวน ช่วยโลกของเราด้วยเถอะ”

หล่อนทำได้… นี่เป็นครั้งแรกที่นิสสารู้สึกว่าตนสามารถทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จได้

หล่อนรับเมล็ดพันธุ์ไว้

ทันใดนั้นเอง แก้มของเธอร้อนผ่าวด้วยความรู้สึกผิด หล่อนนึกขึ้นได้ว่าวิญญาณธาตุนั้นยืนอยู่เบื้องหลังของเธอ จนถึงตอนนี้ นิสสายังไม่ชินนักกับการที่ภูติธาตุไม่ยอมสลายร่างกลับคืนสู่ธรรมชาติหลังจากที่หล่อนออกคำสั่งใช้งานเสร็จสิ้น อชาย่าอยู่ตรงนี้มาโดยตลอด; มันมองดูหล่อนรับเมล็ดพันธุ์เหล่านี้มา

นิสสากลับหลังหันอย่างช้าๆ เข้าหาพิภพที่ตื่นขึ้น ภูติไม้ยืนสูงสง่าอยู่เหนือเธอด้วยท่าทางไม่ยินดียินร้ายใดๆ กับการทรยศนี้ ความอับอายเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วตัวนิสสา “เดี๋ยวก่อน” หล่อนหันกลับไปหาแวมไพร์ตนนั้น… แต่เขาก็ไม่อยู่เสียแล้ว เช่นเดียวกับร่างของเหล่าผู้เสียชีวิต

หล่อนนิ่ง ไม่พยายามที่จะมองหาหรือไล่ตามเขาไป หล่อนจะทำก็ได้ แต่นิสสาเลือกที่จะไม่ทำ

กลับกัน หล่อนยืนอยู่กลางแค้มป์ที่ว่างเปล่า ภายในเงาของวิญญาณธาตุ โดยที่ห่อผ้าไหมเริ่มชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อในฝ่ามือของเธอ นิสสารับรู้ได้ถึงพลังชีวิตภายในเมล็ดเหล่านี้ สักวันพวกมันจะเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่—แต่ละเมล็ดล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเซนดิก้า ถ้าอย่างนั้นทำไมหล่อนถึงจะต้องรู้สึกผิดในการอยากที่จะช่วยเหลือพวกมันด้วยล่ะ?

“ทำไมข้าถึงจะไม่ลองดูสักตั้งล่ะ?” หล่อนมองไปที่อชาย่า “ข้าก็บอกเจ้ามาตลอดแล้วว่าข้าน่ะทำในสิ่งที่เจ้าต้องการไม่ได้หรอก” หล่อนหยุดพูด แต่แน่นอนว่าอชาย่าก็มิได้มีปฏิกิริยาตอบสนอง “แต่สิ่งนี้แหล่ะ นี่เป็นวิ่งที่ข้าทำได้ อย่างน้อยด้วยวิธีนี้เจ้าจะได้รู้แน่ๆ” หล่อนเก็บห่อผ้าเข้าในกระเป๋า “รู้แน่ๆ ว่าเซนดิก้าจะยังอยู่ต่อไป แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว”

อชาย่ายื่นมือ กางฝ่ามือออกหันเข้าหานิสสา จากนั้นเจ้าวิญญาณธาตุก็กำมือแล้วดึงกำปั้นเข้ามาที่อก ก่อนที่จะยื่นแขนออกสุดตัวอีกครั้งแล้วค่อย ๆ คลายนิ้วแต่ละนิ้วอย่างช้าๆ

“ข้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี” นิสสากระซิบ “บางทีอาจจะมีคนอื่นที่จะสามารถเข้าใจได้”

คำพูดของนิสสาไม่ได้ทำให้อชาย่าหยุด; ภูติต้นไม้ทำท่าเดิมเป็นครั้งที่สอง

ทันทีที่มันกำลังจำเริ่มรอบที่สาม นิสสาออกแรงต้าน ใช้พลังของหล่อนออกคำสั่งให้มันกลับคืนสู่ผืนดิน กลับสู่เซนดิก้าไปเสีย มันได้เวลาแล้วล่ะ

แต่เจ้าวิญญาณธาตุมิได้สนใจคำสั่งของนิสสา รากของมันไม่ได้มุดเข้าไปในดิน กิ่งก้านในตัวมันไม่ขยับเขยื้อน

 

Ashaya, the Awoken World | Art by Raymond Swanland

 

นิสสาเพ่งสมาธิหนักขึ้นอีก “กลับไปซะ”

อชาย่ากระเถิบเข้าหานิสสาพลางเหยียดแขนออกทำท่าประจำของมันอีกครั้งหนึ่ง

“พอได้แล้ว” นิสสารวบรวมพลังทั้งหมดแล้วออกคำสั่งให้ภูติธาตุตัวนี้กลับคืนสู่ผืนดิน

แต่มันก็ยังยืนจังก้าอยู่ตรงนั้น เงื้อมมืออก หุบมือเข้าแล้วกางฝ่ามือหันขึ้นฟ้า

“ทำไมเจ้าถึงทำแต่ท่านี้? ข้าไม่เข้าใจเลย” นิสสาพูด “ข้าไม่รู้ว่านี่แปลว่าอะไร” หล่อนทำท่าทางตามอชาย่า “นี่มันท่าอะไรกัน?”

นิสสากำหมัดแล้วดึงเข้ามาที่อกพร้อมๆ กับอชาย่า “ใช่ ข้าเข้าใจ แต่…” ลมหายใจของนิสสาติดขัด หล่อนคลายนิ้วแรกออก และทันใดนั้นแสงสว่างสีเขียวอ่อนสว่างวาบขึ้นที่ปลายนิ้วเป็นลำแสงพุ่งตรงไปบนผืนดินฝั่งที่ถูกความเปื่อยเน่าครอบคลุมไกลออกไป และทะลุออกเข้าพัวพันกับต้นไม้ ใบไม้ในป่า ประกายแสงเอ่อล้นไปด้วยพลัง

นิสสาไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ นางค่อยๆ คลายนิ้วที่สองออก เส้นลำแสงปรากฏขึ้นอีกครา รอบนี้พุ่งยาวออกไปคนละทิศแล้วดีดตัวขึ้นหมุนวนรอบลำต้นและกิ่งไม้สูงใหญ่ในป่า

หล่อนคลายนิ้วอีกสามนิ้วออก สามลำแสงแห่งสายสัมพันธ์สว่างจ้าเชื่อมต่อกัน ภพแห่งเซนดิก้าเปิดออกให้นิสสาด้วยแสงเรืองรองสีเขียวมรกตเปล่งประกายทรงพลัง นี่คือกระแสแห่งชีวิต เลย์ไลนส์ (Leylines) นิสสาเคยได้ยินคำร่ำลือถึงพลังนี้มาก่อน พลังแห่งผืนพิภพ พลังของดวงจิตแห่งคาลนี (Khalni Heart) พลังชีวิตที่หลั่งไหลเชื่อมโยงผ่านทั่วทั้งโลก

 

Khalni Heart Expedition | Art by Jason Chan

 

ลำแสงแห่งเลย์ไลนส์สุดท้ายแผ่พุ่งออกจากฝ่ามือนิสสาที่หันขึ้นสู่ฟากฟ้า เส้นนี้เป็นลำแสงที่เข้มข้นและหนาที่สุด มันพันรอบเอวและยึดเหนี่ยวร่างไว้แน่นประดุจรากไม้ เส้นสีเขียวยืดขยายจากฝ่ามือของนิสสาไปที่ตัวของอชาย่าหมุนวนเข้าออกตามกิ่งก้านและรากของต้นไม้ที่ผสานกันจนเป็นร่างของวิญญาณธาตุตนนี้ นี่คือกระแสแห่งชีวิตที่เชื่อมนิสสาเข้ากับตัวตนทั้งหมดของอชาย่า เป็นเส้นพลังที่โยงหล่อนเข้ากับจิตวิญญาณแห่งเซนดิก้า

เป็นหนึ่งเดียว

นี่มิใช่คำ—มิใช่สิ่งที่พูดออกมาเป็นเสียง—แต่เป็นเสมือนความรู้สึกที่ตรงเข้าสู่ตัวนิสสาจากอชาย่า

เป็นหนึ่งเดียว

พลังงานสีเขียวส่องแสงจ้าพร้อมๆ กับแผ่ขยายจากฝ่ามือของนิสสาไล่ไปตามแขนและวิ่งเข้าสู่อก ในที่สุดแล้วหล่อนก็เข้าใจ พลังงานนี้ สายสัมพันธ์เหล่านี้ พวกมันอยู่รอบตัวหล่อนมาโดยตลอด พวกมันคือสิ่งที่อชาย่าพยายามจะแสดงให้นิสสาได้เห็น บัดนี้หล่อนรับรู้แล้วว่าจะมองพวกมันยังไง

นิสสาขยับนิ้วไปมาทีละนิ้ว พยายามซึมซับวิถีของเครือข่ายนี้ มันเหมือนเช่นหล่อนมีแขนขางอกออกมาอีกนับร้อย นิ้วที่เสมือนกิ่งก้านลำต้น พุ่มไม้คล้ายกำปั้น และผืนปฐพีที่ทำหน้าที่ดั่งแขนขา พลังชีวิตแห่งเซนดิก้าไหลผ่านตัวเธอ… และเต้นภายในกายเธอเป็นจังหวะ

เป็นหนึ่งเดียว

นางเข้าใจผิดไป ฮามาดีเองก็เข้าใจผิดไป เซนดิก้ามิได้ร้องขอให้นิสสาทำหน้าที่นี้โดยลำพัง มันไม่ได้เลือกนางเลย; มันไม่มีการเลือกมาแต่ต้นอยู่แล้ว นิสสาเป็นส่วนหนึ่งของภพนี้ ชีวิตเชื่อมโยงต่อกันเสมือนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ต้นไม้ไม่ได้ เลือกกิ่งก้าน พวกมันก็เป็นส่วนหนึ่งของต้นไม้เช่นเดียวกัน; เป็นหนึ่งเดียวกับต้นไม้ เมื่อใดที่ต้นไม้เจริญเติบโต บิดงอ หรือแม้แต่โค่นล้ม… กิ่งไม้ก็เช่นเดียวกัน และถ้ากิ่งก้านสั่นไหว แตกหน่อหรือออกผล ต้นไม้ก็เช่นเดียวกัน นิสสาไม่ได้ถูกเลือกโดยเซนดิก้า และหล่อนก็ไม่สามารถเลือกเซนดิก้าได้ด้วย เพราะสุดท้ายหล่อนเองก็เป็นส่วนหนึ่งของเซนดิก้า

ตราบใดที่เซนดิก้ามีอันตราย ตัวนิสสาก็เช่นกัน และตราบใดที่ภพนี้ยังยืนหยัดที่จะต่อสู้ นิสสาก็จะทำเช่นกัน ไม่มีข้อกังขา ไม่มีการลังเลใดๆ ทั้งสิ้น

เพื่อเซนดิก้า ความรู้สึกกลั่นเป็นอารมณ์แผ่ออกจากอชาย่า

“เพื่อเซนดิก้า” น้ำเสียงของนิสสาแตกร้าว

เพื่อเซนดิก้า! ความมุ่งมั่นของอชาย่าเติมเต็มในร่างนิสสา เส้นชีวิตเลย์ไลนส์ที่พาดผ่านตัวหล่อนเริ่มร้อนระอุด้วยพลัง

“เพื่อเซนดิก้า!!” นิสสาตะโกนก้อง

ทั่วทั้งภพราวกับจะปะทุเจิดจรัสด้วยแสงไฟสะท้อนความดุดันของนิสสาในขณะที่หล่อนทะยานร่างดิ่งเข้าในป่า

 

Leyline of Vitality | Art by Jim Nelson

 

นิสสาวิ่งขนานไปกับร่องรอยเน่าเปื่อยที่เจ้าเอลดราซี่มีหนวดได้ทิ้งไว้จากแค้มป์; โทสะของหล่อนมีเป้าหมายชัดเจนแล้ว

เพียงแค่ไม่กี่ก้าว นิสสารู้สึกได้ทันทีว่าผืนป่านี้เป็นดั่งสถานที่ใหม่… และมันเป็นช่างน่าอัศจรรย์

แม้ว่านิสสาจะเคยย่ำฝีเท้าผ่านป่านี้มาก่อนนับครั้งไม่ถ้วน หล่อนไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน นี่แหล่ะ—นิสสาคิด—คือการเชื่อมโยงกับผืนแผ่นดินอย่างแท้จริง

ทั้งพิภพราวกับว่าจะตอบสองกับนิสสา ทุกๆ ครั้งที่เท้าแตะพื้น ผืนดินจะโล่งโปร่งเสมอ หลุมที่อาจทำให้ข้อเท้าหล่อนติด หรือพลิก พลันปิดตัวลง รากไม้ที่อาจทำให้หล่อนสะดุด กลับกันแปรเปลี่ยนเป็นเบาะรอง เสริมพลังให้นิสสาพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างคล่องแคล่ว คว้าเถาวัลย์เส้นถัดไปที่เหวี่ยงเธอหากิ่งไม้ให้จับซึ่งโยนร่างของเธออย่างนุ่มนวลและเป็นจังหวะลงบนพื้นตะไคร่น้ำอ่อนชุ่มชื้น นี่แหล่ะคือการเป็นหนึ่งเดียวกับเซนดิก้า

อชาย่าย่างเท้าตามนิสสามาติดๆ เคียงข้างหล่อนตลอดเวลาอยู่แล้ว—นิสสาไม่จำเป็นต้องใช้พลังเวทย์ไปกับการออกคำสั่งให้ภูติธาตุเคลื่อนไหว หรือสั่งให้นางไปในทิศทางใด เพราะอชาย่ารู้ดีอยู่แล้ว นางรู้ว่านิสสาจะไปที่ไหน ต้องการอะไร หรือแม้แต่รู้สึกอย่างไร

อชาย่ารับรู้ได้ถึงความสำนึกผิดของนิสสา

และนางก็ยังรู้ได้ถึงความมุ่งมั่นของนิสสาที่หมายจะทำให้สักวันหนึ่งภพนี้กลับคืนสู่ความสงสุข เพื่อหล่อนจะได้ปลูกเมล็ดพันธุ์ที่เก็บไว้เหล่านั้นลงบนผืนดินของเซนดิก้าเอง

แวมไพร์ตนนั้นทำถูกแล้วที่มอบเมล็ดพืชให้กับนิสสา เขาพูดถูกเช่นกันที่ว่านิสสาจะสามารถช่วยกอบกู้เซนดิก้าได้ แต่ที่ผิดคือการคิดว่าหล่อนจำเป็นจะต้องหนี เขาคิดผิดที่คาดว่าหล่อนไม่มีวันเอาชนะเอลดราซี่ยักษ์ได้ ด้วยพลังแห่งภพภูมินี้ ด้วยพลังแห่งเซนดิก้าที่ไหลเวียนว่าในร่างกายหล่อน ไม่มีสิ่งใดที่จะทำไม่ได้

หล่อนมองไปที่อชาย่า ทั้งคู่รู้สึกเช่นเดียวกัน กล้าแกร่ง ทรงพลังและพร้อมเผชิญทุกสรรพสิ่ง ขอแค่มีกันและกันทั้งสองก็เพียงพอแล้ว

ก้อนหินหลีกตัวเพื่อแหวกทางให้นิสสาผ่าน พร้อมเผยให้เห็นเจ้าเอลดราซี่หนวดนั่น อสุรกายร้ายลืบคลานคล่องแคล่วไม่แยแสแม้ว่ามันจะเหลือเพียงหนวดเดียว เลื้อยตัวผ่านแปลงดอกไม้พร้อมทิ้งรอยเน่าเปื่อยเป็นทาง

ยอมไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

นิสสาเร่งปรี่ตรงเข้าหา ชิ้นส่วนของก้อนหิน—รวมทั้งผืนดิน ทั้งพืชพรรณที่ขึ้นปกคลุมก็ด้วย—ทั้งหมดตามไปพร้อมหล่อน แกะรอยของเลย์ไลนส์ที่เปล่งประกายจ้าหลั่งไหลออกมาจากแขนของนิสสา แล้วเรียงตัวตามจังหวะการเคลื่อนไหวของหล่อน ก่อร่างขึ้นเป็นส่วนขยายใหญ่ออกมาจากตัว

 

Vastwood Zendikon | Art by Rob Alexander

 

เป็นหนึ่งเดียว

เมื่อเท้าของหล่อนสัมผัสซากเปื่อยเน่าด้านหลังของเจ้าเอลดราซี่ นิสสาง้างมือเตรียมโจมตี ผืนปฐพีแปลงสภาพเป็นหอกแหลมครอบคลุมมือของหล่อนไว้พร้อมกับแสงสว่างที่ลุกโชนจากด้านใน อชาย่าที่อยู่เคียงข้างก็ทำตามอย่างพร้อมเพรียง การโจมตีของทั้งคู่นั้นเข้าจังหวะ แม่นยำ…และทรงอานุภาพ หอกแห่งแผ่นดินแทงทะลวงร่างของปีศาจเอลดราซี่ในขณะเดียวกันกับที่กำปั้นของอชาย่าก็กระแทกลงบนแผ่นใบหน้ากระดูกของมัน

อสูรร้ายส่งเสียงขบเขี้ยวฟันอย่างโหยหวนแหบแห้งและค่อยๆทรุดตัวลง

มันจะไม่มีวันได้ทำร้ายแม้ต้นหญ้าสักต้นบนเซนดิก้าอีก

นิสสายืนตระหง่านเหนือซากศพของมัน ลมหายใจกระหืดกระหอบ มิใช่เพราะความเหนื่อยล้า—แต่เป็นเพราะความกระปรี้กระเปร่า เพราะหล่อนต้องการมากกว่านี้อีก นี่เป็นเวลาที่จะต้องยืนหยัด เป็นเวลาที่จะต้องต่อสู้ เป็นเวลาที่หล่อนจะได้กอบกู้ภพนี้

อชาย่าเข้าใจความรู้สึกของนิสสา นิสสาเองก็รับรู้อารมณ์ของภูติไม้ด้วยเหมือนกัน นางค่อยๆวางมือใหญ่โตนั่นลงบนพื้นตรงเท้าของนิสสาในทำนองเชื้อเชิญ

เมื่อนิสสาเหยียบขึ้นไปบนมือกิ่งไม้ของเจ้าวิญญาณธาตุ พลังงานแสงสีเขียวลอยพัดขึ้นรอบตัวหล่อน เติมเต็มร่างจนแทบล้นปริ่ม “เพื่อเซนดิก้า!!” นิสสาร้องขึ้น

อชาย่ายกนิสสาขึ้นและจัดให้นางอยู่ตรงที่นั่งอันเกิดจากการสร้างตัวของเขาทั้งสองข้างบนส่วนหัว แสงเลย์ไลนส์ส่องประกายขานรับ ส่ายไปมาระหว่างตัวของนิสสาและอชาย่า ลำแสงหยุดนิ่งยึดติดที่ตัวนิสสาพร้อมๆ กับที่อชาย่าเริ่มออกวิ่ง ขาอันมโหฬารของมันก้าวยาวๆทะลุผ่านพงไพรอย่างไม่เกรงกลัว

พวกเขากำลังออกล่า…และเหยื่อคือเอลดราซี่ยักษ์

นิสสากางแขนออกกว้าง ส่งเสียงเรียกแสงแห่งชีวิตที่วิ่งผ่านออกจากนิ้วของหล่อน

 

Groundswell | Art by Chris Rahn

 

และราวกับจะตอบรับ กองทัพภูติธาตุดวงวิญญาณแห่งปฐพีเริ่มก่อร่างขนาดมหึมา พวกมันเรียงตัวเข้าขนาบนิสสาและอชาย่า ทั้งหมดเข้าร่วมแนวประจัญบาน เข้าร่วมการต่อสู้เพื่อช่วยเหลือโลกของพวกเขา

 

ตอนต่อไป: สังหารหมู่ที่ค่ายลี้ภัย

 


 

ที่มา: http://magic.wizards.com/en/articles/archive/magic-story/zendikar-2015-08-12

แปล: Parn Prasjaksattru

Facebook Comments
กลับขึ้นไป